Idea

Techmeme Event Calendar

การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจครั้งที่สองของ Techmeme หลังปรับดีไซน์หน้าเว็บใหม่เมื่อเร็วๆ นี้ คือการเพิ่ม event calendar เข้ามา (ประกาศ)

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้น่าสนใจสำหรับผมมาก เพราะในอดีต Blognone เคยทำ event calendar คล้ายๆ กันนี้ แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไปเพราะการหาข้อมูลมาป้อนในปฏิทิน เป็นงานที่กินแรงสูง และผลตอบแทนไม่ค่อยคุ้มกับแรงที่ลงไปมากนัก (แต่กรณีของ Techmeme ก็แสดงให้เห็นชัดว่ามันมีตลาดนั่นแหละ)

ประเด็นที่น่าสนใจของ Techmeme มี 3 อย่าง

News Timeline

The Verge เป็นเว็บไซต์ที่นักเขียนกลุ่มหนึ่งของ Engadget แยกตัวออกมา โดยจับมือกับบริษัท SBNation ที่เดิมทำเว็บข่าวกีฬา (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น VOX Media)

นอกจาก The Verge จะเป็นเว็บใหม่แล้ว ทีมงานยังถือโอกาสลองทำอะไรใหม่ๆ อีกหลายอย่าง ซึ่งก็ดีบ้างแย่บ้างสลับกันไป (ตัวอย่างคือ วิธีการจัดหน้าแบบ a day สมัยก่อน ที่มันอ่านยากมาก)

แต่อันที่เวิร์คมากๆ และน่านำไปพัฒนาต่อได้คือแนวคิดของ news timeline หรือการแสดงพัฒนาการของข่าว/ประเด็นหนึ่งๆ

ตัวอย่าง

Seminar Channel

ผมไปงานสัมมนาที่เป็นกึ่งวิชาการ (คือหัวข้อเกี่ยวข้องกับงานสายวิชาการ เชิญนักวิชาการมาพูดคุยประเด็นต่างๆ แต่ไม่ใช่ academic paper presentation) มาเยอะพอสมควร ทั้งที่จัดเองและไปงานของคนอื่น สิ่งที่พบคือการสนทนาของผู้ร่วมเวทีน่าสนใจมาก และเป็นประโยชน์มากถ้าเราสามารถนำไปให้คนที่ควรจะเกี่ยวข้องได้รับทราบเอาไว้

ปัญหาคือ เราไม่มีทางอื่นเลยที่จะเข้าถึง "เนื้อหา" เหล่านี้ นอกจากไปฟังด้วยตัวเอง

Print

ข้อจำกัดทางพื้นที่สื่อ และข้อจำกัดเรื่องความเชี่ยวชาญของสื่อ ทำให้การจดประเด็นโดยนักข่าวเพื่อมาลงสื่อสิ่งพิมพ์ (ไม่ว่าจะออนไลน์หรือฉบับกระดาษ) นั้น "ลดทอน" เนื้อหาจากการสัมมนาไปมาก (แถมสื่อส่วนใหญ่มักรอสัมภาษณ์นักวิชาการหลังงานเลิก แล้วเอาเนื้อหาส่วนนี้มาลงพิมพ์มากกว่าเนื้อหาในงานด้วยซ้ำ)

เท่าที่ผมเห็น สื่อที่เก็บรายละเอียดของงานสัมมนาได้ค่อนข้างดีคือ ประชาไท และ thaireform.in.th ซึ่งดำเนินการโดยสำนักข่าวอิศรา แต่ก็จำกัดเฉพาะงานที่มีหัวข้อตรงกับสื่อเหล่านี้สนใจอยู่ดี (ประชาไทคงไม่ทำข่าวงานสัมมนาด้านการตลาด)

AlterDroid

เขียนแบบเร็วๆ ไม่มีอ้างอิงลิงก์ละกันนะครับ ข่าวอยู่ใน Blognone ทั้งหมดไปหากันเองได้

ณ ตอนนี้ต้องบอกว่า Android AOSP กลายเป็น "ต้นน้ำ" ของ "ดิสโทร" หรือรอมมือถือ/แท็บเล็ตไปแล้ว สถานะของมันยิ่งกว่า Debian ด้วยซ้ำ (คือไม่มีคู่แข่งใดๆ)

ปัญหาคือรูปแบบ "การนำ" ของกูเกิลเป็นแบบนำเดี่ยวในห้องปิด ซึ่งมันจะมีปัญหาการเมืองกับพันธมิตรตามมา (พูดง่ายๆ ว่าปิดกั้นไม่ให้พันธมิตรหรือชุมชนมีปากเสียงในการกำหนดทิศทางการพัฒนา กูเกิลเป็นพระเจ้า)

