Scifi

The Martian

The Martian

The Martian ถือเป็นหนังไซไฟแบบสมจริง (hard scifi) ที่ดีที่สุดที่ดูมาในรอบหลายปี เผอิญไม่ได้อ่านเวอร์ชันนิยาย แต่เข้าใจว่าตัวโครงเรื่องหลักมีความน่าสนใจอยู่แล้ว พอนำมาแปลงเป็นหนังแล้วคนทำมือถึงจริง ก็เลยยิ่งดีเข้าไปใหญ่

ความดีงามของ The Martian มีทั้งความสมจริงของเรื่อง (คือเราดูแล้วเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ได้โอเวอร์เกินจนไม่น่าจะเป็นไปได้) ผนวกกับความตื่นเต้นน่าติดตามแบบเรื่องเล่า (คือไม่ได้จืดชืดเป็นสารคดี) บวกด้วยการแสดงของนักแสดงที่มีฝีมือ ทำให้หนังสนุกและน่าติดตามมาก โดยเฉพาะจากคนดูพวก space geek แบบข้าพเจ้า

Ender's Game Movie

หนังปีที่แล้ว เพิ่งได้ดูเมื่อวานนี้ เนื้อหาเอามาจากนิยายไซไฟชื่อเดียวกัน

ในฐานะแฟนซีรีส์ Ender คิดว่าหนังทำได้ดีกว่าที่คาดไว้ครับ (คือไม่หวังสูงเรื่องหนังที่ดัดแปลงจากหนังสือนัก)

Looper

ได้ยินเสียงร่ำลือเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มามาก พอมีโอกาสดูบนเครื่องบินก็เลยจัดเสียหน่อย พบว่าน่าผิดหวังมาก เกือบปิดทิ้งกลางเรื่องแต่สุดท้ายก็อดทนดูจนจบ

John Carter

เป็นหนังที่มีชื่อเสียงโด่งดัง ในฐานะที่ทำให้ประธานของ Disney Studio ถึงกับต้องลาออกแสดงความรับผิดชอบที่ทำหนังเจ๊ง พอมีโอกาสได้ดูบนเครื่องบินก็เลยขอลองดูหน่อยว่าเป็นยังไง

John Carter เป็นหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายไซไฟชุด Barsoom ของ Edgar Rice Burroughs ผู้เขียน Tarzan นิยายเรื่องนี้มีด้วยกันหลายภาค แต่ส่วนที่นำมาสร้างเป็นภาพยนตร์คราวนี้คือภาคแรกภาคเดียว ซึ่งมีชื่อว่า A Princess of Mars

Prometheus at TED

ต้องยอมรับคนทำจริงๆ ว่าเจ๋งมาก คือ โยงของ 4 อย่างเข้าด้วยกัน

  • TED Talks
  • คาแรกเตอร์ของ Peter Wayland และ Wayland Industries
  • ตำนานของ Prometheus ตามปรณัมกรีก
  • ตัวเนื้อเรื่องในหนัง Prometheus

แล้วเอาคลิปนี้ไปเปิดฉายใน TED จริงๆ เพื่อโฆษณาหนัง แถมยังหวังผลคลิปไวรัล ช่วยโปรโมท TED กลับให้อีกต่างหาก

Inception

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา งานยุ่งมาก+ปัจจัยอื่นๆ สรุปว่าไม่ได้ดูหนังเลย แต่กระแส Inception แรงจริงๆ บวกกับได้เสาร์-อาทิตย์ว่างเพิ่มมาอีก 8 วัน (เดิมมีแผนจะไม่ว่าง แต่ผิดแผนเลยได้วันหยุดเพิ่ม) เลยได้ฤกษ์ไปดูก่อนที่มันจะออกโรง

เนื่องจากผมเข้าโรงช้าไปหน่อย + วิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางเรื่อง เลยอาจไม่ครบถ้วนนัก

Avatar

Avatar เป็นหนังที่ hype เยอะมากในหมู่ geekdom ทั้งหลาย ไม่ว่าสำนักไหนจะบอกว่า "ดีมาก" และ "ควรไปดูแบบ 3D" แต่ผมคิดว่าการถ่อไปถึงพารากอน ตบตีแย่งชิงอากาศและพื้นที่กับผู้คนเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ ดูโรงธรรมดาแถวบ้านก็พอแล้ว

