Journalism

The New York Times Innovation Report

เว้นวรรคเรื่องเที่ยว กลับมาเรื่องมีสาระชั่วคราวนะครับ

วงการสื่อสหรัฐเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสั่นสะเทือนอย่างหนัก เพราะมีเอกสารลับชิ้นหนึ่งหลุดออกมาสร้างความสั่นไหวอย่างรุนแรงต่อทิศทาง "สื่อดิจิทัล" ในอนาคต

New York Times

เอกสารที่ว่านี้ไม่ใช่ผังล้มเจ้าหรือโทรเลขวิกิลีกส์ แต่เป็นรายงานภายในของหนังสือพิมพ์ The New York Times ชื่อว่า Innovation ที่หลุดออกมาผ่านเว็บไซต์ BuzzFeed (ภาพข้างบนถ่ายเองตอนไปนิวยอร์ก)

อะไรบ้างที่สมควรเป็นข่าว

เจอคำถามนี้ใน Blognone ซึ่งเดิมทีผมคิดว่าเป็นเรื่อง common sense น่าจะพิจารณากันเองได้ไม่ยาก แต่เมื่อมีคนถามมา เรื่องนี้สามารถตอบด้วยหลักวิชาทางนิเทศศาสตร์ได้ครับ

ลองค้นหาข้อมูลดูแล้ว เอกสารที่เขียนได้ดีและกระชับมากที่สุดคือ หลักการเขียนข่าว การผลิตข่าว และการรายงานข่าว ของกรมประชาสัมพันธ์ (PDF)

สรุปแบบสั้นๆ สิ่งใดจะเป็น "ข่าว" นั่นแปลว่ามันต้องมี "ความพิเศษ" เหนือเหตุการณ์ธรรมดา ซึ่งความพิเศษนั้นก็มีได้หลายแนว เช่น ของใหม่ ของดีที่สุด ของแย่ที่สุด ความขัดแย้ง ดราม่า ผลกระทบต่อคนหมู่มาก ฯลฯ (ที่เหลืออ่านกันเองตามลิงก์)

Lessons from The Daily

ข่าวใหญ่ในวงการสื่อตะวันตกประจำสัปดาห์ที่ผ่านมาคือ อวสาน The Daily โครงการหนังสือพิมพ์ดิจิทัลบนแท็บเล็ตของ News Corporation (ถ้าไม่รู้จัก อ่านรายละเอียดของ The Daily)

สิ่งที่ทำให้ The Daily เป็นจุดสนใจมาโดยตลอดคือ

  • ความพยายามทำ original newspaper on tablet เป็นครั้งแรกของสื่อใหญ่
  • เกาะกระแส iPad
  • News Corp. และ Rupert Murdoch
  • หนุนหลังโดย Steve Jobs

เมื่อ The Daily ไปไม่รอด ก็มีกูรูด้านสื่อจำนวนมากออกมาประเมินหรืออธิบายสาเหตุของความผิดพลาด ซึ่งผมคิดว่ามันก็เป็นบทเรียนที่ดีเหมือนกันสำหรับคนทำสื่อดิจิทัลอย่างตัวผมเองด้วย

Journalism is not a Profession Anymore

อ.พิรงรอง รามสูต เขียนบทความ ถึงเวลาปฏิรูปองค์กรวิชาชีพสื่อ หรือยัง ? ตั้งคำถามถึง "วิชาชีพสื่อ" ที่ถูกตั้งคำถามมากๆ ในช่วงหลัง ทั้งประเด็นเรื่องสื่อไปร่วมทริปดูงานของรัฐสภา หรือประเด็นเรื่อง "ไร่ส้ม" รวมถึง "องค์กรวิชาชีพสื่อ" ที่ถูกวิจารณ์ว่าเอียงข้างทางการเมืองเช่นกัน

อาจารย์ให้ความเห็นว่า "ความเห็นสาธารณะ" ต่อประเด็นเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ "รับไม่ได้" กับ "เฉยๆ สงวนท่าที" ซึ่งรายละเอียดคงต้องไปอ่านกันเองตามต้นฉบับ