ช่วงหลังเราจึงเห็น heavily modified Android devices ออกมาเยอะเลย เช่น

The Origin of Things

สิ่งที่น่าสนใจมากอีกเรื่องหนึ่งของเหตุการณ์น้ำท่วมรอบนี้ ก็คือ supply chain อันแสนซับซ้อนของประเทศไทย ที่เกี่ยวกระหวัดรัดร้อยกับสายการผลิตของโลกเสียด้วย

เราได้รู้ว่า

Smart Devices Wishlist - Contactless Sync

จริงๆ เคยเขียนเรื่องนี้ไว้หลายรอบแล้ว (บล็อก HP TouchPad, The New Dawn of Computing) แต่ก็อยากเขียนอีกรอบ

ตอนนี้ฟีเจอร์ที่ผมอยากได้ที่สุดในบรรดา smart devices ทั้งหลายคือการ "ซิงก์" เนื้อหาข้อมูลจากอุปกรณ์หนึ่ง ไปยังอีกอุปกรณ์หนึ่งแบบง่ายๆ เช่น

Android Fragments

มีคนถามมาเยอะเหมือนกันว่าทำไมไม่มี Blognone Native App บน Android

คำตอบของผมก็คือ ไม่รู้จะมีไปทำไม เพราะเว็บก็ทำหน้าที่ของมันได้โอเคอยู่แล้ว (ส่วน mobile web ก็คงทำให้อ่านง่ายขึ้น แต่วัดกันในแง่ฟังก์ชันก็คงไม่มีอะไรเพิ่ม)

จนกระทั่งมาเจอ Android Fragments ใน Honeycomb

น่าสนใจมากว่าเราจะเอามันมาใช้ "เพิ่มพลัง" ให้กับการใช้งานได้อย่างไรบ้าง อันนี้ยังคิดไม่ค่อยออกต้องรอมี Honeycomb ก่อน

What to do If Thai Internet is Cut?

นั่งคิดเรื่องนี้มาสองอาทิตย์แล้ว

คำถามง่ายๆ ถ้าเมืองไทยมีประท้วง จราจล ปฏิวัติ รัฐประหาร ฯลฯ แล้วโดนฝ่ายกุมอำนาจสั่งตัดเน็ต (โมเดลอียิปต์และลิเบีย) ตึก CAT ถูกยึด ต่อออกนอกประเทศไม่ได้ ในประเทศก็คุยกันไม่ได้

แบบนี้จะทำยังไงกัน?

จริงๆ ตัวอย่างแบบชัดๆ ก็มีให้เห็นแล้วในช่วง พ.ค. 53 ซึ่งพื้นที่ราชประสงค์โดนตัดไฟตัดโทรศัพท์มือถือ นักข่าวจะทวีตรายงานยังต้องเดินออกมานอกพื้นที่ตัดโทรศัพท์เสียก่อน และแน่นอนการตัดการสื่อสารแบบนี้ช่วยให้ "การล้อมปราบ" ทำได้ง่ายขึ้นมาก (ตอนนี้เราก็ยังไม่มีคำตอบสำหรับกรณีวัดปทุมฯ ส่วนหนึ่งก็เพราะไม่มีหลักฐานจะจะ)

Presentation Machine

ผมเป็นคนที่เซนซิทีฟเรื่องน้ำหนักในการแบกมาก (ถึงได้ซื้อ MacBook Air)

ช่วงนี้มีงานพูด+พรีเซนต์เยอะ พบว่าการแบกโน้ตบุ๊กไปพูดมันหนักเกินความจำเป็น แม้ว่าจะเป็นรุ่น thin & light และไม่ได้แบกอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น อแดปเตอร์ ไปด้วย มันก็ยังหนักอยู่ดี เพราะในสภาพจริงเราอาจต้อง

  • เดินเป็นระยะไกลพอสมควรเพื่อไปขึ้นพาหนะอื่นๆ
  • ต้องแบกของแล้วยืนนานๆ เช่น รถเมล์หรือรถไฟฟ้าช่วง rush hour
  • ได้น้ำหนักบรรทุกเพิ่มจากวาระโอกาสต่างๆ เช่น ที่งานแจกหนังสือ น้ำขนม ฯลฯ ต้องแบกกลับบ้าน

เมื่อบวกกับวันอาทิตย์ไปลองเล่น Galaxy Tab มาที่งาน 3.9G Expo เลยเกิดไอเดียดังนี้