อาณาจักรมหัศจรรย์ "สตีฟ จ็อบส์"

ตีพิมพ์ในกรุงเทพธุรกิจ BizWeek ฉบับ 17-23 กุมภาพันธ์ 2549

ถึงแม้จะมีคำกล่าวที่ว่าโลกบนอินเทอร์เน็ตหมุนเร็วกว่าโลกความเป็นจริงมากมาย แต่สองสามปีให้หลังนี้ โลกไอทีต้องหยุดหมุนอยู่บ่อยๆ เพื่อฟังการ "ร่ายเวทย์" ของพ่อมดชื่อสตีฟ จ็อบส์ ที่คอยสร้างความฝันและจินตนาการของประชากรไอทีทั้งหลาย ถึงแม้มันจะต้องแลกมาด้วยเงินในกระเป๋าของพวกเขาก็ตาม

ลำพังแค่ยอดขายอันถล่มทลายของไอพ็อด (มากกว่า 30 ล้านเครื่อง) ก็พูดได้เต็มปากอยู่แล้วว่า สตีฟ จ็อบส์ ซีอีโอบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ คือผู้ชายที่ทรงอิทธิพลสูงสุดในตลาดเพลงออนไลน์ แต่สตีฟยังควบตำแหน่งประธานและซีอีโอของบริษัทพิกซาร์ แอนิเมชัน สตูดิโอการ์ตูนสามมิติอันดับหนึ่งของโลก ที่มีผลงานคุ้นตาเราอย่าง Toy Story, Finding Nemo และ The Incredibles ทำให้อิทธิพลของเขานอกจากครอบคลุมทั้งโลกของไอทีและเพลงออนไลน์แล้ว ยังก้าวเข้ามายังธุรกิจภาพยนตร์ด้วย

เท่านั้นยังไม่พอ การที่ดิสนีย์เข้าซื้อกิจการพิกซาร์โดยวิธีแลกหุ้น ทำให้ตำแหน่งกรรมการบริหาร และผู้ถือหุ้นรายย่อยอันดับหนึ่งของดิสนีย์เป็นของสตีฟ จ็อบส์ไปในทันที

วันนี้สื่อมวลชนหัวนอกหลายเจ้ายกตำแหน่ง "ราชาแห่งโลกบันเทิงดิจิทัล" ให้เขาไปเรียบร้อยแล้ว

แอปเปิล

สตีฟ จ็อบส์เป็นคนสำคัญในประวัติศาสตร์คอมพิวเตอร์ เขาตั้งบริษัทแอปเปิล คอมพิวเตอร์ซึ่งมีความดีความชอบในการสร้างคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลให้คนธรรมดาได้ใช้งานในราคาถูก ชื่อเสียงของสตีฟ ขึ้นสู่จุดสูงสุดเมื่อแอปเปิลวางจำหน่ายคอมพิวเตอร์แมคอินทอช ซึ่งนำส่วนติดต่อผู้ใช้แบบกราฟฟิกและเมาส์มาสู่ตลาดเป็นครั้งแรก แต่หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตของเขาก็ตกต่ำจนแทบดิ่งลงเหว

เมื่อแอปเปิลโตขึ้นเรื่อยๆ จ็อบส์จึงต้องหานักบริหารมืออาชีพมาจัดการกิจการภายในบริษัทให้ ตัวเลือกของเขาคือจอห์น สกัลลี่ ผู้บริหารของเป๊บซี่

ซึ่งประโยคที่มีชื่อเสียงของจ็อบส์ในการชวนสกัลลี่มาทำงานคือ "คุณต้องการใช้ชีวิตที่เหลืออยู่โดยการขายน้ำอัดลมให้เด็กๆ งั้นหรือ มาเปลี่ยนแปลงโลกกับผมดีกว่า"

เรื่องนี้เหมือนโชคชะตากลั่นแกล้ง เพราะสองปีให้หลัง สกัลลี่เป็นคนทำให้เขาต้องออกจากแอปเปิล บริษัทสุดรักที่เขาสร้างมากับมือ