Plot

  • เนื้อเรื่องของ Avatar ไม่มีอะไรใหม่ แกนหลักคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้บุกรุกต่างถิ่น" กับ "ชนพื้นเมืองดั้งเดิม" สอดแทรกด้วยรักระหว่างรบ และค่านิยมรักท้องถิ่น เราดูเรื่องแบบนี้กันมานับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ นิยาย และภาพยนตร์ เช่น Pocahontas, The Last Samurai, etc. แค่เปลี่ยนเป็นคนกับมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น
  • และเนื่องจากมันเป็นหนังมหาชน จะไปสร้างพล็อตให้ลุ่มลึกแบบ Ender มีรามาน วาเรลซี หนังคงเจ๊งกันพอดี เอาแบบธรรมดาๆ เข้าถึงคนหมู่มากจะดีกว่า
  • แต่ในความซ้ำซากจำเจ มันก็มีความสนุกของมันนะครับ หนังระดับเจมส์ คาเมรอน ไม่มี plot flaw แบบโต้งๆ อยู่แล้ว (มีจุดเล็กๆ อยู่บ้างแต่ให้อภัยได้) คนเขียนบททำได้ดีในข้อจำกัดด้านการตลาดระดับนี้
  • พล็อตที่ผมเห็นว่าเป็นพล็อตรอง แต่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ "การอวตาร" ของพระเอกไปเป็นมนุษย์ต่างดาว แนวทาง "ตัวตนอีกอย่าง" ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เราเห็นกันมาเยอะแล้ว (i.e. Being John Malkovich และ Eternal Sunshine of the Spotless Mind) แต่พอเอามาใส่ในหนังสงครามต่างดาวก็ถือว่าแปลกใหม่พอสมควร
  • จุดด้อยในพล็อตรอง "อวตาร" ในสายตาผมคือ มันดูจงใจไปนิด เปิดเรื่องมาเจอพระเอกนั่งวีลแชร์ และย้ายร่างได้ ก็นึกสเต็ปถัดไปออกทันที
  • หนังมีองค์ประกอบของหนังแฟนตาซีมหาชนทุกอย่าง เช่น มีฉากขี่ยานพาหนะโชว์ทิวทัศน์ ฉากสงครามฝ่ายพระเอกโดนตีพ่าย ฉากปลุกใจก่อนสู้ และปิดท้ายด้วยฉากสงครามที่ฝ่ายพระเอกชนะ (เหมือน Prince Caspian ไหมครับ) แน่นอนสนุก แต่ก็แน่นอน ไม่แปลกใหม่
  • จากประเด็นข้างต้นทั้งหมด ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังดู "คัทซีนในวิดีโอเกม" ที่เอามาต่อกันได้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว มากกว่าดูภาพยนตร์ในนิยามแบบดั้งเดิม สงสัยโลกกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

Children of the Mind

สำหรับผมแล้ว วิธีการเขียนวิจารณ์หนังหรือหนังสือที่ง่ายและเปลืองพลังน้อยที่สุด คือเขียนเป็น bullet point (ตัวอย่างของภาคที่แล้ว) แต่สำหรับเล่มสุดท้ายของ Ender มันออกจะไม่เคารพผู้เขียน (และผู้แปล) ไปสักหน่อย

ผมเคยเขียนถึง Ender's Game หรือ "เกมพลิกโลก" เอาไว้เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว มันเป็นเรื่องของเด็กคนหนึ่งที่ชื่อว่า Ender ที่บังเอิญอย่างเหลือล้นได้มาเป็นคนเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ Ender's Game ถือว่าเป็นเล่ม 0 ของซีรีย์

ที่ต้องบอกว่าเป็นเล่ม 0 ก็เพราะเรื่องราวหลังจากนั้นถูกแยกออกเป็นสองสายขนานกัน หลังเหตุการณ์ใน "เกมพลิกโลก" Ender วีรบุรุษของมนุษยชาติได้แยกตัวออกห่างจากมวลมนุษย์ ในขณะที่เพื่อนพ้อง ครอบครัว และคู่แข่งของเขายังต้องเผชิญกับโลกที่วุ่นวายในยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนผ่าน ชีวิตที่เหลือของ Ender ถูกเล่าต่อในนิยายอีก 3 เล่ม ซึ่งถือเป็น "ภาคสวรรค์" ของซีรีย์นี้ ส่วนเรื่องของเพื่อนๆ ดำเนินต่อไปใน Shadow saga หรือ "ภาคพื้นดิน"

Children of Dune

ความเดิม: Dune Messiah

เล่มสามในซีรีย์ Dune ได้เล่มนี้มาพร้อมๆ กับ Xenocide (เล่มสามในซีรีย์ Ender) จากงานหนังสือรอบมีนาคม 2009

ทั้งที่เป็นเล่มสามในซีรีย์ Scifi ชื่อดังเหมือนกัน ความต่างคือ ผมอ่าน Xenosaga จบภายในเวลาสองวัน ในขณะที่ใช้เวลาเป็นเดือนในการอ่าน Children of Dune