Book

Books I read

In the Plex

เป็นหนังสือ high profile ที่เพิ่งออกมาไม่นาน (Amazon, Google Books) ช่วงวันหยุด 4 วันเลยได้โอกาสซื้อมาอ่านบน Kindle

เนื้อหาก็ตามชื่อหนังสือ In the (Google)plex

ผู้เขียน Steven Levy เป็นนักข่าวของ Newsweek มาก่อน (ปัจจุบันอยู่กับ Wired) มีผลงานหนังสือมาแล้วหลายเล่ม (หลายเล่มเกี่ยวกับแอปเปิล)

The Wind-Up Bird Chronicle

หนังสือฟรี ไม่มีเวลาอ่าน

ที่ออฟฟิศรับมติชนสุดสัปดาห์ ถึงเวลาต่ออายุสมาชิก สามารถเลือกหนังสือในเครือมติชนได้ฟรี 2 เล่ม หนึ่งในตัวเลือกมี "The Wind-Up Bird Chronicle" หรือชื่อภาษาไทย "บันทึกนกไขลาน" เลยเลือกมาแบบไม่ต้องคิดมาก

James Bond 2008 Covers

อาทิตย์ก่อนเดินผ่านร้านหนังสือ ไปด้อมๆ มองๆ ก็เจอกับนิยายชุด James Bond 007 กับปกชุดใหม่ของสำนักพิมพ์ Penguin งามเหลือหลาย

Dead of Alive

สั่งซื้อบน Kindle เมื่อตอนปีใหม่ วันนี้ผ่านมาเกือบ 2 เดือน อ่านบ้างไม่อ่านบ้าง สุดท้ายก็จบแล้ว

ต่อไปนี้จะสปอยล์

Dead or Alive จับความต่อจาก The Teeth of Tiger ซึ่งเป็นพระเอกรุ่นใหม่ของซีรีส์ Ryanverse

เรื่องจาก The Teeth of Tiger ก็คือแจ็ค ไรอัน พระเอกคนเก่าซึ่งได้เป็น ปธน. สหรัฐ เล็งเห็นว่าการต่อสู้กับการก่อการร้ายจะต้องคล่องตัว ไม่ผ่านระบบราชการ ไม่ผ่านระบบยุติธรรมที่จำกัดอำนาจ จึงได้ตั้ง "CIA ภาคเอกชน" ขึ้นมาแบบลับๆ ฉากหน้าเป็นบริษัทค้าเงิน ส่วนฉากหลังก็เป็น CIA นั่นแหละ องค์กรนี้มีชื่อเรียกว่า "The Campus"

แจ็ค ไรอัน จูเนียร์ พระเอกคนใหม่ ลูกของแจ็คคนพ่อ ได้มาสมัครงานเป็นนักวิเคราะห์ข่าวกรองที่ The Campus โดยที่พ่อไม่รู้ (เพราะให้คนอื่นรันองค์กรแทน)

Born To be Democracy

ไปช่วยเขาเขียนมานิดหน่อยเลยมาช่วยโฆษณา

หนังสือ Born to be Democracy เป็นโครงการของประชาไทร่วมกับ Heinrich Boll เพื่อสร้างองค์ความรู้ด้านสื่อใหม่กับการเมืองและประชาธิปไตย (ซึ่งไม่น่าจะเคยมีใครทำมาก่อนในไทย อาจมีบ้างที่เป็นบทความแต่ไม่ได้ออกมาเป็นเล่มขนาดนี้)

หนังสือเล่มนี้เป็นบทสัมภาษณ์ 12 นักคิดในด้านต่างๆ และให้มุมมองเกี่ยวกับสื่อใหม่ที่น่าสนใจหลายประการ บทสัมภาษณ์ชุดนี้ประชาไทเอามาตีพิมพ์บนเว็บมาสักพักแล้ว ใครสนใจตามไปอ่านได้ที่ ซีรีส์ สื่อใหม่กับความขัดแย้งทางการเมือง ตอน 12: “ใจเย็นๆ มันอาจไม่เห็นผลทันที” (ลิงก์ตอนเก่าอยู่ด้านล่างสุด)

นอกจากนี้ยังมีงานสัมมนาเปิดตัวหนังสือ จัดไปเมื่อ 21 ม.ค. ที่ผ่านมา เผอิญผมไม่ได้ไป แต่รายงานและวิดีโอคลิปอยู่ที่ นักวิชาการถกบทบาท ‘นิวมีเดีย’ ชี้ ‘ปฏิรูปสังคม’ ต้องเชื่อม ออนไลน์-ออฟไลน์

