Disney

The Incredibles 2

The Incredibles 2

ถ้าให้เลือกว่าชอบหนังของ Pixar เรื่องไหนมากทีสุด ตอบแบบไม่ต้องคิดเลยว่า The Incredibles เพราะมันสนุก ตลก ร่วมสมัย เดินเรื่องรวดเร็วแบบ fast pace พูดง่ายๆ ว่าลงตัวไปทุกอย่าง

The Incredibles ภาคแรกฉายปี 2004 เวลาผ่านมานานถึง 14 ปีก็ได้มาดูภาคสองในปี 2018

ภาพรวมของหนังก็ยังสนุกตามมาตรฐานของ Pixar แต่ถ้าเทียบกับภาคแรกแล้วรู้สึกว่ายังเป็นรองอยู่ประมาณนึง (ก็ไม่ผิดคาดนักสำหรับหนังภาคต่อ)

Moana

Moana

เจ้าหญิงดิสนีย์คนล่าสุดของปี 2016 ที่ต้องรับภาระหนัก เพราะรุ่นพี่ Frozen ทำรายได้เอาไว้ถล่มทลาย ทีมที่สร้าง Moana คือผู้กำกับเรื่อง The Princess and the Frog ที่ผมว่ากลางๆ ไม่ได้โดดเด่นอะไร

รอบนี้ดิสนีย์เปลี่ยนฉากหลังจากแดนหิมะ มาเป็นหมู่เกาะกลางทะเลแปซิฟิก ตัวเกาะเป็นเกาะสมมติ แต่สร้างขึ้นภายใต้อารยธรรมแบบ Polynesian (ตั้งแต่ใต้ฮาวายลงไป)

Inside Out

Inside Out หนังเรื่องล่าสุดของ Pixar กำกับและเขียนบทโดย Pete Docter เจ้าของผลงานยอดฮิตทั้ง Monsters, Inc. และ Up

Cinderella 2015

Cinderella 2015

ช่วงหลัง ดิสนีย์หันมาทำหนังคนแสดงแบบ live-action จากเทพนิยายภาคแอนิเมชั่นของตัวเองในอดีต ตัวอย่างหนังกลุ่มนี้ได้แก่ Alice และ Maleficent (อาจนับรวมเรื่อง Oz ด้วย) หนังเรื่องล่าสุดในชุดคือ Cinderella

Cinderella ฉบับคนแสดงปี 2015 ดัดแปลงมาจากแอนิเมชั่น Cinderella ฉบับปี 1950 แทบจะทุกประการ มีปรับบทบ้างเล็กน้อย เช่น เจ้าชายมีชื่อกับเขาแล้ว (จากเดิมที่เรียกแค่ว่า Prince Charming), เพิ่มบทของซินเดอเรลล่าตอนเด็กๆ กับครอบครัวเข้ามา ให้ดูมีแบ็คกราวน์มากขึ้น, ตัดบทสนทนากับพวกนกหนูสัตว์เลี้ยงออกไป (มันคงทำยากแหละนะ) และเนื่องจากหนังภาคนี้ไม่ใช่หนังเพลง ก็ตัดส่วนของการร้องเพลงออกไปทั้งหมด

Big Hero 6

Big Hero 6

หลังจาก Disney ประสบความสำเร็จถล่มทลายกับ Frozen ในปี 2013 ภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องต่อมาก็สลับกลับมาทำการ์ตูนผู้ชายอีกครั้ง (เรื่องก่อนหน้านี้คือ Wreck-It Ralph)

แต่ Big Hero 6 พิเศษไปกว่าการ์ตูนผู้ชายใดๆ ของ Disney เหตุเพราะมันเกิดขึ้นหลังจาก Disney ซื้อ Marvel เรียบร้อยแล้ว และนโยบายที่ฝ่ายบริหารกำหนดมาก็คือ "ลองเอาหนังสือการ์ตูนในคลังของ Marvel มาทำหนังสิ!"

Tangled - The New Disney

การ์ตูนแอนิเมชันเรื่องหลังๆ ของดิสนีย์ที่หันมาใช้เทคนิค 3D แต่ก็ผสมเทคนิคแนว cell-shaded ให้ดูใกล้เคียงกับการ์ตูน 2D ยุคดั้งเดิมมากขึ้น

Tangled เป็นหนึ่งในซีรีส์ "เจ้าหญิง" (Disney Princess) ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในอดีต แต่แป๊กไปมากในช่วงหลัง (เช่น Princess and the Frog) ทำให้ผมไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่ดีสนีย์กลับทำออกมาได้ดีเกินคาดมากๆ

Tangled ใช้นิยายเรื่อง "ราพันเซล" เจ้าหญิงผมยาวที่ถูกขังอยู่บนหอคอย มาเป็นโครงเรื่องหลัก แต่ก็ขยายความเพิ่มเติ่ม แต่งเรื่องเพิ่มเข้าไปอีกพอสมควร ซึ่งก็ทำออกมาได้ดี และที่สำคัญคือ "ดูแล้วสนุก" (ซึ่งขาดหายไปจากการ์ตูนของดิสนีย์มานานแล้ว)