อำนาจในบริษัทตกไปอยู่ในมือของสกัลลี่มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากจ็อบส์มีบุคลิกรุนแรงและหยิ่งยโส ทำให้คนในบริษัทหลายคนไม่ชอบหน้า เมื่อเขาตัดสินใจผิดพลาดบ่อยครั้ง คณะกรรมการบริหารซึ่งอยู่ฝ่ายสกัลลี่จึงปลดสตีฟ จ็อบส์ออกจากตำแหน่งเกือบทุกอย่างในแอปเปิล หลังจากนั้นไม่นานเขาก็ยอมเป็นฝ่ายไป

NeXT และการกลับสู่แอปเปิล

จ็อบส์ออกจากแอปเปิลไปตั้งบริษัท NeXT โดยมีเป้าหมายว่าจะสร้างคอมพิวเตอร์ที่ดีกว่าแมคอินทอช ผลิตภัณฑ์ของ NeXT ครอบคลุมทั้งฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ โดยเน้นคุณภาพระดับดีเยี่ยมสำหรับผู้ใช้ที่เงินถึง ตัวเครื่องของ NeXT ทำด้วยแมกนีเซียมสีดำสนิทและตัดขอบด้วยเลเซอร์ ด้วยราคาแพงระยับทำให้ฮาร์ดแวร์ของ NeXT ล้มเหลวในตลาด แต่ NeXT ก็ไปได้ดีกับธุรกิจซอฟต์แวร์ในวงการการศึกษาและวิจัย

หลังจากสตีฟ จ็อบส์จากไป แอปเปิลเองก็ตกต่ำลงเมื่อต้องเผชิญกับคู่แข่งหน้าใหม่อย่างไมโครซอฟท์

สถานการณ์ของบริษัทแย่ลงเรื่อยๆ พนักงานเริ่มเรียกร้องให้สตีฟ จ็อบส์กลับมาฟื้นฟูแอปเปิลใหม่อีกครั้ง และสุดท้ายแอปเปิลจ่ายเงิน 400 ล้านเหรียญซื้อกิจการ NeXT โดยได้จ็อบส์กลับมาเป็นซีอีโอ และระบบปฏิบัติการของ NeXT กลายมาเป็นรากฐานของระบบปฏิบัติการ Mac OS X ในปัจจุบัน

จ็อบส์เริ่มชีวิตช่วงที่สองของเขาอย่างดุดันโดยการตัดผลิตภัณฑ์ที่ไม่ทำเงินทิ้ง ซึ่งก่อให้เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากทั้งภายในและภายนอกบริษัท แต่ผลงานก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าเขาคิดถูก เมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่ iMac คอมพิวเตอร์สีสันสดใสฉุดให้แอปเปิลกลับมาเป็นแบรนด์ที่ทุกคนอยากได้อีกครั้ง

การบริหารงานของจ็อบส์ทำให้สถานการณ์ของแอปเปิลดีขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะมาดังเป็นพลุแตกหลังการเปิดตัวไอพ็อดในปี 2001

ไอพ็อดเป็นเครื่องเล่นเพลงพกพาสีขาวที่ดูเรียบๆ ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ แต่ด้วยการมองความต้องการของตลาดอย่างถูกต้อง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ง่าย และนวัตกรรมร้านขายเพลงออนไลน์ iTunes Music Store ประกอบกัน ทำให้การซื้อเพลงในรูปแบบซีดีกลายเป็นของล้าสมัยไปทันที ทุกวันนี้เราเห็นวัฒนธรรมการใส่หูฟังสีขาวของไอพ็อดในเมืองใหญ่แทบทุกแห่งในโลก ไม่เว้นแม้แต่ในกรุงเทพฯ

