Informatics

Big Data กับการเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ

มีมิตรสหายท่านหนึ่งจากภาคการเงินการลงทุน มาคุยกับผมใน Facebook เรื่องความพร้อมของหน่วยงานธุรกิจไทยกับเทคโนโลยี Big Data เมื่อเช้านี้

ผมคิดว่านี่เป็นสัญญาณว่า Big Data น่าจะเริ่มโตพอแล้ว ที่ภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ๆ จะเริ่มหันมาสนใจ และไม่ใช่การขับเคลื่อนจากคนไอที (ที่เห็นความสำคัญของเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว) แต่เป็นการผลักดันจากฝ่ายบริหารหรือฝ่ายยุทธศาสตร์องค์กร ที่ไม่ได้ติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิดมากนักเท่ากับฝ่ายไอที

ในวงการไอทีเราพูดเรื่องนี้กันมาเยอะมากแล้ว ถึงแม้ว่าคำว่า Big Data จะเพิ่งกำเนิดมาได้ไม่นานนัก แต่แนวคิดพื้นฐานอย่างการวิเคราะห์ข้อมูลและสกัดสารสนเทศที่สำคัญมาใช้งาน (business intelligence) ก็พูดกันมาสิบชาติแล้ว ส่วนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิคอย่าง MapReduce (จนกลายมาเป็น Hadoop) หรือการสร้างคลัสเตอร์-ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ราคาถูกดูแลรักษาง่าย ก็คุยกันมาเยอะแล้วเช่นกัน

ถ้าวางเรื่องเทคนิคไว้ก่อน ผมคิดว่าประเด็นที่สำคัญที่สุดของ Big Data คือ มันจะเข้ามาเปลี่ยนวิธีการทำธุรกิจแบบเดิมๆ ขององค์กร จากเดิมที่ไอทีเป็นฝ่ายสนับสนุนกระบวนการของธุรกิจ (business process) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ต้นทุนลดลง (แต่วิธีการหรือกระบวนการเป็นเหมือนเดิม) กรณีของ Big Data จะยิ่งใหญ่กว่านั้นมาก เพราะมันจะกลายเป็นตัวกำหนดวิธีการทำธุรกิจแบบใหม่ให้องค์กรแทน

เท่าที่ผมไปคุยกับผู้บริหารบริษัทไอทีมาหลายแห่ง คนที่พูดเรื่องนี้ได้ใจความที่สุดคือ EMC (ไม่ได้ค่าโฆษณานะครับ) ที่ตั้งสโลแกนแบบตรงไปตรงมาว่า "Big Data Transforms Business" อ่านแล้วก็แบบ เออ ประมาณนี้แหละ ใช่เลย (แต่คนที่นำหน้าเรื่องนี้ที่สุดผมว่าเป็น IBM ฮา)

Being Adaptive

ผมทำ online content มาก็มาก เห็นพฤติกรรมหรือคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของสื่อออนไลน์ ที่ต่างไปจากสื่อแบบเดิมๆ คือความสามารถในการแก้ไขและแจกจ่ายแบบเรียลไทม์

สื่อตระกูล textual ด้วยกันอย่างหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หนังสือเล่ม ถ้ามีข้อมูลอะไรผิด เก่า หรือไม่อัพเดต การแก้ไขจะทำได้ยากมาก เพราะมีต้นทุนในการผลิต (cost of reproduction) และต้นทุนในการแจกจ่าย (cost of distribution) สูงเทียบเท่ากับต้นฉบับการพิมพ์ครั้งแรก ปัจจัยเหล่านี้จึงต้องบีบให้สื่อกระดาษต้องตรวจสอบข้อมูลให้ถูกต้องมากที่สุด เพื่อลดต้นทุนเหล่านี้ให้มากที่สุด

แน่นอนว่า content จำนวนมหาศาลมันย่อมต้องมีความผิดพลาดอยู่บ้าง วิธีแก้ปัญหาที่เหลือก็ต้องลงพิมพ์ข้อความแก้ในหนังสือฉบับต่อๆ ไปแทน ซึ่งไม่ใช่โซลูชันในอุดมคติเท่าไรนัก (มีโอกาสที่คนจะไม่เห็นสูง)

Edward Tufte - The Information Sage

เพิ่งเขียนเรื่อง Charles Joseph Minard ก็ไปเจอกับบทความของ "สาวกแห่ง Minard" คนสำคัญ และเป็นป๋าแห่ง visual design/infographic สมัยใหม่

เขาคือ Edward Tufte

บทความชื่อ The Information Sage (ขอแปลเป็นไทยว่า "จอมเวทย์ข้อมูล") อยู่ที่ Washington Monthly

Related Stories on Front Page

ช่วงหลังนี้คุยกับ @warong และ @imenn ถึงการออกแบบหน้าแรกของเว็บข่าวเยอะมาก วันนี้เปิด Economist.com ก็พบตัวอย่างที่น่าสนใจ คือจะนำบทความเก่าที่เกี่ยวข้องกับ headline มาแสดงในหน้าแรกด้วย

เนื่องจากเป็นบทความเก่าที่เอามาแสดงอีกครั้ง การระบุวันที่ลงก็เลยสมเหตุสมผล

เราไม่ค่อยเจอการนำเสนอลักษณะนี้มากนัก แม้ว่าจะเห็น related story บ่อยในรูปของบล็อก แต่ก็มักจะแสดงในหน้า node/item ไม่ได้แสดงบนหน้าแรกแบบนี้

Type of Information in Lifestream

บล็อกตอนนี้จะต่อเนื่องกับ Notification Console, Race for Social Network Aggregator และ Where is the Comment?

เรื่องคือ ทุกวันนี้เราบริโภคข้อมูลกันมากมาย จากเดิมที่มีแต่เมล ก็มาเป็น IM ตามมาด้วย SMS, RSS แต่จุดเปลี่ยนอยู่ที่การมาถึงของ Facebook/Twitter แค่ตามอ่านอัพเดตทีก็แทบอ้วก อันนี้เป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ผมปิด Google Buzz ทิ้งไปแล้ว

คอนเซปต์ของ "กระแสข้อมูล" ที่ไหลผ่านเราไปทุกวัน มีคนเรียกมันในชื่อ Lifestream หรือ Activity Stream หรือ Friend Stream (ผมชอบ Lifestream มากกว่าเพราะมันเหมือนใน FFVII)