American History 1865-1945

ตอนที่อ่าน Decision Points ผมพบปัญหาอยู่บ้างว่าไม่รู้ประวัติศาสตร์อเมริกัน เลยไม่เข้าใจบริบททางประวัติศาสตร์หลายๆ อย่างที่หนังสือเอ่ยถึง (จริงๆ ก็พอรู้บ้างแต่ก็เฉพาะช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา ซึ่งถือเป็นยุคใหม่ของอเมริกาแล้ว)

ทางแก้ก็คือขอให้ชาวบ้านยืมหนังสือประวัติศาสตร์อเมริกามาจากห้องสมุดให้หน่อย และแล้วก็ได้เล่มนี้มา ประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1865-1945 ยุคหลังสงครามกลางเมือง-สงครามโลกครั้งที่สอง โดย ศ. สมร นิติทัณฑ์ประภาศ

yet another book finished. this is a great book on American middle history

Tom Clancy's Dead or Alive

ไม่ใช่เกมต่อสู้ดึ๋งๆ ของค่าย Tecmo แต่มันคือหนังสือเล่มใหม่ของ Tom Clancy ในรอบ 7 ปี

Clancy เงียบหายไปชาติเศษจนผมคิดว่าแกเลิกเขียนไปแล้ว จนกระทั่งวันก่อนเห็นคุณสุรศักดิ์ ธรรมโม โพสต์รูปหนังสือใน Facebook เลยทราบข่าวว่า "Dead or Alive" ออกแล้ว (เป็นเล่มต่อจาก The Teeth of Tiger ซึ่งไม่สนุกที่สุดในผลงานทั้งหมดของ Clancy ที่เคยอ่านมา)

Dance Dance Dance

โพสต์แรกของปี 2011 ด้วย Dance Dance Dance นิยายเรื่องที่สี่ในชุด "ผม" ของมูราคามิ

หลังจากอ่านกำลังภายในติดต่อกัน 3 เล่ม 2 เรื่อง ก็เริ่มเอียน อยากขอเปลี่ยนบ้าง สายตาพลันไปเจอกับ Dance Dance Dance เลยคว้ามาอ่านแบบไม่ต้องลังเล

ผมอ่านมูราคามิไม่เยอะ แต่ก็อ่าน 3 เล่มแรกในชุด "ผม" อันได้แก่ Hear the Wind Sing, Pinball, 1973, A Wild Sheep Chase ครบหมดแล้ว ย่อมสมควรแก่การอ่าน Dance Dance Dance หนังสือเล่มสุดท้ายในชุด

หลังจากความเชื่องช้าเนิบนาบในสองเล่มแรก และการผจญภัยสุดพิสดารขั้นพีคใน A Wild Sheep Chase พระเอกของเราคือ "ผม" (หรือ "โบคุ" ในภาษาญี่ปุ่น) ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปแม้ว่าจะเจอสิ่งมหัศจรรย์มากมายในเล่มก่อนหน้านี้

เรื่องย่อแบบไม่สปอยล์: "ผม" เดินทางกลับไปที่ "โรงแรมโลมา" ใน A Wild Sheep Chase เพื่อตามหา "สาวหูสวย" ที่หายไปในตอนท้ายเล่มก่อน (ตอนนี้เรารู้แล้วว่าเธอชื่อ "กีกิ") แต่การเดินทางครั้งสุดท้ายของ "ผม" ก็ไปไกลกว่าที่เขาคิดมาก

จิ้งจอกอหังการ

เป็นภาคต่อของ จิ้งจอกภูเขาหิมะ เขียนทีหลังแต่จับเนื้อเรื่องช่วงก่อนหน้า ความยาว 2 เล่มจบ

จิ้งจอกภูเขาหิมะ เป็นช่วงที่พระเอก "โอ้วฮุย" อายุ 27 ปี และย้อนไปช่วงที่โอ้วฮุยเพิ่งเกิดใหม่ๆ

ส่วนจิ้งจอกอหังการ จับช่วงที่โอ้วฮุยยังเด็กๆ 7-8 ขวบ และมาอีกทีช่วงวัยรุ่น 17-18 ได้ พูดง่ายๆ คือเล่าการเติบโตของโอ้วฮุยนั่นเอง