ปัจจุบันแอปเปิลยุคสตีฟ จ็อบส์ ขายผลิตภัณฑ์หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ซอฟต์แวร์ตั้งแต่ระบบปฏิบัติการไปจนถึงโปรแกรมทั่วไป อุปกรณ์พกพาอย่างไอพ็อด เพลงในรูปแบบดิจิทัลผ่านร้านขายเพลงออนไลน์ รวมไปถึงวิดีโอและรายการทีวีที่ใช้เล่นบนไอพ็อด สตีฟ จ็อบส์มีแทบทุกอย่างในมือแล้วสำหรับโลกบันเทิงออนไลน์ ยกเว้นตัวเนื้อหาและสื่อที่ใช้เล่น

พิกซาร์

ในชีวิตช่วงที่ออกมาจากแอปเปิล นอกจากจ็อบส์จะก่อตั้ง NeXT แล้ว เขายังมีส่วนสำคัญในการปั้นบริษัทพิกซาร์ แอนิเมชั่น

จุดเริ่มต้นของพิกซาร์คือกลุ่มผู้สนใจด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิกในบริษัทลูคัสฟิล์มของจอร์จ ลูคัส ผู้กำกับภาพยนตร์สตาร์ วอร์ส หลังจากมีผลงานทำฉากพิเศษในภาพยนตร์สองสามเรื่อง ลูคัสซึ่งเป็นเพื่อนของจ็อบส์ก็ขายพิกซาร์ต่อให้ในราคา 10 ล้านเหรียญ

ในช่วงแรกพิกซาร์ทำธุรกิจฮาร์ดแวร์คอมพิวเตอร์พลังสูงสำหรับงานที่ต้องใช้พลังประมวลผล ธุรกิจนี้มีลูกค้าไม่มากนัก จอห์น ลาสเซตเตอร์ ลูกจ้างคนหนึ่งของพิกซาร์จึงหาวิธีแสดงพลังในการคำนวณของคอมพิวเตอร์เหล่านี้ โดยการสร้างภาพยนตร์แอนิเมชันที่ทำด้วยคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเพื่อนำเสนอลูกค้า ธุรกิจนี้กลับประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง และกลายเป็นธุรกิจหลักของพิกซาร์นับตั้งแต่นั้น

พิกซาร์เซ็นสัญญาผลิตภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติจำนวนเจ็ดเรื่องโดยให้ดิสนีย์เป็นผู้จัดจำหน่าย Toy Story ภาพยนตร์เรื่องแรก ฝีมือกำกับของลาสเซตเตอร์ ออกฉายในปี ค.ศ.?1995 และทำรายได้เฉพาะในสหรัฐไปเกือบ 400 ล้านเหรียญ

สตีฟ จ็อบส์มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการบริหารของพิกซาร์ ถึงแม้เขาจะมีชื่อเสียงอย่างมากกับสไตล์การทำงานที่ลงไปจุกจิกในทุกรายละเอียดที่แอปเปิล แต่สำหรับพิกซาร์ เขากลับเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับงานบริหารน้อยมาก ปล่อยให้ลูกน้องคือเอ็ด แคตมัล ประธานบริษัทและลาสเซตเตอร์ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้คุมฝ่ายแอนิเมชันทั้งหมดดำเนินการอย่างเต็มที่

แต่จ็อบส์กลับไม่พลาดโอกาสใช้บริษัททั้งสองของเขาเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเปิดตัวไอพ็อดที่ใช้เล่นวิดีโอได้เมื่อกลางปีที่แล้ว ภาพยนตร์ชุดแรกที่วางขายบนร้าน iTunes Music Store คือหนังสั้นจากพิกซาร์

ดิสนีย์

ปัจจุบันภาพยนตร์ใต้สัญญาเจ็ดเรื่องระหว่างพิกซาร์กับดิสนีย์ออกฉายไปแล้วหกเรื่อง (เรื่องสุดท้ายคือ Cars มีกำหนดฉายเดือนมิถุนายนปีนี้) หนังทุกเรื่องของพิกซาร์ประสบความสำเร็จสูงมาก ยอดรายได้รวมห้าเรื่องถัดมาจาก Toy Story สูงถึง 2,500 ล้านเหรียญ ถือว่าเป็นรายได้รวมที่สูงที่สุดในโลกภาพยนตร์เลยทีเดียว

