Startup Life ความโหดร้ายของชีวิตที่สตาร์ตอัพต้องเผชิญ

How quitting my corporate job for my startup dream f*cked my life up เป็นบทความใน Medium ที่มีเพื่อนสักคนแชร์มาใน Facebook (มั้งนะ) เพิ่งมีเวลาอ่าน อ่านแล้วโคตรโดนใจขอเอามาลงบล็อกหน่อย (ใครคิดจะเปิดสตาร์ตอัพ ควรอ่านฉบับเต็ม)

ผู้เขียนบทความจบมหาวิทยาลัยชั้นนำ ทำงานในบริษัทคอนซัลต์รายใหญ่ของโลก เงินดี ชีวิตหรูหรา แต่ไม่สนุก ทำงานหนัก เลยตัดสินใจลาออกมาเปิดสตาร์ตอัพ

ครอบครัวของเขาไม่เคยทำธุรกิจใดๆ มาก่อน พ่อแม่เป็นข้าราชการ คัดค้านเต็มที่ เพื่อนฝูงไม่ค่อยมีใครเป็นเจ้าของธุรกิจ บางคนดูถูก บางคนชื่นชม แต่ไม่มีใครเข้าใจเขาจริงๆ ว่าเป็นอย่างไร (ทุกคนคิดว่าเปิดสตาร์ตอัพแล้วจะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว) และสุดท้ายเขาก็หายไปจากแวดวงสังคมเพื่อนๆ ไปเอง

นอกจากความกดดันของสังคมรายรอบ และความโดดเดี่ยวในชีวิตสตาร์ตอัพแล้ว เขาก็พบปัญหาใหญ่หลวงคือ "เงินหมดเร็วกว่าที่คิด" พอเงินยิ่งหมดก็ยิ่งเครียด ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

สุดท้ายเขาฝ่าฝันอุปสรรคมาได้ เขาไม่ได้เป็นเศรษฐีเงินล้านแต่มีรายได้เข้ามาเรื่อยๆ และสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ในโลกที่มี Wi-Fi (ในบทความนอนกระดิกเท้าอยู่ภูเก็ตนี่เอง) เขาขมวดประสบการณ์ 2 ปีที่ทำสตาร์ตอัพมา ได้ข้อสรุปมาเล่าต่อให้คนรุ่นหลัง 5 ข้อ

1) คุณพร้อมรับแรงกดดันจากสังคมหรือไม่

ถ้าครอบครัวหรือเพื่อนๆ ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจ ยังไงก็ไม่มีทางเข้าใจคนทำธุรกิจ และส่งผลให้แรงกดดันทางสังคมยิ่งเยอะขึ้น แถมกรณีนี้ ตัวเขาเองเป็นพวกแคร์หน้าตา เลยยิ่งเครียดขึ้นอีกหลายเท่าตัว สุดท้ายเขาสรุปกับตัวเองได้ว่าอย่าเสียเวลาไปสนใจว่าคนอื่นคิดเช่นไร เอาเวลาไปทำธุรกิจดีกว่า

2) ควรเป็นโสด หรือไม่ก็มีแฟนที่เข้าอกเข้าใจมากๆ

เขาโชคดีที่ได้แฟนเข้าใจชีวิตสตาร์ตอัพ และสงสารเพื่อนสตาร์ตอัพคนอื่นๆ ที่ต้องเลิกกับแฟนระหว่างทาง ชีวิตการทำธุรกิจยากลำบาก ยากกว่าที่เขาเคยคาดฝันเอาไว้ สมองของเราจะเต็มไปด้วยปัญหามากมายที่ต้องคิด และไม่มีใครหรอกที่เข้าใจว่ามันเกิดอะไรขึ้นในหัวของเรา (แม้กระทั่งแฟนของเรา)

ดังนั้นถ้าไม่โสด ก็ควรมีแฟนที่เข้าใจว่าบางครั้งเราก็ไม่มีอารมณ์ไปสนใจหลายๆ เรื่อง

3) ควรมีเงินเก็บเหลือให้พอสำหรับ 1 ปี

เงินจะหมดเร็วกว่าที่เราคิดไว้ 3 เท่า เพราะมีเรื่องไม่ได้คาดคิดมากมาย เช่น คอมพัง ต้องจ้างทนาย ค่าบัญชี ฯลฯ ดังนั้นก่อนทำสตาร์ตอัพต้องเตรียมใจให้พร้อมว่า ต้องไปอยู่ในห้องเช่าขนาดเล็กลง กินข้าวน้อยลง

ความชิปหายจะเริ่มมาเยือนในช่วงไม่กี่เดือนก่อนเงินจะหมด เพราะความกดดันจะสูงมากเป็นพิเศษ คติที่ต้องท่องไว้ตั้งแต่วันแรกคือ "เงินหมดเร็ว แต่ความสำเร็จจะค่อยๆ มา"

4) ต้องยอมอดทนนอนน้อย รับได้ไหม

เขาทำงานหนักเมื่อเป็นคอนซัลต์ และคิดว่าจะสบายตอนมาเปิดสตาร์ตอัพ ปรากฏว่างานหนักกว่าเดิมอีก เขาเริ่มจากการตื่นมากลางดึกเพราะมีไอเดียตื่นเต้นมากมาย ไม่อยากรอจนเช้า อยากลงมือทำเลยเดี๋ยวนั้น จากนั้นก็จะเข้าสู่ระบบคิดว่า "เราทำงานน้อยเกินไป" อยากทำงานเยอะๆ ให้ประสบความสำเร็จเร็วๆ จนเป็นผลให้พักผ่อนน้อย หลับไม่สนิท และกลายเป็นว่าส่งผลกระทบต่องาน ประสิทธิภาพในการทำงานลดลง

5) นิยาม "ความสำเร็จ" ให้ชัดเจน

นิยามคำว่า "ความสำเร็จ" ของแต่ละคนต่างกัน บางคนเน้นเงิน บางคนเน้นชีวิตที่ดี เราควรกำหนดเป้าหมายของตัวเองให้ชัดว่าต้องการอะไร ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องเป็นตัวเงินหรือชื่อเสียงเสมอไป มีสตาร์ตอัพจำนวนมากที่มีชีวิตดีงาม แต่ไม่เป็นข่าว และเรามักไม่ค่อยสนใจคนกลุ่มนี้

Keyword