Birdman

Birdman

หนังชนะออสการ์ปีล่าสุด ถ้าดูจากชื่อเรื่องหรือโปสเตอร์แล้วต้องเข้าใจผิดว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับฮีโร่แน่นอน (ถ้าดูแล้วจะพบว่า Birdman ออกมาประมาณสองนาทีเองมั้ง)

ผมนั่งดูบนเครื่องบินแบบไม่รู้อะไรมาก่อนเลย (รู้แค่ว่าเป็นหนังออสการ์) หนังแปลกดีแต่ดูแล้วเหนื่อยเหมือนกัน

เรื่องย่อแบบรวบรัดคือ พระเอก (ไมเคิล คีตัน) เคยเป็นดาราหนังฮอลลีวู้ด แสดงเป็นฮีโร่ชื่อ Birdman โด่งดังแบบสุดๆ เมื่อหลายสิบปีก่อน แต่ปัจจุบันแก่โทรม หย่าเมีย ตกอับ เขาจึงเปลี่ยนแนวมาเล่นละครเวทีบรอดเวย์ในนิวยอร์ก โดยทุ่มทุนสร้างเอง กำกับเอง แสดงเอง เพื่อหวังว่าจะกลับมาได้รับการยอมรับอีกครั้ง

พระเอกของเรามีความลับที่ไม่เคยบอกใคร นั่นคือเขาได้ยินเสียงกระซิบจาก Birdman อีกตัวตนหนึ่งของเขาอยู่เสมอ และเข้าใจว่าตัวเองมีพลังจิต สามารถบินได้ และเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ (ซึ่งในความเป็นจริงนั่นมโนล้วนๆ)

Birdman จึงเป็นดราม่าผสมตลกร้าย (black comedy) ที่รายล้อมอยู่รอบละครเวทีเรื่องนี้นั่นเอง

  • มาทราบทีหลังว่าผู้กำกับเรื่องนี้คือ Alejandro González Iñárritu จากเรื่อง Babel ซึ่งผมดูแล้วก็ชอบ แต่มันเป็นหนังเครียด ส่วนเรื่อง Birdman นี่เครียดน้อยกว่าเยอะ
  • ไมเคิล คีตัน เคยแสดงเป็น Batman คนแรกมาก่อน ตอนแรกเข้าใจว่าการสร้างฮีโร่ Birdman จงใจล้อเลียนประเด็นนี้ แต่เอาจริงแล้ว ผู้กำกับเขียนบทก่อนแล้วค่อยหาตัวนักแสดง ซึ่งก็มาลงเอยที่คีตัน (คีตันเองยังเข้าใจว่าบทเขียนล้อตัวเองเลย)
  • จุดเด่นของหนังเรื่องนี้คือการถ่ายภาพแบบ long take ที่ดูเหมือนเป็นช็อตเดียวกันตลอดเรื่อง (จริงๆ ไม่ใช่นะครับ เป็นเทคนิคการถ่ายภาพ) หนังเลยรู้สึกแปลกใหม่ดี แต่ละฉากต่อเนื่องกันตลอด (แต่ในอีกทางก็ใช้พลังในการดูเยอะขึ้น เพราะไม่มีจังหวะพัก)
  • ช่วงแรกของหนังจะงงๆ เล็กน้อยเพราะเราต้องเรียนรู้บริบทในโลกของหนัง (และพยายามรับทราบว่ามันไม่ใช่หนังฮีโร่แบบที่คุ้นเคย) แต่พอผ่านไปสักพักแล้ว ก็จะเข้าใจไปกับหนังได้ตลอด
  • ละครเวทีในเรื่องชื่อ What We Talk About When We Talk About Love ซึ่งดัดแปลงมาจากนิยายสั้นของ Raymond Carver นักเขียนชาวอเมริกันชื่อก้อง อันนี้มีจริงๆ ไม่ใช่เป็นเรื่องสมมติขึ้นมา
  • นอกจากชีวิตของพระเอกแล้ว หนังยังพยายามเสนอประเด็นเรื่อง "สื่อ" ประเภทต่างๆ เช่น ละครเวที คอลัมน์หนังสือพิมพ์ รวมถึงการปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์ด้วย
  • Edward Norton นี่ขโมยซีนสุดๆ ไปเลย

โดยสรุปแล้วถือว่าหนังทำมาดีใช้ได้เลย แต่ถ้าให้สรุปเป็นคำก็ต้องบอกว่า "แปลกดี" ทั้งแนวทางการเล่าเรื่องตามบท และเล่าเรื่องด้วยภาพ ส่วนประเด็นว่าสมควรเป็นหนังชนะออสการ์หรือไม่ อันนี้สุดแต่ใจจะใฝ่หาเลยครับ

Keyword