Exploration of Africa

Black Marble
ปรับปรุงจาก [โพสต์ครั้งแรกใน Facebook](https://www.facebook.com/markpeak/posts/10159394422530461), ภาพประกอบ [NASA Black Marble](https://www.nasa.gov/feature/goddard/2017/new-night-lights-maps-open-up-possible-real-time-applications) อันนี้เป็นโปรเจคต์ส่วนตัวที่ทำมาสักพัก ใช้เวลาช่วงก่อนนอน เก็บเล็กผสมน้อยอ่าน Wikipedia เกี่ยวกับการค้นพบโลกใหม่ (New World) ของยุโรปตะวันตก พูดง่ายๆ คือเรารู้ว่าโคลัมบัสเจอทวีปอเมริกาเหนือในปี 1492 แต่ก่อนหน้านั้น ยุโรปมีความรู้แค่ไหนเกี่ยวกับ "โลก" ซึ่งเราแทบไม่ทราบเลย คำถามข้อหนึ่งที่ผมคาใจมานานคือ ชาวยุโรปรู้จักเอเชียมานานแล้ว และสามารถเดินทาง (ทางบก) ไปไกลถึงจีนได้มาก่อนนั้นนานมาก (Marco Polo ไปถึงปักกิ่งในปี 1274) แต่ทำไมทวีปแอฟริกาที่อยู่ใกล้กว่า กลับไม่ได้รับความสนใจในลักษณะเดียวกัน จากการค้นคว้ามาระยะหนึ่ง พบว่าปัจจัยมี 4 ข้อใหญ่ๆ 1) ทะเลทรายซาฮารา ตัดแบ่งแอฟริกาเป็นเหนือกับใต้ (Sub-Saharan คือใต้ซาฮาราลงไป) คนยุโรปรู้จักแอฟริกาเหนือมานานแล้ว แต่ถัดจากทะเลทรายลงไป มีอะไรก็ไม่รู้ ข้ามไปไม่ได้ จินตนาการไม่ออก _แผนที่ความหนาแน่นของประชากรในแอฟริกา (2012) โดย CIA_ แนวคิดนี้สะท้อนอยู่ในแผนที่ยุคเก่าหลายชิ้น ตัวอย่างคือ แผนที่ของปโตเลมี (ประมาณ ค.ศ. 150) ที่มองแอฟริกาเป็นแผ่นดินใหญ่ไปถึงขั้วโลกใต้ (แผนที่ในรูปนี้เป็นเวอร์ชันทำใหม่ในปี ค.ศ. 1300) ใหม่ขึ้นมาอีกหน่อย [แผนที่ Tabula Rogeriana](https://en.wikipedia.org/wiki/Tabula_Rogeriana) (ปี 1154) แสดงให้เห็นข้อมูลของยุโรปและเอเชียได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่มองแอฟริกาว่าเป็นแผ่นดินขนาดใหญ่ที่ยังไปไม่ถึง (ยุโรปมองว่า มหาสมุทรอินเดียเป็นทะเลปิด โดนแผ่นดินล้อมไว้) แผนที่เพิ่มเติม ดูได้จาก [Early world maps](https://en.wikipedia.org/wiki/Early_world_maps) และ [Ecumene](https://en.wikipedia.org/wiki/Ecumene) ซึ่งเป็นภาษากรีกแปลว่า Known World 2) ศาสนาอิสลาม ยึดแอฟริกาเหนือได้ตั้งแต่ราว ค.ศ.700 และความเป็นศัตรูกันระหว่างคริสต์กับอิสลาม ทำให้ไม่มีการติดต่อแลกเปลี่ยนระหว่างกันมากนัก ชาวมุสลิมในแอฟริกาเหนือคงมีกลุ่มที่เดินทางฝ่าทะเลทรายลงไปได้ (และค้าขายกับชาวเผ่าท้องถิ่น) แต่ข้อมูลเหล่านี้ไปไม่ถึงคนยุโรป แผนที่การขยายตัวของศาสนาอิสลาม ในช่วง ค.