ความเห็นผมไปอีกทาง เลยต้องขอบันทึกลงบล็อกหน่อย คือผมคิดว่า "วิชาชีพสื่อตายแล้ว" ดังนั้นดีเบทเรื่อง "วิชาชีพสื่อ" จึงกลายเป็นประเด็นที่ล้าสมัยไปแล้ว อย่างน้อยก็สำหรับคนกลุ่มหนึ่งในสังคม

The Death of Personal Blogging

หัวข้อคือ The Death of Personal Blogging ไม่ใช่ The Death of Blogging

เนื้อหาก็ตามนั้น คือตัวผมเองเขียนบล็อกส่วนตัวอันนี้น้อยลงไปมาก และคิดว่าบล็อกเกอร์คนอื่นๆ ที่เขียนบล็อกส่วนตัว ย้ำว่า บล็อกส่วนตัว น่าจะเผชิญสภาวะเดียวกัน (มาตั้งนานแล้วด้วยซ้ำ)

เหตุผลก็มีหลายอย่างประกอบกัน เช่น คนเรามันจะมีเรื่องอะไรให้เขียนได้ทุกวัน, การเขียนบล็อกยาวๆ หน่อยต้องใช้แรงพอสมควร, การเข้ามาของ Facebook/Twitter ที่โพสต์ง่ายกว่ากันมาก และมี friend interaction เยอะกว่ามาก เป็นต้น

The Nation Way ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา

ช่วงนี้มีโอกาสได้ไปงานสัมมนาด้านวิชาชีพสื่อมวลชนค่อนข้างบ่อย ก็เลยได้อยู่ในวงสนทนาเกี่ยวกับอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของสื่อในประเทศไทยหลายเรื่อง

ผมเองไม่เคยมีความเกี่ยวข้องกับ "วิชาชีพสื่อ" อย่างเป็นเรื่องเป็นราว เรียนด้านนี้ก็ไม่เคยสักนิด (แต่คนที่เคยเรียนก็มักบอกว่า "ไม่เรียนน่ะดีแล้ว" เป็นงั้นไป) คงมีมุมมองที่ต่างออกไปจากพวกที่จบสายสื่อสารมวลชนไม่น้อย (และจากการไปฟังงานพวกนี้พบว่า ต่างกันมากๆ)

ประเด็นที่สื่อเมืองไทยให้ความสำคัญเยอะคือ "จริยธรรมสื่อ" ซึ่งผมยังไม่เข้าใจมันอย่างถ่องแท้นัก คงวิจารณ์ลำบาก แต่วันนี้ไปงานสัมมนาของเว็บไซต์ข่าวเจาะ TCIJ มีการยกกรณี "คู่มือจริยธรรม" ของเครือเนชั่น เลยตามไปค้นดูพบว่าน่าสนใจ

เนชั่นเรียกคู่มือฉบับนี้ว่า The Nation Way พร้อมสโลแกน "ผิดจากนี้ไม่ใช่เรา" (ซึ่งผมก็แอบก็อปไปใช้ในบทความนิดหน่อย ^_^)

BBC Sport - Match Timeline

เคยเขียนเรื่อง News Timeline โดยใช้ตัวอย่างของเว็บไซต์ The Verge กับข่าวไอทีไปแล้วครั้งหนึ่ง

วันนี้ระหว่างตามอ่านข่าว แมนยูแพ้ ก็ไปเจอของดีเข้าที่ BBC Sport มันคือการรายงานข้อมูลของแมตช์การแข่งขัน (liveblogging + คอมเมนต์อื่นๆ) ที่ใช้การนำเสนอแบบ timeline ของ Twitter

