Social Network

The Death of the Feed

เคยเขียนเรื่อง [RSS is Dead](http://isriya.com/node/3456/rss-is-dead) ไป ก็มีคนมาแสดงความไม่เห็นด้วยจำนวนหนึ่ง (ซึ่งไม่แปลกอะไรเพราะตอนแรกๆ ที่อ่านบทความลักษณะนี้ ผมก็ไม่เห็นด้วยเหมือนกัน) เผอิญ Techmeme วันนี้มีเรื่องใกล้เคียงกัน [The Death of the Feed](http://chrisyeh.blogspot.com/2011/04/death-of-feed.html) เลยเอามาแปะไว้ เหตุผลก็คล้ายๆ กัน (และคอมเมนต์ก็คล้ายๆ กันคือ "ฉันยังใช้อยู่") สมัยที่เขียนบทความลงกรุงเทพธุรกิจ บทความที่ฮิตมากอันหนึ่งของผม (ดูจากการนำไปโพสต์ในเว็บบอร์ดและ fwd mail) คือ [อวสานฟลอปปี้ดิสก์](http://www.isriya.com/column/byteculture/04-floppy) (16 Sep 2004)

RSS is Dead

จริงๆ จะเขียนเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว เพิ่งได้ฤกษ์ ที่ฝรั่งเถียงกันจะเป็นจะตายว่า RSS ตายหรือยัง ส่วนตัวผมตอบได้เลยแบบไม่ต้องคิดว่า "ตายแล้ว" มาย้อนดูก่อนว่า เราใช้ RSS ทำอะไรกัน 1. ตามความเคลื่อนไหวจากบล็อกของเพื่อนฝูงในโลกไซเบอร์ 2. ตามข่าวสารบ้านเมือง โดยมากมักเป็นข่าวไอที 3. ค้นพบ (discovery) เนื้อหาใหม่ๆ ที่เพื่อนของเราแชร์มาใน Google Reader สถานการณ์ตอนนี้ 1. เพื่อนส่วนใหญ่มาอยู่ใน Twitter/Facebook กันหมด แถมเขียนบล็อกน้อยลงมาก เมื่อเทียบกับ 3-4 ปีก่อน 2. ข่าวย้ายมาอยู่บน Twitter/Facebook รวมถึง aggregator แบบใหม่ๆ เช่น Techmeme, Google News, Pulse 3.

ให้สัมภาษณ์วารสาร "ผู้ไถ่"

วารสาร "ผู้ไถ่" ของสมาคมชาวคริสต์ (ขออภัยจำชื่อไม่ได้ หนังสือไม่อยู่กับตัว) มาสัมภาษณ์เรื่อง social network ไปเมื่อปลายปี เปิดมาปีใหม่เขาส่งหนังสือมาให้ดู ก็ขอบคุณมากๆ ครับ

เห็นปกหนังสือเชยๆ ดูเป็นวารสารด้านศาสนาอยู่บ้าง แต่เนื้อในทันสมัยมาก พูดเรื่อง social media/network ในเชิงลึกและเยอะ น่าประทับใจมาก

The Social Network

__คำเตือน:__ บล็อกนี้ยาวมาก ผมโดน @[warong](http://jongblog.com) กดดันให้บล็อกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่มันยังไม่เปิดฉายทั่วไป วันนี้มีโอกาสไปดูเลยกลับมาเขียนถึงเสียหน่อย ไหนๆ โดนดักคอเอาไว้แล้ว The Social Network เป็น "ภาพยนตร์" เล่า "ประวัติ" การสร้าง Facebook ในฐานะ "กิจการไอที" ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอันหนึ่งของทศวรรษ 2000s (ถ้าเรานับกูเกิลเป็น 90s ก็น่าจะยอมรับ Facebook เป็นอันดับหนึ่งของ 2000s ได้ แต่คงไม่ใช่ประเด็นที่น่าถกเถียงเท่าไรนัก) ย่อหน้าที่แล้วมีคำที่ถูก quote ไว้สามคำ เป็นความจงใจของผมที่จะบล็อก (ไม่ใช่รีวิว) ถึง The Social Network แยกเป็น 3 องค์ ด้วยมุมมองและประเด็นที่

