Sri Lanka Trip #2

ไม่รู้ผมจะขยันเขียนถึงทริปไปศรีลังกานี้ได้นานแค่ไหน เอาสิ่งที่อยากเขียนที่สุดเป็นอันดับแรกก่อนละกัน



อย่างที่เล่าไปแล้ว ผมไปเทรน Asia Open Source Software Training Program ซึ่งจัดโดย CICC มาเป็นครั้งที่สามแล้ว สถานที่จัดก็ University of Colombo, School of Computing ที่กรุงโคลอมโบ ประเทศศรีลังกา รายการคอร์สว่าไปเรียนอะไรมาบ้างก็ดูได้จากลิงก์ที่ให้ไปคราวก่อน ซึ่งส่วนมากอันที่เรียนผมก็รู้เกือบหมดแล้วล่ะ (แม่งโม้อีก) เหตุผลจริงๆ ที่ไปก็คือหาเรื่องไปเที่ยว เพราะว่าศรีลังกามันไม่ใช่ประเทศที่แบบเราจู่ๆ จะลุกขึ้นมาแล้วคิดว่า "เออ อยากไปศรีลังกาว่ะ" ดังนั้นถ้ามีโอกาสไปฟรีแบบนี้ก็รีบไปสิ จริงมะ



หลังจากกลับมาแล้วก็ได้ประสบการณ์+โลกทรรศน์เพิ่มขึ้นมามากๆ เลยครับ



จำนวนคนที่เข้าเทรนทั้งหมดประมาณ 40 คน มีคนของศรีลังกาเองประมาณสิบกว่า ที่เหลือก็มาจากประเทศแถวนี้ทั้งหมด ไล่ตั้งแต่ไทย พม่า มาเลย์ เวียดนาม บรูไน อินโด ฟิลิปปินส์ ปากีสถาน บังคลาเทศ และก็อินเดีย โดยเทรนเนอร์มาจากสิงคโปร์และญี่ปุ่น กับเทรนเนอร์ของศรีลังกาเองบางส่วน



ถ้าอ่านจากลิสต์ประเทศที่เขียนนี่แล้ว น่าจะนึกภาพออกว่าสถานการณ์บีบบังคับให้เราพูดภาษาอังกฤษ (แบบห่วยๆ) และฟังภาษาอังกฤษ (แบบแขกๆ จีนๆ) ของคนอื่นตลอดเวลา ซึ่งก็สนุกดีนะ โอกาสอย่างนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ถ้าเราไปเรียนเมืองนอกเอง เราก็เหมือนเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้านเค้า แต่นี่ทุกคนในคอร์สเป็นชนกลุ่มน้อยด้วยกันทั้งนั้น ยิ่งอยู่ในประเทศที่แทบทุกคนเพิ่งเคยมาเป็นครั้งแรก ก็เลยยิ่งบีบให้เราต้องเป็นมิตรกันอย่างรวดเร็วเข้าไปอีก



ดังนั้นช่วงเวลากินข้าวหรือเบรก สิ่งที่คุณไม่ควรทำอย่างยิ่งในสถานการณ์แบบนี้ คือการคุยกับคนไทยด้วยกันเอง (คุยแถวบ้านก็ได้ จะไปทำเจี๊ยวอะไร) นอกจากได้ภาษาแล้วก็ยังได้รู้อะไรแปลกใหม่อีกเยอะ มีอะไรบ้างผมจะทยอยบล็อกถึงวันหลัง (ถ้ายังขยันอยู่น่ะนะ)



สิ่งที่สำคัญจนต้องมาเขียนเป็นอันดับแรกคือ ผมพบว่าแทบทุกคนที่เจอ รู้จักประเทศไทยเป็นอย่างดี คนมากกว่าครึ่งเคยมากรุงเทพ ในขณะที่ผมแทบไม่รู้จักอะไรของบ้านเค้าเลย!

