อวสาน Zipang บทสรุปจากการเดินทางของ "อนาคต"

Zipang 43

ในที่สุด การเดินทางอันยาวนานของเรือรบ "มิไร" และคนอ่านการ์ตูน Zipang ก็สิ้นสุดลงด้วยความยาว 43 เล่มถ้วน

ผมเคยเขียนบล็อกเกี่ยวกับ Zipang มาหลายครั้ง ในโอกาสที่ Zipang อวสาน ก็ควรเขียนบล็อกเป็นที่ระลึกสักหน่อย เป็นสรุปความคิดแบบง่ายๆ เร็วๆ ว่าคิดอะไรบ้างหลังอ่าน Zipang จบ (แน่นอนว่า spoil นะครับ)

ถึงแม้ Zipang เป็นการ์ตูนเรือรบยุคสงครามโลกครั้งที่สอง แต่ธีมหลักของเรื่องแล้ว มันคือการ์ตูน "แก้กรรม"

ตั้งคำไว้ให้มันเวอร์ๆ คำที่เหมาะสมกว่าคือ "แก้ปม"

"ปม" ที่ว่านี้คือปมในใจผู้เขียน Kaiji Kawaguchi ซึ่งสะท้อนไปยังจิตสำนึกร่วมของคนญี่ปุ่นจำนวนไม่น้อย (จะใช้ว่าทั้งประเทศก็มิกล้า)

"ปม" ที่ว่านี้คือความหดหู่ สิ้นหวังอยู่ลึกๆ ในใจคนญี่ปุ่นว่า "เราแพ้สงครามโลก"

ท่องไว้ครับ "แพ้สงครามโลกๆๆๆๆๆ"

จากชาติที่ยิ่งใหญ่เกรียงไกรถึงขนาดฝันจะยึดครองเอเชีย กลายเป็นพ่ายแพ้ระดับสูญเสียทุกอย่างในพริบตา ดีกรีของความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นหนักหน่วงกว่าของเยอรมนีในแง่ "สัญญะ" เพราะถึงแม้ไม่ถูกทหารสัมพันธมิตรบุกยึดเมืองหลวงเบ็ดเสร็จ แต่ก็เป็นชาติเดียวที่แผ่นดินโดน "ย่ำยี" ด้วยระเบิดปรมณูสองลูกซ้อน

ถึงแม้ญี่ปุ่นจะก้าวข้ามช่วงเวลาอันยากลำบากนั้นมาได้ และผงาดขึ้นมาใหม่ด้วยพลังทางเศรษฐกิจ แต่ในใจลึกๆ ของคนญี่ปุ่นยังมีปมคาใจเรื่องนี้อยู่

Kaiji Kagaguchi หาทางแก้ปมที่ว่านี้ด้วยคำว่า what if "ถ้าหากว่า..."

เขา "จำลอง" สถานการณ์ต่างๆ ขึ้นมา โดย "เล่น" ล้อไปกับปมเจ้าปัญหานี้ (อย่างชาญฉลาด) ซึ่งถ้าติดตามงานของเขามาโดยตลอดจะพบว่าการ์ตูนแทบทุกเรื่องเกี่ยวพันกับปมอันเดียวกันนี้ แต่ด้วยสถานการณ์หรือรูปแบบการพลิกแพลงที่ต่างกัน