เมื่อมีเงินมหาศาลเข้ามาเกี่ยวข้อง ปัญหาระหว่างทั้งสองบริษัทก็เริ่มต้นขึ้น

พิกซาร์ต้องการเปลี่ยนแปลงสัญญาเดิมที่ดิสนีย์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวละครและสินค้าที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ทั้งหมด รวมถึงมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องการสร้างภาพยนตร์ Toy Story ภาคสอง ซึ่งดิสนีย์ไม่นับเป็นหนึ่งเรื่องในสัญญาเพราะถือว่าเป็นภาคต่อ

ถึงแม้ดิสนีย์จะเป็นบริษัทในตำนานโลกแอนิเมชัน และมีกิจการแตกออกไปหลายแขนง แต่ธุรกิจหลักของดิสนีย์คือแอนิเมชันกลับไม่ประสบความสำเร็จในช่วงหลัง

ภาพยนตร์การ์ตูนของดิสนีย์ได้รับคำวิจารณ์ว่าขนาดสเน่ห์ที่เคยมีในอดีต ผลงานที่ย่ำแย่และความขัดแย้งกับพิกซาร์ทำให้ไมเคิล ไอสเนอร์ ประธานและซีอีโอของดิสนีย์ต้องลงจากตำแหน่ง

โรเบิร์ต ไอเกอร์ ซีอีโอคนใหม่ต้องเผชิญกับปัญหาที่รุมเร้า และต้องเจรจาสัญญาฉบับใหม่กับพิกซาร์ที่ยังไม่ยุติ ไอเกอร์มีบทบาทในการสานสัมพันธ์ระหว่างสองบริษัทเป็นอย่างมาก

เดือนมกราคม 2006 ดิสนีย์ก็ประกาศเข้าซื้อกิจการพิกซาร์โดยใช้วิธีแลกหุ้น ดีลครั้งนี้ทำให้สตีฟ จ็อบส์ซึ่งถือหุ้น 51% ในพิกซาร์มีหุ้น 6% ในดิสนีย์

ซึ่งทำให้เขากลายเป็นผู้ถือหุ้นรายย่อยอันดับหนึ่งของดิสนีย์ และสัดส่วนหุ้นขนาดนี้ยังทำให้จ็อบส์ได้ที่นั่งในกรรมการบริหารอีกด้วย

จ็อบส์กล่าวว่าเขาไม่สนใจจะเข้าไปยุ่งกับกิจการภายในของดิสนีย์ แต่ในข้อตกลง เอ็ด แคตมัลและจอห์น ลาสเซตเตอร์จะกลายเป็นผู้บริหารสูงสุดของสตูดิโอแอนิเมชันใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวกันของสตูดิโอทั้งสอง ภาพยนตร์แอนิเมชันทุกเรื่องต้องได้รับการอนุมัติจากลาสเซตเตอร์ก่อน สตูดิโอใหม่จะใช้ชื่อว่า "ดิสนีย์ พิกซาร์"

นี่จึงถือว่าเป็นชัยชนะของพิกซาร์ที่เข้ามามีบทบาทในสตูดิโอเก่าแก่อย่างดิสนีย์

ถึงแม้ว่าสตีฟ จ็อบส์จะยังสนุกกับการร่ายเวทย์ในการแสดง Keynote ของเขาเป็นประจำสองครั้งต่อปี ในงาน Macworld Expo และ World Wide Developer Conference แต่นับจากนี้ไปโลกจะต้องจับตามองจ็อบส์ให้มากขึ้นไปอีกว่าเขาจะมีเวทมนตร์อะไรใหม่มาเสนออีกบ้าง

ในเมื่อเขากลายเป็นราชาแห่งอาณาจักรมหัศจรรย์ทั้งสอง แอปเปิลและดิสนีย์