ตัวอย่าง

How Search Engines React To Breaking News

งานวิจัยเล็กๆ ที่น่าสนใจสำหรับคนที่ติดตามวงการ search engine

งานนี้เป็นของบริษัท Optify ทำเพื่อโปรโมทกิจการด้าน SEO/Social PR ของตัวเองแต่ก็เป็นประโยชน์ในระดับหนึ่ง โดยบริษัทนี้ตามไปดูว่า search engine สองรายใหญ่คือ Google/Bing บริหารจัดการข้อมูลอย่างไร ในยามที่โลกเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ที่เป็นข่าวใหญ่ เช่น แผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น หรือ สตีฟ จ็อบส์ ลาออก

ผลก็คือเขาพบว่า

Digital First - John Paton

สำหรับคนที่สนใจเรื่อง digital media ผมแนะนำให้ตาม บล็อกของ Mathew Ingram บน GigaOm ซึ่งเขาจะเขียนเรื่องหนังสือพิมพ์ในยุคดิจิทัลไว้ค่อนข้างมาก

บล็อกตอนนี้ก็มีที่มาจาก บทความของ Mathew เช่นกัน โดยเขาเขียนถึง John Paton ซึ่งเคยเป็นซีอีโอของบริษัทหนังสือพิมพ์ Journal Register Company (JRC)

JRC เป็นบริษัทสื่อที่มีหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของสหรัฐจำนวนมากอยู่ในมือ หนังสือพิมพ์ในเครืออาจจะไม่ดังถึงขนาดหนังสือพิมพ์ระดับชาติของอเมริกาอย่าง NYT, WSJ แต่หลายเล่มก็มีประวัติยาวนานตั้งแต่สมัยตั้งประเทศอเมริกา อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ในช่วงขาลงในรอบ 10 ปีให้หลัง และ JRC ล้มละลายในปี 2009

John Paton มาเป็นซีอีโอของบริษัทในปี 2010 และปรับยุทธศาสตร์ของบริษัทใหม่หมด หันมาเน้นสื่อดิจิทัลเป็นความสำคัญอันดับแรก และหนังสือพิมพ์กระดาษเป็นระดับรองลงไป (ยุทธศาสตร์ Digital First)

แนวคิดนี้ใครๆ ก็คิดได้ แต่ทำได้จริงหรือไม่นั่นอีกเรื่อง แต่ปรากฏว่า Paton ดันทำได้ และยืนยันด้วยตัวเลขโฆษณาเติบโต 2-6 เท่าของค่าเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (ขึ้นกับชนิดของโฆษณา) และผลประกอบการจากล้มละลายในปี 2009 มาเป็นกำไร 15% ในปี 2010

เคล็ดลับทั้งมวลอยู่ในบล็อกของ John Paton ชื่อ John Paton’s Dec. 2 Presentation at INMA Transformation of News Summit in Cambridge, Mass. ซึ่งเป็นการสรุปความจาก speech ของเขาอีกทีหนึ่ง

Being Adaptive

ผมทำ online content มาก็มาก เห็นพฤติกรรมหรือคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของสื่อออนไลน์ ที่ต่างไปจากสื่อแบบเดิมๆ คือความสามารถในการแก้ไขและแจกจ่ายแบบเรียลไทม์

สื่อตระกูล textual ด้วยกันอย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม ถ้ามีข้อมูลอะไรผิด เก่า หรือไม่อัพเดต การแก้ไขจะทำได้ยากมาก เพราะมีต้นทุนในการผลิต (cost of reproduction) และต้นทุนในการแจกจ่าย (cost of distribution) สูงเทียบเท่ากับต้นฉบับการพิมพ์ครั้งแรก ปัจจัยเหล่านี้จึงต้องบีบให้สื่อกระดาษต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องมากที่สุด เพื่อลดต้นทุนเหล่านี้ให้มากที่สุด

แน่นอนว่า content จำนวนมหาศาลมันย่อมต้องมีความผิดพลาดอยู่บ้าง วิธีแก้ปัญหาที่เหลือก็ต้องลงพิมพ์ข้อความแก้ในหนังสือฉบับต่อๆ ไปแทน ซึ่งไม่ใช่โซลูชันในอุดมคติเท่าไรนัก (มีโอกาสที่คนจะไม่เห็นสูง)