  • ผมคุยกับคนมาเลย์ เค้าเคยดูนางนากกับองค์บาก และกำลังรอต้มยำกุ้ง ในขณะที่ผมรู้จักดารามาเลย์คนเดียวคือมิเชล โหย่ว จาก Tomorrow Never Die ซึ่งมันก็ไม่ใช่หนังมาเลย์ซะด้วย
  • รูมเมทคนพม่าของผม รู้จักเพลง "โอเคนะคะ" (แถมบอกว่ามันเป็นเพลงที่ดังมาก) รู้จักเบิร์ด แน่ล่ะเราไม่เคยรู้ว่าพม่ามีอย่างอื่นนอกจากอองซานซูจี
  • ผมเจอคนอินเดียในลิฟท์ที่โรงแรม เค้าถามว่ามาจากไหน พอบอกว่า Thailand เค้าก็พนมมือไหว้ สวัสดีครับ อย่างสวยงาม ในขณะที่ผมไม่รู้ว่าอินเดียทักกันยังไง
  • คืนที่ผมออกเดินทาง ไทยชนะเวียดนาม 3-0 คุยกับคนเวียดนามตอนเช้า เค้าบอกว่าเค้ายินดีแลกเหรียญทองทั้งหมดกับเหรียญฟุตบอลเพียงเหรียญเดียว เค้าเคยดูซิโก้เตะหลายครั้ง แต่ผมไม่รู้ว่าซิโก้ไปเล่นกับทีมอะไรในวีลีก
  • มีมื้อหนึ่งที่เค้าพาไปเลี้ยงที่รีสอร์ทริมทะเล มีคนท้องถิ่นแถวนั้น (ไม่รู้ว่าคนของรีสอร์ทหรือว่ามหาลัย) เดินมาคุยด้วย ปรากฎว่าพี่แกไปเมืองไทยมาห้ารอบแล้ว (เคยไประยองด้วย) รู้จักอาหารไทยเยอะมากกก ในขณะที่ผมจำชื่ออาหารศรีลังกากลับมาได้อย่างเดียวคือ Kebab (ประมาณบาร์บีคิว)
  • คุณ Nara คนจัดงานเทรนครั้งนี้จาก CICC ไปกรุงเทพมาเก้าครั้งแล้ว ครั้งล่าสุดไปพระที่นั่งวิมาณเมฆมา แถมยังไปนั่งเรือในคลองแสนแสบมาแล้วด้วย (เท่มากอะ) ผมอยู่กรุงเทพมา 5 ปียังไม่เคยนั่งเรือเลยแฮะ

มองในแง่ดีมันเป็นอะไรที่ดีมากครับ สัญญาณเหล่านี้แสดงว่าประเทศเราเป็นประเทศที่มีวัฒนธรรมแข็งแรงมากๆ ทั้งเรื่องวัฒนธรรม อาหาร การท่องเที่ยว ดนตรี (ถึงแม้จะดังในทางที่ดาร์คๆ หน่อยอย่างพัฒน์พงษ์หรือพัทยา แต่ภาพรวมเงินก็เข้าประเทศ) ถ้าเป็นเกม Civilization แสดงว่าค่า culture ของเราเยอะมาก กลืนชาติอื่นได้สบาย พอมารับรู้เรื่องเหล่านี้เลยทำให้คิดว่า ททท. สบายไปหลาย แบรนด์ของประเทศไทยในสายตาของคนต่างชาติ ติดลมบนไปเรียบร้อยมานานแล้ว



แต่มองอีกแง่ก็อาการหนักมากเช่นกัน นี่แทบจะตอบปัญหาทั้งหมดได้ทันที ว่าทำไมเด็กไทยถึงแพ้เวียดนามในโอลิมปิกวิชาการ ยอดส่งออกข้าวถึงโดนชาวบ้านตีแตกกระจาย ทำไมเราถึงมีปัญหาชายแดนพม่ากับมาเลย์ ทำไมคนลาวถึงได้โกรธนิโคล ทำไมคนเขมรถึงได้เผาสถานทูต ฯลฯ



นั่นเป็นเพราะว่านอกจากสิ่งที่สื่อบ้านเราถ่ายทอดมาให้เห็นแล้ว เราไม่รู้อะไรเลย



เราอาจรู้ว่าหัวถนนอากิบาฮาร่ามีอะไรขาย รู้ว่าที่แอลเออะไรอร่อย แต่ผมเชื่อว่าคนจำนวนมากที่กำลังอ่านบล็อกอันนี้ของผมอยู่ ไม่รู้ว่าเมืองหลวงของเวียดนามคือฮานอยหรือโฮจิมิห์นกันแน่ ถ้าแย่หน่อยอาจคิดว่ามันเป็นเมืองเดียวกันด้วยซ้ำ สองเมืองนี้อยู่ตรงไหนรู้มั้ยครับ? แล้วบรูไนอยู่ตรงไหนของแผนที่รู้รึเปล่า? แล้วศรีลังกาที่จะเล่าต่อไปนี้ มันอยู่ตรงไหนรู้จักรึยัง?



