New Media

The New York Times Innovation Report

เว้นวรรคเรื่องเที่ยว กลับมาเรื่องมีสาระชั่วคราวนะครับ

วงการสื่อสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะมีเอกสารลับชิ้นหนึ่งหลุดออกมาสร้างความสั่นไหวอย่างรุนแรงต่อทิศทาง "สื่อดิจิทัล" ในอนาคต

New York Times

เอกสารที่ว่านี้ไม่ใช่ผังล้มเจ้าหรือโทรเลขวิกิลีกส์ แต่เป็นรายงานภายในของหนังสือพิมพ์ The New York Times ชื่อว่า Innovation ที่หลุดออกมาผ่านเว็บไซต์ BuzzFeed (ภาพข้างบนถ่ายเองตอนไปนิวยอร์ก)

Bezos-style

เรื่องมีอยู่ว่า เมื่อเดือนที่แล้ว Jeff Bezos ซีอีโออเมซอนไปซื้อหนังสือพิมพ์ Washington Post คนก็เลยตื่นเต้นตกใจกันใหญ่

เหตุผลก็มี 3 อย่างรวมกัน เพราะ 1) หนังสือพิมพ์กำลังจะตาย 2) Washington Post เป็นหนังสือพิมพ์ที่ได้รับการยอมรับสูงในสายการเมืองอเมริกา และ 3) Bezos เป็นเจ้าพ่อเทคโนโลยีผู้ปฏิวัติวงการไอทีสำเร็จมาหลายครั้ง

ด้วยเหตุผลทั้ง 3 ข้อรวมกัน คนก็เลยรู้สึกว่า เฮ้ย นี่ไง เห็นไหม Washington Post รอดแล้วเพราะ Bezos คงมีอะไรเด็ดๆ มากอบกู้โลก และถ้า Washington Post รอด หนังสือพิมพ์รายอื่นๆ ก็คงรอดตามด้วย

Jeff Bezos

ว่าแล้วก็วิเคราะห์กันไปต่างๆ นานา จนกระทั่งเรื่องเริ่มซาลงไป Bezos ก็โผล่ออกมาให้สัมภาษณ์ (แน่นอนว่ากับ Washington Post)

Lessons from The Daily

ข่าวใหญ่ในวงการสื่อตะวันตกประจำสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ อวสาน The Daily โครงการหนังสือพิมพ์ดิจิทัลบนแท็บเล็ตของ News Corporation (ถ้าไม่รู้จัก อ่านรายละเอียดของ The Daily)

สิ่งที่ทำให้ The Daily เป็นจุดสนใจมาโดยตลอดคือ

  • ความพยายามทำ original newspaper on tablet เป็นครั้งแรกของสื่อใหญ่
  • เกาะกระแส iPad
  • News Corp. และ Rupert Murdoch
  • หนุนหลังโดย Steve Jobs

เมื่อ The Daily ไปไม่รอด ก็มีกูรูด้านสื่อจำนวนมากออกมาประเมินหรืออธิบายสาเหตุของความผิดพลาด ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกันสำหรับคนทำสื่อดิจิทัลอย่างตัวผมเองด้วย

Journalism is not a Profession Anymore

อ.พิรงรอง รามสูต เขียนบทความ ถึงเวลาปฏิรูปองค์กรวิชาชีพสื่อ หรือยัง ? ตั้งคำถามถึง "วิชาชีพสื่อ" ที่ถูกตั้งคำถามมากๆ ในช่วงหลัง ทั้งประเด็นเรื่องสื่อไปร่วมทริปดูงานของรัฐสภา หรือประเด็นเรื่อง "ไร่ส้ม" รวมถึง "องค์กรวิชาชีพสื่อ" ที่ถูกวิจารณ์ว่าเอียงข้างทางการเมืองเช่นกัน

อาจารย์ให้ความเห็นว่า "ความเห็นสาธารณะ" ต่อประเด็นเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "รับไม่ได้" กับ "เฉยๆ สงวนท่าที" ซึ่งรายละเอียดคงต้องไปอ่านกันเองตามต้นฉบับ

ความเห็นผมไปอีกทาง เลยต้องขอบันทึกลงบล็อกหน่อย คือผมคิดว่า "วิชาชีพสื่อตายแล้ว" ดังนั้นดีเบทเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" จึงกลายเป็นประเด็นที่ล้าสมัยไปแล้ว อย่างน้อยก็สำหรับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม

The Death of Personal Blogging

หัวข้อคือ The Death of Personal Blogging ไม่ใช่ The Death of Blogging

เนื้อหาก็ตามนั้น คือตัวผมเองเขียนบล็อกส่วนตัวอันนี้น้อยลงไปมาก และคิดว่าบล็อกเกอร์คนอื่นๆ ที่เขียนบล็อกส่วนตัว ย้ำว่า บล็อกส่วนตัว น่าจะเผชิญสภาวะเดียวกัน (มาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ)

