ปัญญาอนาคต ปัญญาอดีต

ปัญญาอนาคต ปัญญาอดีต

หนังสือเล่มดังของคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา คนเขาอ่านกันไปทั้งบ้านทั้งเมืองแล้ว เพิ่งมีโอกาสได้อ่านแบบช้าสุดๆ เขียนถึงแบบควบสองเล่มเลยละกัน

หนังสือสองเล่มนี้อยู่ในชุด "ปัญญา" ของคุณภิญโญ ล่าสุดในปี 2018 เพิ่งมีเล่มใหม่ในซีรีส์ออกมาคือ One to Million ปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น แต่ไม่เป็นไร เราไม่รีบ

ผมพยายามหาคำนิยามของหนังสือชุดนี้แบบสั้นๆ ได้ข้อสรุปว่าเป็นหนังสือ "ให้แรงบันดาลใจ" โดยอิงจากประสบการณ์ของคุณภิญโญ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ที่อ่านมาจากหนังสืออื่น ประสบการณ์จากการเดินทางตามรอยสถานที่ในประวัติศาสตร์ต่างๆ และประสบการณ์ตรงของชีวิตตัวเอง

ธีมหลักของหนังสือสองเล่มนี้คือ "reinvent yourself" ให้มีปัญญา เอาตัวรอดได้ในยุคสมัยที่โลกกำลังเปลี่ยนผ่าน (อีกครั้ง) ซึ่งคุณภิญโญนำประสบการณ์ของคนดังระดับโลกที่เปลี่ยนผ่านยุคสมัย (ทั้งฝั่งโลกตะวันตกและตะวันออก) มาเปรียบเทียบให้ฟังว่าเขาทำได้อย่างไร

เล่มหนึ่ง Future ปัญญาอนาคต พูดถึงการแสวงหาตัวตนใหม่ โดยนำเสนอปัจจัยที่ปัจเจกควรมีในยุคสมัยใหม่ เช่น พัฒนาตัวเองจากจุดแข็งของตัวเองเป็นที่ตั้ง หาจุดต่างจากคนอื่น ปรับตัว โฟกัส และนำ "อดีต" ที่เป็นรากฐานเดิมมาปรับให้เข้ากับปัจจุบัน

จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือ "ลีลาการเล่าเรื่อง" ที่คุณภิญโญหยิบเกร็ดประวัติศาสตร์หลายๆ ส่วนที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวกัน (เช่น มุซาชิ กับ พอลสมิธ ไปจนถึง รัสปูติน ดาวินชี ดรักเกอร์ และจิบลิ) มาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องราวได้อย่างน่าสนใจ และใช้เป็นตัวอย่างสนับสนุนแนวคิดของคุณภิญโญที่อยากให้คนรุ่นใหม่พัฒนาตัวขึ้นมา

ส่วนเล่มสอง Past ปัญญาอดีต เล่าเรื่องต่อกัน แต่มีธีมหลักคือ "ความกล้าหาญ" (courage) โดยยกเอาบุคคลธรรมดาผู้เปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ (เช่น พระเจ้าตาก ขงเบ้ง โลซก อดัม สมิธ เจมส์ วัตต์) มานำเสนอมุมมองว่าในตอนนั้นที่พวกเขาเหล่านี้เป็นแค่คนธรรมดาที่ไม่มีใครรู้จัก พวกเขาคิดอย่างไร และสุดท้ายคนเหล่านี้มีจุดร่วมกันคือ "ความกล้าหาญ" ที่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงอนาคตด้วยตัวเอง

ผมคิดว่าทั้งสองเล่มเป็นหนังสือชุดเดียวกันที่ต้องอ่านต่อกัน การอ่าน Future อย่างเดียวอาจขาดรายละเอียดบางส่วนใน Past (Past เป็นการขยายของบทนึงใน Future) ส่วนการอ่าน Past โดยไม่อ่าน Future คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว

นอกจากการเล่าเรื่องแล้ว สำนวนของคุณภิญโญก็ยังเฉียบคมในแง่การใช้ภาษา (อ่านแล้วรู้เลยว่าขัดเกลาแล้วขัดเกลาอีกจนกว่าภาษาจะสวย) คือไม่ใช่แค่เล่าเรื่องได้น่าสนใจเท่านั้น แต่บางประโยคบางช่วงบางตอน ยังตั้งใจเขียนให้ลงเสียงคล้องจองกัน ชนิดว่าต้องอ่านออกมาเป็นเสียงพูดจึงจะซาบซึ้งในสำนวนเหล่านี้

หนังสือชุดนี้ไม่ใช่หนังสือเล่าหรือวิจารณ์ประวัติศาสตร์ ถ้าจะมองมันในแง่ critical คงมีจุดให้ติเยอะในแง่ว่าทำไมบุคคลสำคัญแต่ละคน ไม่ประพฤติหรือปฏิบัติตัวแบบอื่น (มันขึ้นกับการตีความ) และคงมีข้อถกเถียงกันไม่จบไม่สิ้น แต่ถ้ามองในแง่ว่าเป็นการยกเคสมาเล่าให้เกิด inspiration และการตั้งคำถามต่อตัวเอง ก็น่าจะถือว่าเป็นหนังสือที่สมบูรณ์มากในแง่นี้

อ่านจบแล้ว ควรอ่านบทสัมภาษณ์คุณภิญโญใน The Standard ด้วย จะได้เข้าใจความตั้งใจของผู้เขียนให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

คอนเซปต์ของปัญญาอนาคตคือ คุณต้องเริ่มจากตัวเองก่อน คนชอบคาดหวังว่าสังคมต้องเปลี่ยน ทำไมประเทศไม่ดีขึ้น รัฐบาลไม่ดีขึ้น การเมืองไม่ดีขึ้น คุณเปลี่ยนทั้งโลกไม่ไหว คุณเปลี่ยนทั้งสังคมไม่ไหว บางครั้งแค่จะเปลี่ยนคนในบริษัทยังเปลี่ยนไม่ไหว คู่สมรสยังเปลี่ยนไม่ได้ วิธีการง่ายที่สุดซึ่งยากที่สุดคือเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อน ฉะนั้นถ้าคุณไม่กลับมาโฟกัสที่ตัวเอง ก็ยากที่จะไปเปลี่ยนแปลงคนอื่น

แล้วปัญญาอดีตล่ะ

เกิดจากคนมากมายบ่นว่า ผมก็อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองแต่ผมไม่มีปัจจัยที่ช่วย ไม่มีการศึกษาที่ดีพอ ไม่มีเงินทุน ไม่มีเครือข่าย ติดนู่นติดนี่เต็มไปหมด ทุกคนเต็มไปด้วยข้ออ้าง ผมก็นั่งดู นั่งวิเคราะห์ สนทนากับคนรุ่นคุณ พูดคุยกับคนหลายๆ รุ่น บริษัทขนาดใหญ่ บริษัทขนาดกลาง บริษัทขนาดเล็ก เจอมาหมดแล้วก็ถามว่าทำไมมันเปลี่ยนยากเหลือเกิน มันต้องมีปัจจัยบางอย่างที่หายไป

ปัจจัยนั้นคือความกล้าหาญ

Keyword