คิดถึงซุนหวู่กันบ้างรึยังครับ ถ้าเป็นสงคราม สถานการณ์ก็อันตรายอย่างยิ่งยวด หา? ไม่รู้จักซุนหวู่งั้นเหรอ?



ตัวผมเองถือตัวว่ามีความรู้ในเรื่องภูมิศาสตร์เยอะ เคยไปต่างประเทศมาแล้วหลายแห่ง คำถามข้างต้นถือว่าโคตรกระจอก แต่พอขึ้นเครื่องบิน ภาพบนจอแสดงแผนที่การบินว่าเราจะบินเมื่อไร บินยังไง ผมก็เพิ่งรู้ว่าตัวเองโง่สิ้นดี เมื่อเพิ่งรู้ว่าโคลอมโบอยู่ตรงไหนของศรีลังกา สถานการณ์เลวร้ายขึ้นไปอีก เมื่อนั่งคุยกับเพื่อนบังคลาเทศแล้วไม่รู้จะชวนคุยอะไร เพราะในหัวรู้แค่เมืองหลวงเค้าชื่ออิสลามาบัด อย่างอื่นเหรอ คิดไปคิดมาก็เอ่อ หมดแล้วว่ะ รู้แค่นั้นจริงๆ



แน่ล่ะเราต้องเอาเงื่อนไขนึงมาคิดรวมว่า ไอ้พวกที่มาเทรนกับผมนี้มันระดับตัวแทนประเทศ ต้องเคยไปนู่นนี่หลายครั้ง แต่หักลบกันแล้วมันก็ยังแก้ตัวให้เราไม่ได้อยู่ดี



ผมเคยอ่านเจอว่าอเมริกามีปัญหานี้เหมือนกัน คนมะกันจะสนใจว่าหนังอะไรจะเข้าในมองโกเลียไปทำไม เมื่อมันไม่มีผลต่อชีวิตประจำวันของเค้าเลย สมัยผมเข้ามหาลัยใหม่ๆ ผมก็พบว่าเพื่อนที่เป็นเด็กกรุงเทพบางคน ชีวิตมันรู้จักแค่บ้าน โรงเรียน แล้วก็สยามเท่านั้น มีมหาลัยเพิ่มเข้ามาเป็นอย่างที่สี่ตอนเอ็นติดนี่แหละ แต่ผมกลับพบว่าเด็กต่างจังหวัดเกือบหมด รู้จักจังหวัดอื่นๆ กันทั้งนั้น มันเกิดจากความคิดว่าเราเป็น Center of the Earth นั่นเอง



อย่าเพิ่งโทษสื่อครับ ยังๆๆๆๆ ถึงแม้สื่อบางเจ้าจะเหี้ย (ถ้าติดตามมาตลอด น่าจะรู้ว่าด่าอันไหน ถ้ารับคำหยาบไม่ได้ก็ออกไป) อย่าเพิ่งโทษรัฐบาลด้วย ถึงแม้ครูบ้านเราจะมัวแต่ทำอะไรไร้สาระ อย่างเช่นกรีดเลือดประท้วง หรือว่าขายแอมเวย์ ปัญหาเกิดที่ตัวเราเองตะหาก สังคมบ้านเรา (และตัวเราเอง) ไม่ได้มีความรู้สึกที่อยากจะเรียนรู้เรื่องราวของคนอื่นๆ กันเลย ไม่รู้อย่างนี้แล้วจะโทษใครดีล่ะครับ ผมและคุณนั่นแหละ คือปัญหา!