เหตุผลก็มีหลายอย่างประกอบกัน เช่น คนเรามันจะมีเรื่องอะไรให้เขียนได้ทุกวัน, การเขียนบล็อกยาวๆ หน่อยต้องใช้แรงพอสมควร, การเข้ามาของ Facebook/Twitter ที่โพสต์ง่ายกว่ากันมาก และมี friend interaction เยอะกว่ามาก เป็นต้น

How Search Engines React To Breaking News

งานวิจัยเล็กๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนที่ติดตามวงการ search engine

งานนี้เป็นของบริษัท Optify ทำเพื่อโปรโมทกิจการด้าน SEO/Social PR ของตัวเองแต่ก็เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง โดยบริษัทนี้ตามไปดูว่า search engine สองรายใหญ่คือ Google/Bing บริหารจัดการข้อมูลอย่างไร ในยามที่โลกเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นข่าวใหญ่ เช่น แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น หรือ สตีฟ จ็อบส์ ลาออก

ผลก็คือเขาพบว่า

Digital First - John Paton

สำหรับคนที่สนใจเรื่อง digital media ผมแนะนำให้ตาม บล็อกของ Mathew Ingram บน GigaOm ซึ่งเขาจะเขียนเรื่องหนังสือพิมพ์ในยุคดิจิทัลไว้ค่อนข้างมาก

บล็อกตอนนี้ก็มีที่มาจาก บทความของ Mathew เช่นกัน โดยเขาเขียนถึง John Paton ซึ่งเคยเป็นซีอีโอของบริษัทหนังสือพิมพ์ Journal Register Company (JRC)

JRC เป็นบริษัทสื่อที่มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของสหรัฐจำนวนมากอยู่ในมือ หนังสือพิมพ์ในเครืออาจจะไม่ดังถึงขนาดหนังสือพิมพ์ระดับชาติของอเมริกาอย่าง NYT, WSJ แต่หลายเล่มก็มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยตั้งประเทศอเมริกา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลงในรอบ 10 ปีให้หลัง และ JRC ล้มละลายในปี 2009

John Paton มาเป็นซีอีโอของบริษัทในปี 2010 และปรับยุทธศาสตร์ของบริษัทใหม่หมด หันมาเน้นสื่อดิจิทัลเป็นความสำคัญอันดับแรก และหนังสือพิมพ์กระดาษเป็นระดับรองลงไป (ยุทธศาสตร์ Digital First)

แนวคิดนี้ใครๆ ก็คิดได้ แต่ทำได้จริงหรือไม่นั่นอีกเรื่อง แต่ปรากฏว่า Paton ดันทำได้ และยืนยันด้วยตัวเลขโฆษณาเติบโต 2-6 เท่าของค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (ขึ้นกับชนิดของโฆษณา) และผลประกอบการจากล้มละลายในปี 2009 มาเป็นกำไร 15% ในปี 2010

เคล็ดลับทั้งมวลอยู่ในบล็อกของ John Paton ชื่อ John Paton’s Dec. 2 Presentation at INMA Transformation of News Summit in Cambridge, Mass. ซึ่งเป็นการสรุปความจาก speech ของเขาอีกทีหนึ่ง

GigaOm Buys paidContent

ข่าวใหญ่วันนี้ของโลก online tech media คือเว็บที่ผมชอบมากทั้งสองเว็บซื้อกิจการกันเอง

เว็บที่ว่าคือ GigaOm ของ Om Malik (ผมเคยไปฟังแกพูดที่ลอนดอน ตอนนั้นแกยังไม่เปิดเว็บและไม่รู้ว่าแกเป็นใคร!!!) เข้าซื้อเว็บทั้งหมดในเครือ paidContent (หลักๆ คือ paidContent กับ mocoNews) ซึ่งเดิมเป็นของกลุ่ม Guardian

การซื้อครั้งนี้เป็นการเสริมทัพ online content ของเครือ GigaOm ซึ่งก่อนหน้านี้ก็ซื้อเว็บอื่นๆ มาบ้างแล้ว เช่น jkOnTheRun

On Revenue Sharing

ถ้าเราแบ่งประเภทของ content ออกเป็น 2 แบบตาม "อายุ" คือ แบบที่มาไวไปไว อิงกับเวลา (timely) เช่น นสพ. นิตยสาร ข่าว กับแบบที่ขายได้เรื่อยๆ (timeless) เช่น เกม หนัง หนังสือ

แบบหลังเนื้อหาจะล้าสมัยช้า ผลิตทีเดียวขายได้เรื่อยๆ รายได้ทวีคูณตามจำนวนที่ขายได้ ไม่มีเงื่อนเวลามาบีบ แบบนี้เราน่าจะพอใจกับการโดนหัก 30% โดยบริษัทอย่าง Apple/Google/Amazon เพื่อแลกกับ distribution channel ที่ขายได้เรื่อยๆ ตลอดศก

แต่ถ้าเป็นแบบแรกที่ "พรุ่งนี้ก็ล้าสมัย" ขายไม่ได้อีกแล้ว การโดนหัก 30% (จริงๆ แล้วสัดส่วนที่โดนหักอาจไม่สำคัญเท่ากับโดนหักหรือเปล่า) เป็นเรื่องที่ยอมรับได้หรือไม่?