Blade Runner 2049

Blade Runner 2049

ไม่ได้ดูหนังมานาน เผอิญมาเจอ Google Play Movies ลดราคาหนัง 90% ช่วงตรุษจีน ทำให้การเช่าหนัง (rental คือกดมาแล้วดูได้กี่รอบก็ได้ภายใน 48 ชั่วโมง) จากเดิมราคา 160 บาท เหลือ 16 บาท จึงใช้สิทธิให้คุ้มค่า เลือกเป็น Blade Runner 2049 เพราะมีมิตรสหายท่านหนึ่งมาบิ้วไว้เยอะ

Blade Runner 2049 เป็นหนังภาคต่อของ Blade Runner ไซไฟคลาสสิคฉบับปี 1982 (หนึ่งในผลงานสร้างชื่อของ Ridley Scott) โดยภาคต่อสร้างขึ้น 35 ปีให้หลังในโลกความเป็นจริง ส่วนเนื้อหาในเรื่องก็ห่างจากภาคแรก 30 ปี (ภาคแรกเกิดในปี 2019 ภาคต่อก็ตามชื่อภาคคือ 2049) Blade Runner 2049 ได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ค่อนข้างมาก แต่ทำรายได้ค่อนข้างน่าผิดหวัง

พอมีโอกาสได้ดูเองก็ไม่แปลกใจ และในภาพรวมก็ไม่ค่อยชอบเท่าไรนัก

สิ่งที่หนังทำได้ดีมากคือ visual ที่อลังการมาก ราวกับยกมาจากการ์ตูนอนิเม และโปรดักชั่น ฉากประกอบที่มาอย่างแกรนด์ ดูแล้วเข้าใจเลยว่าทำไมใช้ต้นทุนสร้างมหาศาล (เกินกว่า 150 ล้านดอลลาร์) อย่างไรก็ตาม

ส่วนอื่นๆ ของหนังกลับทำได้ไม่ค่อยดีนัก สิ่งที่ไม่ชอบที่สุดคือหนังมันยาวมาก (163 นาทีหรือเกือบ 3 ชม.) ขนาดดูใน Google Play ยังต้องหยุดพักครึ่งเรื่องแล้วมาดูต่อ ไม่อยากจินตนาการว่าถ้าดูในโรงมันจะยาวนานขนาดไหน หนังที่ยาวมากๆ อาจไม่ใช่ของแปลก แต่ Blade Runner 2049 มันยาวแบบค่อนข้างไร้สาระ หลายๆ ฉากสามารถตัดให้สั้นกระชับลงได้ แต่เรากลับต้องดูฉากแพนกล้องเฉื่อยๆ หรือแช่ภาพนิ่งๆ ที่ไม่เกิดประโยชน์อะไรกับการเดินเรื่องมากนัก (คอหนังอาร์ทเขาคงชอบกันกระมัง เผอิญไม่ใช่) ในขณะที่บางฉากควรจะใส่รายละเอียดเข้ามาสักหน่อย กลับใช้ภาษาหนังให้เราเข้าใจเนื้อเรื่องแล้วตัดฉับไปเลยซะงั้น

เรื่องที่ไม่ชอบรองลงมาคือ เนื้อเรื่องของหนังที่เป็น direct sequel ของภาคแรก มีตัวละครสำคัญๆ ของภาคแรก (รวมถึงพระเอกคือ Harrison Ford) กลับมามีบทบาทต่อในภาคนี้ ในขณะที่หนังฉายห่างกันถึง 35 ปีในโลกจริง การพูดถึงเนื้อเรื่องภาคแรกอย่างใกล้ชิด น่าจะเป็นผลดีต่อแฟนพันธุ์แท้จริงๆ ไม่กี่รายเท่านั้น (ขนาดผมเคยดูภาคแรก ก็ยังลืมหมดแล้ว และเชื่อว่ามีคนที่ไม่เคยดูภาคแรกมาก่อน เข้ามาดูภาคนี้ ย่อมจะงงแน่นอน) ตรงนี้คิดว่าถ้าทำแนวๆ Mad Max: Fury Road ที่เรื่องเกิดในจักรวาลเดียวกัน แต่ไม่ต่อกันซะทีเดียว (หรือมีบางเรื่องโยงกันที่ subtle) น่าจะดีกว่านี้มาก

ประเด็นของหนังก็ถือว่าน่าสนใจในระดับหนึ่ง พูดและตั้งคำถามถึง "ตัวตน" ของไซบอร์กที่ไม่มีวิญญาณแบบมนุษย์ และใช้การตั้งครรภ์มาเป็นสัญลักษณ์ (และแกนกลางของเรื่อง) ว่าไซบอร์กสามารถเป็นมนุษย์ได้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ปมนี้ไม่ได้แปลกใหม่มากนักและถูกพูดซ้ำกันมาเยอะแล้ว แถมในหนังก็ไม่ได้เล่นในเชิงลึกอะไรเท่าไร ยิ่งตัวละคร Niander Wallace ที่เล่นโดย Jared Leto พยายามจะคัลต์ ดูเป็นศาสนา ยิ่งดู "เยอะ" เกินกว่าที่ควรไปมาก ดูแล้วรำคาญ

สิ่งที่แปลกใหม่หน่อยกลับเป็นพล็อตรองคือ นางเอก Jio ที่เป็น digital girlfriend ของพระเอกอีกที (เป็นไซบอร์กแล้วดันมีแฟนเป็นดิจิทัลอีก!!) แต่ก็ไม่ใช่พล็อตสำคัญของเรื่อง ขนาดว่าตัดออกไม่มีตัวละครตัวนี้ก็ได้ด้วยซ้ำ เหมือนใส่มาเพื่อให้เป็น sidekick เป็นคู่สนทนากับพระเอกมากกว่า

โดยสรุปคิดว่า หนังไม่ไปสักทาง จะไปเป็นแอ๊คชันแนวแมส ดูเข้าใจง่ายๆ ก็ไม่ใช่ จะเป็นหนังดราม่าเชิงความคิดปรัชญา ก็ไม่ใช่อีก เมื่อบวกกับจังหวะที่เนิบช้ามาก (ดูๆ ไปเริ่มรู้สึกว่า มันควรตัดเป็นตอนๆ แล้วเอาไปทำซีรีส์มากกว่า) ทำให้หนังไม่ค่อยน่าประทับใจอย่างที่ควร

ถ้าให้คะแนนก็ประมาณ 6/10

Keyword