Movie

The September Issue

เคยเขียนถึง The Devil Wears Prada ไปแล้ว (ฉบับหนังสือก็ด้วย) ถือเป็นหนัง-หนังสือที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง

คนที่ชอบ The Devil Wears Prada ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ดู The September Issue เพราะมันเป็น "ด้านกลับ" ของกันและกัน

The Devil Wears Prada เป็นนิยายที่อิงจากเรื่องจริง เพราะ "นางมาร" ในเรื่องเอาต้นแบบมาจาก Anna Wintour บรรณาธิการคนปัจจุบันของ Vogue ซึ่งได้ชื่อว่า "ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการแฟชั่น"

ใน The Devil Wears Prada นั้นเขียนถึง "นางมาร" Miranda Priestly ไว้แบบสุดจะเลวร้าย จนเรานึกอยากรู้ว่า Anna Wintour ตัวจริงนั้นเป็นอย่างไร แย่ขนาดไหน

The September Issue มีคำตอบ เพราะมันคือหนังสารคดี ถ่ายทำชีวิตและวัฎจักรการทำงานภายใน Vogue และแน่นอน Anna Wintour

Fantastic Mr. Fox

นั่งเครื่องบินนานจนเบื่อ ดูหนังได้ถึง 4 เรื่อง (สถิติใหม่!) เมื่อมีโอกาสก็รีบเขียนซะ ก่อนจะลืม

เรื่องแรกที่ดูคือ Fantastic Mr. Fox รู้จักเรื่องนี้เพราะอ่าน Bioscope (ซึ่งนานๆ ทีซื้อที) พบว่ามันเป็น stop-motion ซึ่งผมชอบอยู่แล้ว

Fantastic Mr. Fox มีต้นกำเนิดจากหนังสือเด็กของโรอัล ดาห์ล ผมไม่เคยอ่านงานของดาห์ลเลยสักเล่ม จึงไม่มีความผูกพันใดๆ มาเกี่ยวข้อง ว่ากันที่ตัวหนังล้วนๆ

(สามใน) ห้าแพร่ง

ดูบนรถทัวร์เมื่อประมาณสองอาทิตย์ก่อน ที่ต้องจั่วหัวว่า "สามในห้า" เป็นเพราะขึ้นรถผมหลับเลย ตื่นมาตอนเรื่องที่สองจบพอดี

ชื่อตอนแบบเป๊ะๆ จำไม่ได้

ขงจื๊อ - Confucius

หลังจาก Avatar เป็นต้นมา ผมยังไม่รู้สึกว่ามีหนังเรื่องไหนน่าดูสักเท่าไร (จะมีแต่ Treasure Hunter ของเจย์ โชว ที่ผมอยากดูแค่ หลินจื้อหลิง แต่สุดท้ายไม่ได้ไปดู) จนมาถึง "ขงจื้อ" นี่แหละ ถึงพอน่าสนใจขึ้นมาบ้าง

น่าสนใจในฐานะหนังชีวประวัติของขงจื้อ และหนัง propaganda (หน่อยๆ) ที่รัฐบาลจีนสนับสนุน

เมื่อวานวันพุธเลยถือโอกาสไปดูหนังลดราคา แต่ปรากฎว่า SF นั้นตุกติกมาก ราคา 80 บาทที่โฆษณานั้นเฉพาะที่นั่งครึ่งหน้าของโรงเท่านั้น อยากนั่งครึ่งหลังต้องจ่าย 110 บาท ข้อมูลพวกนี้เราจะได้รู้ที่ช่องขายตั๋วเท่านั้น แย่มากครับ ต่อไปคงดู Major แทนหมดละ

9 The Movie

เมื่อวานเพิ่งดูดีวีดี Corpse Bride อีกรอบ (ไม่สนุกเท่ารอบแรก) ตอนเช้าเปิดมาเจอโฆษณาใน Gizmodo ตอนแรกก็คิดว่า เรื่องอะไรว้า มาอ่านละเอียดๆ ปรากฎว่า 9 เป็นแอนิเมชันที่ Tim Burton เป็นโปรดิวเซอร์