ก่อนที่จะมีคอมเมนต์ด่ากระทรวงศึกษาโผล่มา ผมต้องบอกก่อนว่าผมทำงานราชการครับ รู้ดีว่ามันเป็นอย่างไร ดังนั้นฝันที่ใครบางคนอ่านแล้วอาจจะคิดว่า  มันต้องแก้ที่หลักสูตรให้เด็กมีความรู้รอบตัว ต้องแก้ที่กระทรวง มันเกิดจากเด็กต้องเรียนพิเศษ ต้องเอ็นทรานซ์ ข้าราชการทำงานเช้าชามเย็นชาม อะไรก็ว่าไป มันเป็นไปไม่ได้อย่างสิ้นเชิง ตราบเท่าที่คนในกระทรวง (และเราเอง) ยังคิดอะไรแบบนี้กันอยู่



แต่ผมก็ยังเชื่อว่า ปัญหาเหล่านี้แก้ได้โดยไม่ง้อกระทรวงหรือนายก มันต้องเริ่มที่ตัวเราเองก่อน โจทย์ใหญ่ของปัญหานี้คือคนไทยมีความรู้รอบตัว (ซึ่งความรู้เกี่ยวกับประเทศเพื่อนบ้านรวมอยู่ในนี้) น้อยมาก แต่ถ้าเราเองวันๆ ยังสนใจแต่ตัวเอง มันจะแก้ได้ยังไงล่ะครับ



ตอนแรก ผมยืดมากๆ เมื่อแต่ละคนที่คุยด้วยรู้จักมาบุญครอง สวัสดีเป็น ชอบกินอาหารไทย ผมยังแอบคิดเข้าข้างตัวเองว่าก็ประเทศมึงเล็กนิ ประเทศมึงจนนิ กูถึงไม่รู้จักเรื่องของมึงเลย แต่เมื่อเจออย่างนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าผมกลับกลัวมากๆ



ถอนฟ้องหรือเปล่า ศุกร์นี้สวนลุมจะแฉอะไรอีก เรื่องราวต่างๆ ในประเทศที่ผมคิดว่าสำคัญมาตลอด มันกลับกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญแม้แต่น้อย เมื่อรับรู้ว่า



โลกทรรศน์ของเรานั้น มันช่างแคบเหลือเกิน.....

Submitted byplynoion Sun, 12/11/2005 - 23:52

อ่านแล้วเห็นด้วยเลยแฮะ รู้สึกเลยว่าตัวเองรู้จักคนอื่น มุมอื่นๆ น้อยมากกก

Submitted byKengon Sun, 12/11/2005 - 23:54

มันเป็นวงจรอุบาทว์น่ะ

สรุปโดยรวมเลยก็คือ นิสัยถาวร ของคนไทยมันเป็นแบบนี้

และนิสัยถาวรของคนที่คิดว่าตัวเองเป็น Center of the Earth โดยมาก ก็เป็นแบบนี้

ไอ้นี่แหล่ะ แก้ไม่ได้

Submitted byKengon Sun, 12/11/2005 - 23:58

วงจรอุบาทว์ที่ว่าข้างบนก็คือ

ต่อให้คุณ คุณ คุณ คุณ คุณ เริ่มต้นในการเปลี่ยนแปลง

คนที่อยู่เหนือคุณ คุณ คุณ คุณ คุณ ก็ยังคงแคบ อยู่

และคนที่อยู่เหนือคนที่อยู่เหนือคุณ คุณ คุณ คุณ คุณ ก็ยังคงแคบอยู่อีก

ต้องใช้เวลาสร้าง นิสัยถาวร ขึ้นมาใหม่

อาจจะเริ่มเห็นภาพที่รุ่นหลานของเรา

Submitted bybadzboyon Mon, 12/12/2005 - 05:02

นับถือครับ นับถือ

Submitted byBathon Mon, 12/12/2005 - 06:17

คำถามคราวก่อน ช่างมันเถอะ
พี่กลับไปอ่านที่ตัวเองเขียน ก็ไม่รู้เรื่องเหมือนกัน สงสัยง่วงมากตอนเขียน

