Movie

Oz the Great and Powerful

ผมเป็นแฟนนิยายเรื่อง Oz (อ่านอยู่ภาคเดียว) พอเห็นข่าวหนังเรื่อง Oz ของ Sam Raimi ก็เริ่มสนใจ และอ่านความเห็นในโลกโซเชียลผ่านๆ ว่าหนังทำออกมาดี

แต่ก็อีกนั่นแหละ การดูหนังในโรงเริ่มไม่ใช่ไลฟ์สไตล์ที่เหมาะกับตัวเราในยุคนี้ ด้วยเหตุผลทั้งเวลา การเดินทาง และราคา ทำให้พลาดหนังเรื่องนี้เวอร์ชันโรงไปเช่นเดียวกับเรื่องอื่นๆ (การดูหนังในโรงไม่ใช่ปัจจัยหลักของผมอีกต่อไปละ)

เมื่อมีโอกาสดูบนเครื่องบินก็ลองเสียหน่อย ผลสรุปคือไม่ไปดูในโรงนั่นแหละถูกต้องที่สุด

Tangled - The New Disney

การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องหลังๆ ของดิสนีย์ที่หันมาใช้เทคนิค 3D แต่ก็ผสมเทคนิคแนว cell-shaded ให้ดูใกล้เคียงกับการ์ตูน 2D ยุคดั้งเดิมมากขึ้น

Tangled เป็นหนึ่งในซีรีส์ "เจ้าหญิง" (Disney Princess) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต แต่แป๊กไปมากในช่วงหลัง (เช่น Princess and the Frog) ทำให้ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ดีสนีย์กลับทำออกมาได้ดีเกินคาดมากๆ

Tangled ใช้นิยายเรื่อง "ราพันเซล" เจ้าหญิงผมยาวที่ถูกขังอยู่บนหอคอย มาเป็นโครงเรื่องหลัก แต่ก็ขยายความเพิ่มเติ่ม แต่งเรื่องเพิ่มเข้าไปอีกพอสมควร ซึ่งก็ทำออกมาได้ดี และที่สำคัญคือ "ดูแล้วสนุก" (ซึ่งขาดหายไปจากการ์ตูนของดิสนีย์มานานแล้ว)

Olympus Has Fallen

ไม่เคยได้ยินชื่อหนังเรื่องนี้มาก่อน มาเจอเข้าบนเครื่องบิน พอดูชื่อนักแสดงมี Gerard Butler (คิงเลโอนิดาสแห่ง 300) พร้อมอ่านพล็อตดูแล้วน่าจะสนุกดี เลยตัดสินใจลองดูและพบว่าไม่ผิดหวัง

Olympus Has Fallen เป็นหนังแอคชั่นอเมริกันสูตรสำเร็จ เนื้อเรื่องคือทำเนียบขาว (ชื่อตามรหัสของเจ้าหน้าที่สายลับคือ Olympus) ถูกโจรก่อการร้ายเกาหลีเหนือบุกยึด ประธานาธิบดีถูกจับเป็นตัวประกันอยู่ในบังเกอร์ใต้ดินเพื่อบีบเอารหัสลับปล่อยนิวเคลียร์ ในขณะที่สายลับและการ์ดในทำเนียบขาวตายเรียบ ยกเว้นพระเอก Gerard Butler อดีตการ์ดประจำตัวประธานาธิบดีที่เดินอยู่แถวๆ นั้นพอดี เรื่องที่เหลือทุกคนก็เดากันได้ว่าพระเอกลุยเดี่ยวช่วยประธานาธิบดีและกู้อเมริกากลับมาได้สำเร็จ

One Piece Film: Z

ตามปกติแล้ว อนิเมะญี่ปุ่นยอดฮิตที่ฉายทางทีวี มักจะทำเวอร์ชันหนังโรงฉายทุกปีด้วย (หาเงินกันทุกทาง) ปัญหาคือเวอร์ชันหนังโรงมักทำมาเพื่อขายคาแรกเตอร์-หลอกกินเงินผู้ชม คุณภาพทำแบบพอขายได้ไม่ได้ดีเด่อะไรนัก แถมเป็นเรื่องราวแบบ side story ที่ทีมผู้สร้างหนังแต่งเพิ่มเข้ามาจากเรื่องหลัก คาแรกเตอร์หรือเนื้อเรื่องออกแบบเอง (เกือบทั้งหมดห่วย) ดูแล้วขัดตาขัดใจเป็นอย่างมาก

ธรรมเนียมนี้เริ่มเปลี่ยนไปในปี 2009 เมื่อเออิจิโระ โอดะ ผู้เขียน One Piece เข้ามามีส่วนร่วมกับภาค Strong World ทั้งในแง่เนื้อเรื่อง ตัวละคร คอสตูม (แถมยังเขียนการ์ตูนมังงะโปรโมทหนังด้วย) คุณภาพของงานจึงพัฒนาขึ้นแบบก้าวกระโดด

ล่าสุดโอดะกลับมาอีกครั้งกับ One Piece Film Z ที่ใช้รูปแบบการผลิตแบบเดียวกัน และมันเข้าฉายแล้ววันนี้ในโรงภาพยนตร์เมืองไทย!

