Movie

Moana

Moana

เจ้าหญิงดิสนีย์คนล่าสุดของปี 2016 ที่ต้องรับภาระหนัก เพราะรุ่นพี่ Frozen ทำรายได้เอาไว้ถล่มทลาย ทีมที่สร้าง Moana คือผู้กำกับเรื่อง The Princess and the Frog ที่ผมว่ากลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร

รอบนี้ดิสนีย์เปลี่ยนฉากหลังจากแดนหิมะ มาเป็นหมู่เกาะกลางทะเลแปซิฟิก ตัวเกาะเป็นเกาะสมมติ แต่สร้างขึ้นภายใต้อารยธรรมแบบ Polynesian (ตั้งแต่ใต้ฮาวายลงไป)

Rogue One: A Star Wars Story

ภาคเสริมภาคแรกของ Star Wars ถ้าเป็นภาษากันดั้มเรียก sidestory ไม่แน่ใจว่า Star Wars มีคำเรียกหรือไม่ ชื่ออย่างเป็นทางการจึงใช้คำว่า Rogue One: A Star Wars Story

เหตุการณ์ของเรื่องอยู่ระหว่าง Episode III กับ Episode IV โดยเกิดขึ้นก่อน Episode IV ไม่นานนัก โดยใช้ตัวละครหลักเป็นชุดใหม่ทั้งหมด และมีตัวละครรองบางส่วนที่อิงกับโครงเรื่องหลักบ้าง

The Martian

The Martian

The Martian ถือเป็นหนังไซไฟแบบสมจริง (hard scifi) ที่ดีที่สุดที่ดูมาในรอบหลายปี เผอิญไม่ได้อ่านเวอร์ชันนิยาย แต่เข้าใจว่าตัวโครงเรื่องหลักมีความน่าสนใจอยู่แล้ว พอนำมาแปลงเป็นหนังแล้วคนทำมือถึงจริง ก็เลยยิ่งดีเข้าไปใหญ่

ความดีงามของ The Martian มีทั้งความสมจริงของเรื่อง (คือเราดูแล้วเชื่อว่ามันเป็นเช่นนั้นจริง ไม่ได้โอเวอร์เกินจนไม่น่าจะเป็นไปได้) ผนวกกับความตื่นเต้นน่าติดตามแบบเรื่องเล่า (คือไม่ได้จืดชืดเป็นสารคดี) บวกด้วยการแสดงของนักแสดงที่มีฝีมือ ทำให้หนังสนุกและน่าติดตามมาก โดยเฉพาะจากคนดูพวก space geek แบบข้าพเจ้า

Independence Day: Resurgence

Independence Day: Resurgence

หนังชื่อยาวเหยียด Independence Day: Resurgence ซึ่งคงไม่มีใครเรียกชื่อนี้ในชีวิตจริง (ทุกคนคงเรียก "ID4 สอง") กับเวลาที่ผ่านไป 20 ปีให้หลังจากภาคแรก

ID4 ภาคแรกสร้างปรากฏการณ์มากมาย ถึงแม้พล็อตเรื่องของมันไม่มีอะไรซับซ้อน (ยานเอเลี่ยนบุกยึดโลก) แต่ความสนุกของ ID4 อยู่ที่ความโดดเด่นของตัวละครเอกทั้ง 3 คน บวกกับการดำเนินเรื่องที่สนุกและลงตัว (รวมถึง CG ที่ถือว่าก้าวหน้ามากในสมัยนั้น) ส่งผลให้ ID4 กลายเป็นหนังฮิตแห่งยุคสมัยได้ไม่ยาก

20 ปีผ่านไป (ทั้งในโลกจริงและในหนัง) ID4 ภาคสองเปลี่ยนจากหนังฮิตแห่งยุค กลายเป็นหนังภาคต่อเกรดบี อย่างที่หลายคนน่าจะคาดกันได้

Finding Dory

Finding Dory

แอนิเมชันเรื่องใหม่ล่าสุดของ Pixar ภาคต่อของ Finding Nemo ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง โดยทิ้งระยะเวลาห่างกันถึง 13 ปี (Nemo ออกปี 2003, Dory ปี 2016 แปลว่าเด็กที่โตมากับ Nemo ตอนนี้เป็นวัยรุ่น-วัยทำงานกันหมดแล้ว)

เรื่องราวคล้ายกับภาคแรก แต่เปลี่ยนจากตัวเอกปลาส้ม Nemo มาเป็นปลาสีฟ้า Dory ที่เป็นโรคความจำสั้น และต้องหาทางตามหาพ่อแม่ที่พลัดหลงกันมานาน

Spectre

Spectre 007

หลังจาก James Bond 007 รีบูตครั้งใหญ่ในปี 2006 กับ "Casino Royale" มหากาพย์ก็ดำเนินมาเกือบ 10 ปี แบบไม่ยอมจบสักที (จนเปลี่ยนตัวไปแล้วทั้ง Q และ M) สุดท้ายเรื่องราวก็ดูเหมือนจะขมวดปมในภาคสี่ "Spectre"

ถ้าลองย้อนความไปดู 007 ในยุค Daniel Craig ทั้งสามภาค

The Man Who Knew Infinity

The Man Who Knew Infinity

เห็นหนังสือเรื่อง "รามานุจัน" นักคณิตศาสตร์อัจริยะชาวอินเดีย หรือ The Man Who Knew Infinity มานานพอสมควรแล้วแต่ไม่มีโอกาสอ่าน พอทราบว่าเอาเรื่องของเขามาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ด้วย ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็อยากดู เพราะประทับใจกับหนังชีวประวัตินักวิทยาศาสตร์หลายเรื่องในช่วงหลัง ทั้ง The Theory of Everything และ The Imitation Game