เรื่องของเรื่องคือ ตอนนี้ มาเรียนอยู่ต่างประเทศ แต่ว่า กำลังจะหัดเรียนรู้ web technology รวมถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่น่าจะเกี่ยวข้องกับ HCI เป็นการกระโดดข้ามสายจากการทำงานภาคธุรกิจ เข้าสู่โลกของ com sci เป็นการเริ่มจากศูนย์ เมื่อวันศุกร์ พึ่งเริ่มหัด Html

พี่มาอยู่ต่างประเทศได้สามเดือนแล้ว รู้สึกอย่างเดียวกันกับน้องมาพักใหญ่ ว่าทำไมเรารู้เรื่องประเทศอื่นน้อยจัง เราเดินทางน้อยเกินไปเสียแล้วหรือนี่ จากที่เคยภาคภูมิใจมาตลอดว่าเราไปมาหมดแล้วทุกที่ทั่วไทย เพื่อนเราที่เป็นชาวต่างชาติบอกว่า เดินทางในประเทศตัวเอง เค้าไม่เรียก travel เราก็แบบ อืม.......คงยังงั้น ยิ่งมาอ่านบล็อกวันนี้ ยิ่งต้องมุ่งมั่น ว่าเราต้องตะลุยถิ่นยุโรป และ ใกล้เคียงให้ได้มากที่สุดเท่าที่โอกาสจะอำนวย รวมทั้งเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของเค้าด้วย ทุกวันนี้ เข้าวงคุยกับใคร โลกแค้บ แคบ ยังดีเคยไปนู่น นี่ มาสองสามประเทศ คุยได้บ้าง

อีกอย่างหนึ่ง ที่สำคัญ คงเป็นเรื่องภาษา พอมาอยู่ในวัฒนธรรมที่เป็นลูกผสมมาก ๆ ภาษาอังกฤษ กลับไม่ใช่ภาษาที่จำเป็นภาษาเดียวอีกต่อไป ใคร ๆ ก็พูดได้สี่ภาษาทั้งนั้น อย่างน้อย เราตอนนี้ ก็สองภาษาหละวะ ไทย กับ อังกฤษ แต่ใครสนเนี่ย ว่าเราพูดไทยได้

มีตัวอย่างของพวกคนที่คิดว่าตัวเองเป็น center of the earth ตามที่ถูกพาดพิงด้วย อิ อิ ขำhttp://fredferg.blogs.com/travelog/files/who_should_the_us_invade_next.wmv

Submitted byBathon Mon, 12/12/2005 - 06:18

ทำไม มันไม่เว้นบรรทัดให้เลยอะ

Submitted byKengon Mon, 12/12/2005 - 09:06

Bath: ต้องเลือก input format เป็น Comment ครับ

Submitted byarton Mon, 12/12/2005 - 12:17

ครับ การจะแก้ไขต้องเริ่มที่ตัวเราเอง ... แต่ก็ยังเป็นเพียงปลายสุดของปัญหา ... สุดท้ายสิ่งนี้ก็จะยังคงอยู่ ... ถ้าเราไม่สนใจ ก็ไม่เป็นไร ... แต่ถ้าเราอยากให้สังคมดีขึ้น ... นอกจากตัวเราแล้ว เราก็ต้องย้อนขึ้นไปดูล่ะ ว่าเราทำอะไรได้บ้าง ... การที่เราเขียนออกมา ก็เป็นวิธีหนึ่ง ... เมื่อคนที่อ่านไป รับรู้ได้ และนำไปบอกต่อๆ ก็คงจะช่วยให้มันดีขึ้นได้

แต่ผมยังเชื่ออยู่ว่า ... ถ้าเราไม่แก้ที่ต้นตอ ... ปัญหาก็จะยังอยู่ ... ถึงแม้เราจะเปลี่ยนแล้ว ... แต่คนรุ่นใหม่ เค้ายังไม่เปลี่ยน ... และแล้ว เราเป็นได้เพียง คนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น

Submitted bymarkpeakneton Mon, 12/12/2005 - 14:49

พี่ art อ่านบล็อกผมด้วยรึนี่ โอ้ๆ

Submitted byarton Mon, 12/12/2005 - 23:26

อืม ก็มาอ่านๆอยู่เรื่อยๆแหละครับ ก็มันน่าอ่านดีนี่ ;-)