  • ยุทธการใต้สมุทร Silent Service พยายามท้าทายความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในอดีต โดยสร้างพล็อตว่า "เรือดำน้ำลำเดียว" (แน่นอนว่าของญี่ปุ่น) พิชิตสหรัฐอเมริกาและระเบียบโลกใหม่ได้
  • ยุทธการจุดตะวัน A Spirit of The Sun พยายามท้าทายความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่น โดยสร้างสถานการณ์ที่ร้ายแรงกว่านั้นขึ้นมาเทียบ (ในที่นี้คือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่จนเสียชาติเสียแผ่นดิน) แล้วลองจินตนาการดูว่าคนญี่ปุ่นรุ่นหน้าจะอยู่กันอย่างไรในสภาพแวดล้อมที่เลวร้ายกว่าการแพ้สงคราม (เสียดายเขียนไม่จบ)
  • Eagle คล้ายกับ Silent Service โดยสร้าง "ลูกครึ่งญี่ปุ่น" ที่กลับมาทวงเกียรติยศของชาติกลับคืนมาด้วยการลงชิงชัยตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ
  • Boku wa Beatles แม้กระทั่งการ์ตูนดนตรีเบาๆ ยังมีปมลักษณะนี้เข้ามาเอี่ยวด้วยไอเดียว่า ถ้าญี่ปุ่นสามารถสร้าง The Beatles ขึ้นมาได้ก่อนอังกฤษ (Beatles ตัวจริง) โลกดนตรีจะเป็นเยี่ยงไร

กรณีของ Zipang นั้นชัดเจนที่สุด ท้าทายที่สุด โดยแต่งเรื่องให้กลุ่มตัวเอกสามารถย้อนเวลากลับไปยัง "สงครามโลกครั้งที่สอง" เพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ได้โดยตรง ถือเป็นการท้าทายทั้งคนเขียนและคนอ่านในประเด็นที่แหลมคมว่า ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ เราจะสามารถเปลี่ยนประวัติศาสตร์ไม่ให้ญี่ปุ่นต้องแพ้สงครามได้อย่างไร

พล็อตเรื่องย้อนเวลาเพื่อเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องใหม่ (ตั้งแต่โดเรมอน ทรังค์ แบ็คทูเดอะฟิวเจอร์ ไปจนถึงเซี่ยงเส้าหลง) แต่ Zipang เลือกจะ "ท้าทาย" ประวัติศาสตร์สงครามด้วยการให้กลุ่มตัวเอกย้อนเวลากลับไปเผชิญสมรภูมิแปซิฟิกปี 194x ด้วยเทคโนโลยีเรือรบ AEGIS รุ่นล่าสุดของปี 200x ที่เรือรบไฮเทคลำเดียวสามารถเอาชนะได้ทั้งกองเรือ

ถึงแม้เรือ "มิไร" ที่ย้อนเวลากลับไปจะเจอข้อจำกัดหลายๆ อย่าง (ตั้งแต่ซัพพลายอาหารและอาวุธ รวมถึงระบบช่วยสนับสนุนจากดาวเทียมที่ไม่มีอยู่ในยุค 1940s) แต่กระนั้น ศักยภาพของมิไรก็เปรียบดั่ง "เทพเจ้า" ที่สามารถเปลี่ยนกระแสของสงครามได้

พล็อตสำคัญอีกอย่างใน Zipang จึงเป็นเรื่องของ "ความหวัง" สะท้อนภาพของ "อนาคต" (mirai ในภาษาญี่ปุ่น) ของแต่ละฝ่ายในสมรภูมิแปซิฟิก หลังจากที่ได้เห็น "อนาคต" ผ่านเรือมิไรแล้ว

  • คนญี่ปุ่นปัจจุบัน ที่ผ่านความพ่ายแพ้สงครามโลกมาแล้ว คาดหวังอนาคตที่ญี่ปุ่นจะ "ไม่แพ้สงคราม" ด้วยเหตุผลด้านมนุษยธรรม (ไม่อยากเจ็บปวดกับความตายและความสูญเสียจากการแพ้สงครามอีก)
  • คนญี่ปุ่นยุคสงคราม ที่ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น ยังไม่แพ้สงคราม แต่กลับมีโอกาสได้เห็นโลกอนาคตจากมิไร (ผ่านสายตาของคุซากะ ทาคุมิ) ย่อมมีปฏิกริยาที่แตกต่างกันออกไป และแสวงหาวิธีการถอนตัวออกจากสงครามอย่างมีเกียรติตามแบบฉบับของตัวเอง
  • สหรัฐอเมริกา ที่รู้ว่าอย่างไรก็ตามตัวเองก็ชนะแน่ๆ แต่เมื่อเผชิญกับภัยคุกคามจากมิไร กลับไม่ย่อท้อและอยากได้มิไรมาครอบครองเพื่อกุมอำนาจของโลกได้ในระยะยาว (สะท้อนผ่านคาร์เนลและประธานาธิบดีรูสเวลต์)

