Movie

Star Trek 2009

ดีวีดีแผ่นนี้เป็นแผ่นที่ผมซื้อต่อมาจาก @rerngrit ผ่านทวิตเตอร์ แล้วมันลอยมาถึงโต๊ะมีพนักงานส่งของกิตติมศักดิ์เจ้าของ exteen อย่าง @ipats

แต่ดองไว้นาน นานมาก (น่าจะเกือบปี) จนวันนี้ได้ฤกษ์เอามาดูฉลองทีวีใหม่ เสียหน่อย

Star Trek ภาคนี้เป็นหนังโรงภาคที่สิบเอ็ด ผมเคยดู Star Trek มาบ้างแต่ก็มาโตทันยุค Picard แล้ว ซีรีส์ที่เคยดูมี Next Generations บ้าง, Voyager เยอะหน่อย, Deep Space Nine นิดหน่อย ส่วนภาคหนังเคยดู First Contact กับ Nemesis (มั้ง) เอาเป็นว่าผมมีความรู้เรื่อง Star Trek อยู่บ้างแต่ไม่ใช่แฟนเหนียวแน่นเท่าไร

เนื่องจากว่า J.J. Abrams ตั้งชื่อหนังภาคนี้ว่า Star Trek เฉยๆ เวลาเรียกมันเลยสับสน ส่วนมากคนเลยเรียกตามเลขปีว่า "Star Trek 2009" ก็ขอเรียกตามนั้น

Inception

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา งานยุ่งมาก+ปัจจัยอื่นๆ สรุปว่าไม่ได้ดูหนังเลย แต่กระแส Inception แรงจริงๆ บวกกับได้เสาร์-อาทิตย์ว่างเพิ่มมาอีก 8 วัน (เดิมมีแผนจะไม่ว่าง แต่ผิดแผนเลยได้วันหยุดเพิ่ม) เลยได้ฤกษ์ไปดูก่อนที่มันจะออกโรง

เนื่องจากผมเข้าโรงช้าไปหน่อย + วิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางเรื่อง เลยอาจไม่ครบถ้วนนัก

Invictus

คำถามที่ผมเจอบ่อยมากคือ "SIU ทำอะไร" คำตอบแบบสั้นๆ SIU เป็น think tank ด้านเศรษฐกิจ การเมือง และนโยบายสาธารณะ (ถ้ายังไม่รู้จักว่า think tank คืออะไร รบกวนอ่านในลิงก์วิกิพีเดียข้างต้น)

ในฐานะ think tank ด้านการเมือง SIU ประเมินสถานการณ์แล้วคาดการณ์ผลลัพธ์ได้ว่า "มันมาแน่" และเคยนำเสนอกระบวนการประสานความขัดแย้งในงานเสวนา ก้าวข้ามความขัดแย้งสังคมไทย ไปเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2553 ร่วมกับคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน ได้รับเสียงตอบรับจากสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง (ประชาชาติธุรกิจเอาไปลงเต็มหน้า)

เครื่องมือประสานความขัดแย้งที่ SIU นำเสนอคือ scenario planning ซึ่งสรุปแบบสั้นๆ ได้ว่า "ไม่คุยเรื่องปัจจุบันที่ขัดแย้งกัน แต่คุยเรื่องอนาคตของประเทศที่เห็นพ้องกัน" กระบวนการนี้ประสบความสำเร็จมาแล้วในแอฟริกาใต้ (อ่าน ประสบการณ์สร้างความสมานฉันท์ของประเทศแอฟริกาใต้ในโครงการ Mont Fleur Scenario)

ในงานสัมมนาวันนั้น ผมรับหน้าที่เป็นผู้นำเสนอเรื่อง Mont Fleur Scenario (เคยแปะ สไลด์ และ วิดีโอ ไว้ในบล็อกก่อนๆ) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นให้ผมสนใจประวัติศาสตร์ทางการเมืองของประเทศแอฟริกาใต้เรื่อยมา

เมื่อได้รับโอกาสไปอบรมที่ประเทศแอฟริกาใต้ในช่วงสงกรานต์ ผมจึงไม่ลังเลที่จะคว้าโอกาสนี้ไว้ ไม่มีอะไรดีไปกว่าการสัมผัสร่องรอยของความขัดแย้งด้วยตัวเอง (แถมมีคนจ่ายเงินให้)

Iron Man 2

ตั๋วฟรีจาก HTC ดีทุกอย่างยกเว้นกว่าจะเริ่ม นานมาก... ทั้งพิธีการของ HTC เอง และโฆษณาของ Esplanade ความยาว 30 นาทีเต็ม

Miley Cyrus: Hannah Montana The Movie

นอกจาก High School Musical แล้ว อีกปรากฎการณ์หนึ่งของวงการบันเทิงสหรัฐช่วงหลัง คือ ความนิยมระเบิดระเบ้อของ Miley Cyrus ในซีรีส์ Hannah Montana ครับ ผมเข้าใจเอาเองแบบไม่มีสถิติอ้างอิงว่า ดังกว่า High School Musical นะ