Avatar

Avatar เป็นหนังที่ hype เยอะมากในหมู่ geekdom ทั้งหลาย ไม่ว่าสำนักไหนจะบอกว่า "ดีมาก" และ "ควรไปดูแบบ 3D" แต่ผมคิดว่าการถ่อไปถึงพารากอน ตบตีแย่งชิงอากาศและพื้นที่กับผู้คนเป็นเรื่องไม่พึงประสงค์ ดูโรงธรรมดาแถวบ้านก็พอแล้ว

Plot

  • เนื้อเรื่องของ Avatar ไม่มีอะไรใหม่ แกนหลักคือความสัมพันธ์ระหว่าง "ผู้บุกรุกต่างถิ่น" กับ "ชนพื้นเมืองดั้งเดิม" สอดแทรกด้วยรักระหว่างรบ และค่านิยมรักท้องถิ่น เราดูเรื่องแบบนี้กันมานับไม่ถ้วนแล้ว ทั้งในประวัติศาสตร์ นิยาย และภาพยนตร์ เช่น Pocahontas, The Last Samurai, etc. แค่เปลี่ยนเป็นคนกับมนุษย์ต่างดาวเท่านั้น
  • และเนื่องจากมันเป็นหนังมหาชน จะไปสร้างพล็อตให้ลุ่มลึกแบบ Ender มีรามาน วาเรลซี หนังคงเจ๊งกันพอดี เอาแบบธรรมดาๆ เข้าถึงคนหมู่มากจะดีกว่า
  • แต่ในความซ้ำซากจำเจ มันก็มีความสนุกของมันนะครับ หนังระดับเจมส์ คาเมรอน ไม่มี plot flaw แบบโต้งๆ อยู่แล้ว (มีจุดเล็กๆ อยู่บ้างแต่ให้อภัยได้) คนเขียนบททำได้ดีในข้อจำกัดด้านการตลาดระดับนี้
  • พล็อตที่ผมเห็นว่าเป็นพล็อตรอง แต่เอามาตั้งเป็นชื่อเรื่องก็คือ "การอวตาร" ของพระเอกไปเป็นมนุษย์ต่างดาว แนวทาง "ตัวตนอีกอย่าง" ก็ไม่ใช่ของใหม่นัก เราเห็นกันมาเยอะแล้ว (i.e. Being John Malkovich และ Eternal Sunshine of the Spotless Mind) แต่พอเอามาใส่ในหนังสงครามต่างดาวก็ถือว่าแปลกใหม่พอสมควร
  • จุดด้อยในพล็อตรอง "อวตาร" ในสายตาผมคือ มันดูจงใจไปนิด เปิดเรื่องมาเจอพระเอกนั่งวีลแชร์ และย้ายร่างได้ ก็นึกสเต็ปถัดไปออกทันที
  • หนังมีองค์ประกอบของหนังแฟนตาซีมหาชนทุกอย่าง เช่น มีฉากขี่ยานพาหนะโชว์ทิวทัศน์ ฉากสงครามฝ่ายพระเอกโดนตีพ่าย ฉากปลุกใจก่อนสู้ และปิดท้ายด้วยฉากสงครามที่ฝ่ายพระเอกชนะ (เหมือน Prince Caspian ไหมครับ) แน่นอนสนุก แต่ก็แน่นอน ไม่แปลกใหม่
  • จากประเด็นข้างต้นทั้งหมด ผมมีความรู้สึกเหมือนกำลังดู "คัทซีนในวิดีโอเกม" ที่เอามาต่อกันได้เป็นภาพยนตร์เรื่องยาว มากกว่าดูภาพยนตร์ในนิยามแบบดั้งเดิม สงสัยโลกกำลังเปลี่ยนไปตามยุคสมัย