สงครามสุดท้ายในมิดเวย์ จึงเป็นการปะทะกันของภาพอนาคตทั้ง 3 แบบคือ ญี่ปุ่นปัจจุบัน (มิไร) ญี่ปุ่นอดีต (ยามาโตะ) และสหรัฐ (กองเรือแปซิฟิก) โดยใช้ทั้งอาวุธจริง การต่อรองทางการเมือง และการฟาดฟันของภาพอนาคตในแบบของแต่ละฝ่าย

สุดท้ายแล้ว เรื่องขมวดปมจบลงด้วย "ชัยชนะของทุกฝ่าย" มิไรหยุดสงครามสำเร็จ ญี่ปุ่นไม่แพ้สงครามและเจรจาสันติภาพกับสหรัฐ และสหรัฐเองก็ครองความเป็นผู้นำโลกเอาไว้ได้ (แม้จะไม่ได้มิไรก็ตาม)

แต่ในด้านกลับ ชัยชนะที่ได้มาก็ต้องแลกกับความสูญเสีย คุซากะใช้ชีวิตแลกกับญี่ปุ่นที่ไม่แพ้สงคราม รูสเวลต์เสียตำแหน่งประธานาธิบดี และคาโดะมัตสึก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวในชีวิตที่เหลือ

ผู้เขียน Kaiji Kawaguchi ยังทิ้งท้ายด้วยประเด็นคำถามว่า เรากลับไปเปลี่ยนอดีตเพื่อปลดล็อคปัญหาบางอย่างได้ แต่ก็ต้องแลกด้วยปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นเช่นกัน ซึ่งในกรณีของ Zipang ญี่ปุ่นใหม่ไม่ได้แพ้สงครามก็จริง แต่กลับพัฒนาได้ช้ากว่าเดิมเพราะยังติดกรอบสถาบันเชิงสังคมแบบเดิมๆ ที่ไม่ได้พังทลายไปตามสงครามด้วย (กรณีปัญหาของเมืองไทยในปัจจุบันก็น่าจะเข้าข่ายแบบเดียวกัน)

บทวิจารณ์

  • ฉากจบของ Zipang เคลียร์กว่า Silent Service แต่ดูไม่ค่อยยิ่งใหญ่เท่า
  • น้ำหนักของเรื่องเทไปยังคู่ขัดแย้ง ญี่ปุ่นใหม่ vs ญี่ปุ่นเก่า ที่สะท้อนผ่านสองตัวเอก (คาโดะมัตสึ vs คุซากะ) มากไปหน่อย ทำให้บทบาทของอเมริกาน้อยกว่าที่จะเป็นไปสักนิด ถ้าแต่งเรื่องให้รูสเวลต์มีบทบาทเยอะขึ้นอีกในฐานะผู้นำโลกจริงที่ต้องต่อกรกับคนในโลกอนาคต เรื่องจะมันส์ขึ้นอีกมาก)
  • ตัวละครอีกคนที่บทบาทน้อยไปอย่างน่าเสียดายคือคิคูจิ (หัวหน้ากองอาวุธ) ที่ลงจากเรือแล้วบทบาทหายไปเลย แม้จะกลับมามีบทบาทสำคัญในตอนท้ายก็ตาม
  • จุดที่น่าสนใจมากคือผู้เขียนกำหนดชะตาชีวิตของลูกเรือมิไรทุกคนแบบ realist มากๆ นั่นคือ "ตายเกือบหมด" โดยคนที่เหลืออยู่ก็ต้องใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในโลกที่ไม่ใช่ของตัวเอง เศร้าแต่ก็ท้าทายมาก
  • เขียนมาตั้งยาวไม่มีเรื่องการทหารเลย :o บอกแล้วว่ามันคือการ์ตูนประวัติศาสตร์ที่มีการทหารเป็นฉากหลัง แต่ไม่ใช่การ์ตูนทหาร