เรื่องพวกนี้จะเข้าใจได้ ไม่ใช่การอ่านบทวิเคราะห์ แต่ต้องลองดูด้วยตนเอง และแน่นอนบนเครื่องบินมี Hannah Montana: The Movie เลยจัดมาดูอีกสักเรื่อง จะได้รู้คำตอบ

Hannah Montana เป็นซีรีส์ของ Disney จับกลุ่มพรีทีน คือเด็กกว่า High School Musical หน่อย (ถ้าเทียบกับเด็กไทยคงราวๆ ประถมปลายถึงมัธยมต้น) เป็นเรื่องของเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อ Miley (ชื่อเหมือนนักแสดง) ที่บังเอิญได้กล่องเครื่องแป้งวิเศษมา ถ้าเธอใช้กล่องนี้แต่งหน้าแล้ว จะกลายเป็น Hannah Montana นักร้องสาวชื่อดังแห่งยุคสมัย

เนื้อเรื่องที่เหลือก็ตามนิยายจำพวกสลับร่างทั่วไป คือเล่นกับ "ตัวตน" ทั้งสองของตัวเอก เช่น ปกปิดไม่ให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง หรือ การหลงยึดติดกับตัวตนวิเศษ จนลืมรากเหง้าของตัวตนที่เป็นคนปกติ ฯลฯ

สำหรับ Hannah Montana: The Movie ก็เป็นเหมือนภาคพิเศษของเรื่อง โดย Miley ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่บ้านนอก และพบว่าเมืองกำลังจะถูกศูนย์การค้าใหญ่รุกเข้ามา เธอเลยต้องระดมทุนช่วยเหลือให้เมืองแบบเดิมๆ อยู่ต่อไป โดยใช้พลังซูเปอร์สตาร์ของ Hannah มาช่วย

High School Musical 3

นั่งดูมาบนเครื่องบินจาก Cape Town-Dubai เนื่องจากเป็นไฟลท์กลางคืน ดูได้เรื่องเดียวแล้วเลยนอน

High School Musical เป็นแฟรนไชส์ที่ดังกระหึ่มมาก (ผมว่าน่าจะพอๆ กับ Hannah Montana/Miley Cyrus) น่าจะทำรายได้ให้กับดิสนีย์ไม่ใช่น้อย มันเริ่มมาจากภาพยนตร์ที่ฉายทางทีวีเมื่อปี 2006 แล้วฮิตระเบิด จนต้องมีภาคสอง ภาคสามตามมา

เนื้อเรื่องของ High School Musical จับความที่พระเอก Troy กัปตันทีมบาสของโรงเรียนไฮสกูล East High มาพบรักกับนางเอก Gabriella ซึ่งเป็นเด็กเรียนจ๋าๆ ผ่านการแสดงละครเวทีและการร้องเพลง! (นี่มันทอฝันกับมาวินชัดๆ)

2012

หนังยอดนิยมของคนไทยประจำปี 2009 นอกจากรับเงินเละเทะ ยังสร้างปรากฎการณ์ "โลกจะแตกปี 2012 จริงไหม" แพร่ระบาดไปทั่วเมือง

Michael Jackson's This Is It

ออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่แฟนของไมเคิล เลือกดู This Is It เพราะแรงโปรโมทล้วนๆ

This Is It เป็นเทปบันทึกการซ้อมคอนเสิร์ตครั้งสุดท้ายของไมเคิลก่อนเสียชีวิต ลำดับการเล่าเรื่องก็ตามลำดับการเล่นคอนเสิร์ตแทบจะเป๊ะๆ แค่มีซีนเบื้องหลัง หรือสัมภาษณ์ทีมงานมาแทรกๆ เป็นระยะเท่านั้น

The September Issue

เคยเขียนถึง The Devil Wears Prada ไปแล้ว (ฉบับหนังสือก็ด้วย) ถือเป็นหนัง-หนังสือที่ผมชอบมากเรื่องหนึ่ง

คนที่ชอบ The Devil Wears Prada ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะไม่ดู The September Issue เพราะมันเป็น "ด้านกลับ" ของกันและกัน

The Devil Wears Prada เป็นนิยายที่อิงจากเรื่องจริง เพราะ "นางมาร" ในเรื่องเอาต้นแบบมาจาก Anna Wintour บรรณาธิการคนปัจจุบันของ Vogue ซึ่งได้ชื่อว่า "ผู้หญิงที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวงการแฟชั่น"

ใน The Devil Wears Prada นั้นเขียนถึง "นางมาร" Miranda Priestly ไว้แบบสุดจะเลวร้าย จนเรานึกอยากรู้ว่า Anna Wintour ตัวจริงนั้นเป็นอย่างไร แย่ขนาดไหน

The September Issue มีคำตอบ เพราะมันคือหนังสารคดี ถ่ายทำชีวิตและวัฎจักรการทำงานภายใน Vogue และแน่นอน Anna Wintour