The Future of Banks - SCB Transformation

SCB Vision 2020

เมื่อช่วงปลายเดือน มกราคม 2018 ข่าวที่สร้างกระแสต่อสังคมอย่างมากคือ งานแถลงวิสัยทัศน์ระยะยาวของ SCB หรือที่เรียกว่างาน 2020 SCB Vision ซึ่งคุณอาทิตย์ นันทวิทยา CEO ของ SCB ประกาศว่าจะลดสาขาและจำนวนพนักงานของแบงค์ลง

แน่นอนว่าการลดคนย่อมสร้างความแตกตื่นให้กับพนักงาน ที่เริ่มกลัวว่าตัวเองมีโอกาสตกงาน รวมถึงสหภาพพนักงานที่ออกมาโต้กลับอย่างรุนแรง (แม้จะตกลงกันได้ในระยะเวลาต่อมา)

เนื่องจากผมไม่ได้ไปงานแถลงข่าวด้วยเพราะติดภารกิจอื่น เลยอยากหาโอกาสดูย้อนหลังสักหน่อยว่า ในงานพูดไว้อย่างไรบ้าง โชคดีที่มีเพจ Thai FinTech ทำ live เอาไว้เลยดูย้อนหลังได้ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ครับ

หลังจากดูจบแล้ว พบว่าแผนการของ SCB นั้นลึกซึ้งกว่าการ downsizing องค์กรทั่วไปเยอะเลย

ประเด็นสำคัญคือ แผนการลด cost (ต้นทุนพนักงาน) เป็นผลต่อเนื่องมาจากการประเมินขององค์กรเองว่า รายได้ (revenue) จากค่าธรรมเนียมจะลดลงอย่างมาก หรือถึงขั้นหายไปทั้งหมดเลย (ปัจจุบัน SCB มีมีรายได้จากค่าธรรมเนียม ประมาณ 30% ถือเป็นสัดส่วนที่เยอะมาก)

เหตุเพราะการบริการลูกค้าโดยมนุษย์ (พนักงาน) มีต้นทุนแฝงอยู่มาก เดิมที ธนาคารเลยชาร์จต้นทุนส่วนนี้ไปที่ลูกค้า ทำไปทำไมกลายเป็นรายได้ในสัดส่วนที่สำคัญของธนาคารไป

แต่ตอนนี้ เทคโนโลยีทำให้สามารถบริการแบบไม่ต้องใช้มนุษย์แล้ว เราสามารถให้บริการแบบเดิม (หรือดีกว่า) ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่า และถ้าหาก SCB ยังทำแบบเดิมๆ ต่อไป ก็จะเจอคู่แข่งหน้าใหม่ๆ ที่ทำได้ถูกกว่าเร็วกว่ามากินตลาดไป SCB จะกลายเป็นคนที่ปรับตัวช้าที่สุด และสุดท้าย ถ้ารออยู่เฉยๆ ก็ตาย รายได้ก้อนนี้จะหายไป (แต่ต้นทุนพนักงานยังอยู่นะ อันนี้สำคัญ)

ดังนั้นเมื่อ SCB พยากรณ์ตัวเองว่า รายได้จะลดลงแน่นอน ก็ต้องรีบตัด cost ส่วนของพนักงานตรงนี้ออกไปให้เร็วทีสุด โดยตั้งเป้าแบบ aggressive ว่าจะต้องตัดออกไป 30%

ส่วนจะตัดอย่างไร อันนี้เป็นดีเทลปลีกย่อย เช่น ใช้เทคโนโลยีมาช่วย ปิดสาขาที่ไม่คุ้มค่าดำเนินการ ไม่รับพนักงานเพิ่มหากพนักงานเก่าลาออกไป และโยกพนักงานไปทำงานตำแหน่งใหม่ๆ ตามยุคสมัยของโลก ฯลฯ

เพียงแต่คนไปสนใจเรื่อง "การลดคน" เพียงอย่างเดียว เลยอาจจะ miss ภาพรวมของเรื่องราวไป (story หลักของ SCB คราวนี้เป็นเรื่องเป้าหมายระยะยาวคือลดต้นทุน เตรียมพร้อมสำหรับปี 2020 ไม่ใช่การประกาศลดคน ณ วันนี้ ซึ่งยืนยันว่าไม่มี layoff)

สัปดาห์เดียวกัน ผมมีโอกาสได้ฟังคุณตูน (Sutirapan Sakkawatra) มือการตลาดแห่ง SCB มาพูดในงาน Creative Talk 2018 ว่า โมเดลของธนาคารในปัจจุบัน ("ตัวกลางที่น่าเชื่อถือ") มาจากธนาคารพ่อค้าของเวนิซตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 13 และยังใช้มาจนถึงปัจจุบัน แต่ตอนนี้โลกกำลังมาถึงจุดเปลี่ยนอีกครั้ง โมเดลตัวกลางแบบเดิมๆ มันกำลังจะใช้ไม่ได้อีกแล้ว ตอนนี้ถ้าไม่ลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง ก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

ถ้าได้ดู Live จะเห็นว่าระหว่างแถลงบนเวที คุณอาทิตย์ถามคนในห้องว่า ถ้า Line ได้ไลเซนส์ธนาคาร คิดว่าจะแข่งกับ SCB ได้หรือไม่ คำตอบของคนในห้องก็คงหนีไม่พ้นคำว่า "ได้" และนี่คงเป็นภาพสะท้อนที่ดีมากว่า SCB กลัวอะไร

...

ช่วงหลังมีคนถามผมบ่อยๆ ว่า การปรับตัวของแบงค์ใหญ่ในไทยที่มีข่าวค่อนข้าง active ทั้งสีเขียวและสีม่วงเป็นอย่างไร ใครเหนือกว่าใคร ใครจะแพ้ ใครจะชนะ

จากที่ไปร่วมงานของทั้งสองค่ายมาบ่อยๆ คำตอบที่ผมตอบเสมอคือ "ชนะทั้งคู่" นะครับ สองแบงค์นี้จะใหญ่และมีอิทธิพลขึ้นอีก แต่ในระยะยาวจะมีแบงค์รายอื่นที่พ่ายแพ้ ปรับตัวไม่เร็ว ขยับไม่ทัน ความสำคัญลดลง และต้องจบลงด้วยการควบรวม

และคิดว่าน่าจะได้เห็นการควบรวมที่ว่านี้ภายใน 5 ปี

ปรับปรุงจากโพสต์ครั้งแรกใน Facebook