Wreck-It Ralph

หนังอีกเรื่องที่ได้ดูบนเครื่องบินครับ เป็น animated feature หรือภาพยนตร์การ์ตูนประจำปีของ Disney ยุคเปลี่ยนมาเป็น 3D แล้ว (ไม่ใช่หนัง Pixar แต่มี Lasseter มานั่งเป็นโปรดิวเซอร์ให้)

Wreck-It Ralph เป็นการ์ตูนดิสนีย์ยุคใหม่ขนานแท้ ลืมเจ้าหญิงยุคคลาสสิคทิ้งไปได้เลย เพราะมันเป็นเรื่องของวัฒนธรรมป๊อปเกี่ยวกับตู้เกม

The Walt Disney Company

ไปยืนอ่าน Fortune เล่มใหม่ มีเรื่องบริษัท Walt Disney อันที่น่าสนใจคือ "สัดส่วนรายได้" ของบริษัท

ส่วนของเคเบิลทีวีได้เยอะสุดคงไม่น่าแปลกใจนัก (เคเบิล != ทีวี ในสหรัฐ เลยคิดแยกคนละส่วนกัน) แต่ที่แปลกใจคือสวนสนุกมีสัดส่วนรายได้เยอะมาก ในขณะที่ภาพยนตร์ไม่เยอะอย่างที่ภาพลักษณ์แสดงออกมา

(จริงๆ ตัวเลขพวกนี้มันมีอยู่ในงบดุลอยู่แล้ว เพียงแต่ผมไม่เคยไปสนใจเองแหละ)

Miley Cyrus: Hannah Montana The Movie

นอกจาก High School Musical แล้ว อีกปรากฎการณ์หนึ่งของวงการบันเทิงสหรัฐช่วงหลัง คือ ความนิยมระเบิดระเบ้อของ Miley Cyrus ในซีรีส์ Hannah Montana ครับ ผมเข้าใจเอาเองแบบไม่มีสถิติอ้างอิงว่า ดังกว่า High School Musical นะ

เรื่องพวกนี้จะเข้าใจได้ ไม่ใช่การอ่านบทวิเคราะห์ แต่ต้องลองดูด้วยตนเอง และแน่นอนบนเครื่องบินมี Hannah Montana: The Movie เลยจัดมาดูอีกสักเรื่อง จะได้รู้คำตอบ

Hannah Montana เป็นซีรีส์ของ Disney จับกลุ่มพรีทีน คือเด็กกว่า High School Musical หน่อย (ถ้าเทียบกับเด็กไทยคงราวๆ ประถมปลายถึงมัธยมต้น) เป็นเรื่องของเด็กหญิงวัยรุ่นคนหนึ่งชื่อ Miley (ชื่อเหมือนนักแสดง) ที่บังเอิญได้กล่องเครื่องแป้งวิเศษมา ถ้าเธอใช้กล่องนี้แต่งหน้าแล้ว จะกลายเป็น Hannah Montana นักร้องสาวชื่อดังแห่งยุคสมัย

เนื้อเรื่องที่เหลือก็ตามนิยายจำพวกสลับร่างทั่วไป คือเล่นกับ "ตัวตน" ทั้งสองของตัวเอก เช่น ปกปิดไม่ให้ใครรู้ตัวตนที่แท้จริง หรือ การหลงยึดติดกับตัวตนวิเศษ จนลืมรากเหง้าของตัวตนที่เป็นคนปกติ ฯลฯ

สำหรับ Hannah Montana: The Movie ก็เป็นเหมือนภาคพิเศษของเรื่อง โดย Miley ต้องกลับไปเยี่ยมบ้านเกิดที่บ้านนอก และพบว่าเมืองกำลังจะถูกศูนย์การค้าใหญ่รุกเข้ามา เธอเลยต้องระดมทุนช่วยเหลือให้เมืองแบบเดิมๆ อยู่ต่อไป โดยใช้พลังซูเปอร์สตาร์ของ Hannah มาช่วย

High School Musical 3

นั่งดูมาบนเครื่องบินจาก Cape Town-Dubai เนื่องจากเป็นไฟลท์กลางคืน ดูได้เรื่องเดียวแล้วเลยนอน

High School Musical เป็นแฟรนไชส์ที่ดังกระหึ่มมาก (ผมว่าน่าจะพอๆ กับ Hannah Montana/Miley Cyrus) น่าจะทำรายได้ให้กับดิสนีย์ไม่ใช่น้อย มันเริ่มมาจากภาพยนตร์ที่ฉายทางทีวีเมื่อปี 2006 แล้วฮิตระเบิด จนต้องมีภาคสอง ภาคสามตามมา

เนื้อเรื่องของ High School Musical จับความที่พระเอก Troy กัปตันทีมบาสของโรงเรียนไฮสกูล East High มาพบรักกับนางเอก Gabriella ซึ่งเป็นเด็กเรียนจ๋าๆ ผ่านการแสดงละครเวทีและการร้องเพลง! (นี่มันทอฝันกับมาวินชัดๆ)