Social Network 2010 for Ministry of Education

เมื่อเช้าไปสอนหนังสือครู (คือบรรยายให้บรรดาคุณครู) ที่โรงแรม Maxx พระราม 9 (ที่จอดรถน่ากลัวมาก ยังกะโรงแรมผี) งานชื่อ "โครงการนำร่องการพัฒนาศักยภาพบุคลากรและส่งเสริมการใช้ Social Media ในการจัดการเรียนรู้" จัดโดย กลุ่มเผยแพร่และพัฒนาบุคลากรด้านเทคโนโลยี สำนักเทคโนโลยีเพื่อการเรียนการสอน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ ผมพูดหัวข้อ social network 2010 เลยขุด [สไลด์เก่าที่เคยไปสอนให้ศูนย์คอมพิวเตอร์ ม.

One Hundred Retweets

อีกหนึ่ง milestone achievement ของ Blognone สามารถแตะหลัก 100 ของทั้ง RT และ Facebook Share ด้วย (เสียดายยังไม่ได้ทำ Facebook Like เพราะผมขี้เกียจเอง)

เกียรติยศจากความสำเร็จครั้งนี้ขอมอบให้แอปเปิลครับ

Facebook - UK Election

วันนี้วันที่ 6 พฤษภาคม ประเทศอังกฤษกำลังมีการเลือกตั้ง และถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด [David Cameron](http://www.siamintelligence.com/david-cameron-new-pm/) จะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอังกฤษ การเลือกตั้งเกิดขึ้นในโลกจริง แต่ในโลกออนไลน์ ก็มีอะไรสนุกๆ มากกว่าที่คิด เพราะ Facebook ซึ่งเป็น social network ยอดนิยมของคนอังกฤษมานาน (นานกว่าอเมริกา) ได้เปิดให้คนอังกฤษบน Facebook ลงคะแนนเลือกตั้งได้ก่อน (เฉพาะคนอังกฤษเท่านั้น ดูจาก location อาจจะรวม IP ด้วย) ผลคือมีคนเข้ามาโหวตกันถึง 463,000 คน ชัยชนะเป็นของ [Nick Clegg](http://www.siamintelligence.com/nick-clegg-rising/) ม้ามืดขวัญใจคนรุ่นใหม่ (เป็น ส

4.12 Degrees of Separation

MIT Technology Review has [an article](http://www.technologyreview.com/blog/guest/25128) about Korean researchers who run an experiment on Twitter interconnection. The original idea behind this experiment is [six degrees of separation](http://en.wikipedia.org/wiki/Six_degrees_of_separation). The hypothesis is "more than six" degrees since most of relationships between Twitterers are one-way (you follow me, I don't follow you). But the actual result is surprising. Twitter people are separated by only __4.12 degrees.__

ประสบการณ์การลงโฆษณาบน Facebook

Facebook กำลังมาแรง บริษัท PR/Marketing บ้านเรากำลัง "ตื่นทอง" เลยอยากเกาะกระแส ทดลองลงโฆษณาบน Facebook หน่อย เพื่อดูว่าระบบมันทำงานอย่างไร (ตอน AdWords เริ่มเกิดมาใหม่ๆ ผมก็ลองลงโฆษณาหนึ่งรอบให้รู้ พอรู้แล้วก็เลิก) ผมมี [Blognone Page](http://www.facebook.com/blognone) บน Facebook อยู่แล้ว ไม่ต้องสร้าง page ขึ้นมาใหม่ ลองสร้าง ad campaign ได้เลย ผมสร้าง campaign ฮาๆ ขึ้นมาตัวนึง ชื่อ Blognone Girl กลุ่มเป้าหมายคือสาวๆ ที่มี iPhone/iPod/BlackBerry ล่อให้สาวกลุ่มนี้มาเป็น fan ของ Blognone page ลองรันแคมเปญสั้นๆ สามสี่วัน ให้ bid ละ 0.10 ดอลลาร์ (ผมไม่รู้จะต้องตั้งเท่าไรเหมือนกัน อันนี้มั่ว