ศ. 622-750 ([Early Muslim conquests](https://en.wikipedia.org/wiki/Early_Muslim_conquests)) 3) การเดินทางด้วยเรือจากโปรตุเกส/สเปน เลาะชายฝั่งแอฟริกาตะวันตกลงไป มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพราะเรือในยุคนั้น (ยุคมืดของยุโรป) เป็นเรือที่ใช้สำหรับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ที่เป็นทะเลน่ารักไม่มีพิษไม่มีภัย แต่พอออกสู่มหาสมุทรแอตแลนติก ก็ไม่สามารถฟันฝ่าคลื่นลมลงไปได้ (จนกระทั่งมีการประดิษฐ์เรือ [Caravel](https://en.wikipedia.org/wiki/Caravel) ได้ในปี 1451 จึงเดินทางไปได้ไกลมากขึ้น - ใครเคยเล่น Civilization อันนี้มีความเชื่อมโยง) จากนั้น Caravel ก็พัฒนาต่อมาเป็นเรือ Nau/Carrack และ Galleon เรือ Victoria ของ Magellan (นับเป็นเรือ Nau) ข้อมูลเพิ่มเติม: [Iberian ship development, 1400–1600](https://en.wikipedia.org/wiki/Iberian_ship_development,_1400–1600) 4) อันนี้เพิ่งค้นพบใหม่เมื่อวาน เป็นความรู้ใหม่ คือการเดินเรือเลาะชายฝั่งแอฟริกาลงไปเรื่อยๆ นั้น ทำได้ไม่ยาก แต่ขากลับขึ้นมาสู่ยุโรป กลับเป็นเรื่องยากมากเพราะเรื่อง "ลม" มหาสมุทรแอตแลนติก (จริงๆ ก็ทุกมหาสมุทร) มีการไหลเวียนของกระแสน้ำเป็นวงกลม ซึ่งของแอตแลนติกเหนือเป็นกระแสตามเข็มนาฬิกา แปลว่าล่องเรือจากโปรตุเกสลงใต้ จะเป็นการล่องเรือตามน้ำ แต่ถ้าจะกลับคืนสู่โปรตุเกส จะเป็นการล่องเรือทวนน้ำ ทางแก้คือต้องใช้ลมเข้าช่วย เส้นทางการเดินเรือจะต้องเป็นวงกลม ดังภาพ (ยิ่งลงใต้ไกลเท่าไร ยิ่งต้องอ้อมกลับเป็นวงใหญ่ขึ้น) เทคนิคนี้ถูกค้นพบโดยชาวโปรตุเกสในช่วงปี 1430-1460 ([Volta do mar](https://en.wikipedia.org/wiki/Volta_do_mar)) เหตุผลเดียวกันนี้ ทำให้การเดินทางในยุคถัดมา เช่น Bartolomeu Dias ที่ไปถึงแหลมกู้ดโฮปได้เป็นคนแรก (1488) หรือ Vasco da Gama ที่ไปถึงอินเดียได้สำเร็จ (1498) ล้วนแต่จะต้องอ้อมไปจนเกือบถึงบราซิลตามกระแสน้ำในมหาสมุทร (บราซิลถูกค้นพบโดยโปรตุเกสในปี 1500 จากกองเรือ Cabral ที่ตั้งใจจะไปอินเดีย!!!) แล้วค่อยวกกลับไปแอฟริกาใต้อีกที ด้วยกระแสน้ำของแอตแลนติกใต้ เส้นทางการเดินเรือของโปรตุเกส (สีน้ำเงิน) และสเปน (สีเทา) หลังจากชาวยุโรปรู้จักชายฝั่งของแอฟริกาครบแล้ว (ในราวปี 1500) การสำรวจพื้นทวีปข้างในก็เป็นเรื่องตามมาทีหลัง (หลังจากนั้นอีกนาน) ข้อมูลเพิ่มเติม: [Old maps of Africa](https://commons.wikimedia.org/wiki/Category:Old_maps_of_Africa)