The Hobbit: An Unexpected Journey

เป็นแฟนโทลคีน แต่ไม่ได้ไปดู The Hobbit: An Unexpected Journey ในโรงด้วยเหตุผลเรื่องเวลา ความสะดวก และราคา ดังนั้นก็ต้องตามมาดูหนังแผ่นในภายหลังแบบนี้

The Hobbit เป็นหนังสือ "ภาคต้น" ของไตรภาค Lord of the Rings และเขียนก่อนกันเกือบยี่สิบปี เนื้อหาใน The Hobbit ถูกออกแบบเพื่อเป็นหนังสือเด็ก ความซับซ้อน ซีเรียส หม่นหมองจึงน้อยกว่า LotR มาก (แต่เรื่องฉบับหนังสือสนุกมากนะครับ คือมันครบเครื่องและจบในตัวในความหนาที่ไม่เยอะมากแบบ LotR)

Liberal Arts

เคยเห็นมิตรสหายท่านหนึ่งแชร์คลิปมาใน Facebook ดูเทรลเลอร์แล้วน่าสนใจดี พอมาเจอมันฉายอยู่บนเครื่องบินก็เลยดูสักหน่อย (บนเครื่องบินไม่มีซับ หนังประวัติศาสตร์เครียดๆ พูดเยอะๆ เราไม่ดู)

Rise of the Guardians

รู้จักการ์ตูนเรื่องนี้จากโฆษณาใน MRT มีโอกาสก็ดูสักหน่อยครับ

เรื่องนี้จับเอา "ผู้พิทักษ์" หรือ guardian ตามตำนานหรือนิทานของฝรั่ง มาแต่งเป็นเรื่องใหม่ ให้ผู้พิทักษ์ร่วมทีมกันต่อสู้กับวายร้าย (แนวๆ The Avenger ภาคเทพนิยาย) โดยเนื้อเรื่องคือ guardian เดิม 4 ตน ต้องชวน guardian ใหม่ 1 ตน (Jack Frost เทพหิมะ) เพื่อไปต่อสู้กับเทพแห่งความมืดที่ต้องการมากินฝันของเด็กๆ ทั่วโลก

Looper

ได้ยินเสียงร่ำลือเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้มามาก พอมีโอกาสดูบนเครื่องบินก็เลยจัดเสียหน่อย พบว่าน่าผิดหวังมาก เกือบปิดทิ้งกลางเรื่องแต่สุดท้ายก็อดทนดูจนจบ

Wreck-It Ralph

หนังอีกเรื่องที่ได้ดูบนเครื่องบินครับ เป็น animated feature หรือภาพยนตร์การ์ตูนประจำปีของ Disney ยุคเปลี่ยนมาเป็น 3D แล้ว (ไม่ใช่หนัง Pixar แต่มี Lasseter มานั่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้)

Wreck-It Ralph เป็นการ์ตูนดิสนีย์ยุคใหม่ขนานแท้ ลืมเจ้าหญิงยุคคลาสสิคทิ้งไปได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมป๊อปเกี่ยวกับตู้เกม

Live Free or Die Hard

วิถีชีวิตเปลี่ยนก็แทบไม่ได้ดูหนัง โอกาสที่จะได้ดูหนังแบบจะๆ ส่วนใหญ่จึงเป็นการดูบนเครื่องบิน (แม้ว่าจอจะเล็ก และมองไม่ค่อยเห็นในฉากที่มันมืดๆ ก็ตาม) ทริปนี้ได้มา 2 เรื่อง

Live Free or Die Hard หรือ Die Hard 4 เป็นหนังค่อนข้างเก่าแล้ว (ปี 2007) แถมผมได้ดูหลังจาก Die Hard 5 ฉายแล้วด้วยซ้ำ -_-''

พล็อตเรื่องทันสมัยดีครับ กล่าวถึงสงครามไซเบอร์ที่เน้นการทำลายโครงสร้างพื้นฐานของสหรัฐ (แต่รอบนี้ตัวร้ายเป็นคนอเมริกันเอง) ไอเดียเรื่องการใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมสาธารณูปโภคทุกอย่างนำเสนอออกมาดี แม้ว่าหลายๆ อย่างมันจะโอเวอร์เกินจริงไปเยอะ (โดยเฉพาะช่วงหลังๆ ตั้งแต่ฉากโรงไฟฟ้าเป็นต้นไป) แต่น่าจะช่วยสร้างภาพให้คนเข้าใจถึงภัยคุกคามลักษณะนี้ได้มากขึ้น

สรุปคือหนังสนุกตามแบบฉบับของ Die Hard ไอเดียการนำเสนอดี แม้ว่าความสมจริงจะน้อยมากๆ เมื่อเทียบกับหนังแนวเดียวกันอย่างพวก 007 หรือ M:I ที่พล็อตแน่นกว่ากันมาก