Deadpool

Deadpool

Deadpool หนังซูเปอร์ฮีโร่สาย Marvel เรื่องล่าสุดที่เน้นจุดขายเรื่องความกวนตีน หนังโปรโมทแรงดีมาก (หลอกว่าเป็น "หนังรักโรแมนติกช่วงวาเลนไทน์") มีโอกาสได้ดูบนเครื่องบิน จดไว้สักหน่อย

The Big Short ผู้ชนะจากวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์

The Big Short

The Big Short เป็นหนังที่เล่าถึงโลกการเงินในวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐปี 2007-2008 ผ่านสายตาของคน 3 กลุ่มที่ดัน "ตาแหลม" เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์สหรัฐที่เชื่อกันว่าแข็งแกร่งเหลือหลาย (ด้วยกลไกของโลกการเงินที่ชื่อ CDO ซึ่งมีคนอธิบายกันไปเยอะแล้ว คงไม่ขอเล่าซ้ำในที่นี้) กำลังจะล่มสลายในไม่ช้า เลยท้าพนันกับมันผ่านการเล่น "ประกัน" (short) แทงสวนไปว่าตลาดนี้เจ๊งแน่นอน

การแทงสวนตลาดกระแสหลัก (ตัวละครในเรื่องถึงกับบอกว่า You're betting against The American Economy) ย่อมโดนคนหัวเราะเยาะ (พร้อมกับเจ้ามือซึ่งก็คือธนาคารใหญ่ทั้งหลาย มองหน้าว่า "จะเอาจริงหรือ" แต่ก็รับเงินของเราไปอย่างดี) และแน่นอนว่าในกรณีของกองทุนที่ไม่ใช่เงินตัวเอง ก็ยิ่งต้องแบกรับความกดดันจากลูกค้าเจ้าของเงินทุนว่า "มึงจะเอาเงินกูไปทำแบบนี้ได้อย่างไร!!!"

แต่สุดท้ายเมื่อตลาดล่มสลายจริงๆ พวกเขาจึงชนะตลาดด้วยเงินมูลค่ามหาศาล (The Big Short ตามชื่อเรื่อง) แต่นั่นก็หมายถึงชัยชนะบนระบบเศรษฐกิจที่ล่มสลาย คนตกงาน สูญเสียบ้านช่อง ฯลฯ ซึ่งหลังชัยชนะดังกล่าว ตัวเอกบางคนก็แทบจะรามือจากวงการนี้ไปกันเลย เพราะเศร้ากับชัยชนะบนซากปรักหักพังของชีวิตผู้คน

The Force Awakens

The Force Awakens

เพิ่งมีโอกาสได้ดูกับเขาบ้าง หลังจากติดภารกิจอื่นมานาน ชาวบ้านเขาดูกันไปครึ่งโลกแล้ว (และเป็นการกลับเข้าโรงหนังครั้งแรกของผมในรอบ 3-4 ปีด้วย ประสบการณ์การดูหนังในโรงยังเป็นเรื่องแย่เหมือนเดิม: Eastville Cineplex ห้องน้ำพัง, เด็กข้างๆ คุยกับพ่อ "บิดานี่แปลว่าพ่อใช่มั้ย" เสียงอย่างดัง)

Star Wars Episode VII ถือเป็นความหวังของแฟนๆ ที่จะได้รับรู้เรื่องราวต่อจาก Return of the Jedi ที่ทิ้งช่วงห่างกัน 32 ปีในโลกความเป็นจริง (1983 กับ 2015) การขายลิขสิทธิ์ทั้งหมดให้ Disney มาพร้อมกับความคาดหวัง ทีมงานใหม่ที่นำโดย J.J. Abrams ตัดสินใจปฏิวัติ ยึดอำนาจสิทธิ์ขาดในการกำหนดทิศทางของจักรวาล Star Wars ใหม่หมด

  • รีเซ็ตเรื่องราวที่เคยมีคน "แต่งต่อ" ทั้งหมดทิ้งไป ยกให้เป็นจักรวาลขนาน (Expanded Universe) แทน บรรดาแฟนตัวจริงที่เคย "จิ้น" แบบนี้มาตลอด 30 ปีก็ย่อมไม่พอใจ (Mara Jade ไม่มีตัวตนอีกต่อไปแล้วนะ)
  • ยึดอำนาจจาก George Lucas บิดาแห่ง Star Wars ซึ่งภายหลังเขาก็ออกมาให้สัมภาษณ์แบบเซ็งๆ ว่าเสนออะไรไปก็ไม่มีใครเอา และไม่เห็นด้วยกับแนวทางของหนังภาค 7 แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะขายไปแล้ว เลยถอนตัวออกมาดีกว่า

นั่นแปลว่าความคาดหวังต่อ Episode VII สูงส่งมาก ถ้าทำออกมาห่วย ก็จะโดนกระแสตีกลับทันที (ดันไปลบหลู่ศาสดา+สาวกเหนียวแน่น)

แต่ J.J.Abrams ทำได้ หนังออกมาดีมากเกินความคาดหมาย