ความกดดันของ Founders

เขียนเรื่อง ความโดดเดี่ยวของ Founder ไป เหมือนคนจะชอบกันเยอะ (สงสัยตรงกับชีวิตจริงกันถ้วนหน้า)

วันก่อนฟลุ๊กไปเจอ สกู๊ปพิเศษของ The Economist เรื่อง Startup มีบทความเรื่อง The dark side: Founder’s blues ที่พูดถึง "ด้านลบ" ของวงการ Startup ก็เลยเอามาจดลงบล็อกหน่อยครับ

Stress Therapy

ภาพประกอบจาก Flickr: Rafael De Oliveira

บทความของ The Economist เน้นไปที่ 2 ประเด็นหลักๆ คือ การทำงานหนัก-ความเครียด กับ ความไม่หลากหลายทางประชากรศาสตร์ของผู้ประกอบการฝั่งตะวันตก (เป็นฝรั่งหรือเอเชีย เพศชาย ผู้หญิงน้อยมาก) บล็อกนี้ขอเน้นเฉพาะประเด็นแรกเท่านั้นนะครับ

กรณีที่รุนแรงที่สุดของวงการ startup คือการฆ่าตัวตายของ Jody Sherman ผู้ก่อตั้งร้านขายของออนไลน์สำหรับเด็ก Ecomom ที่ล้มเหลวและมีปัญหาการเงิน (ข่าว TechCrunch, สกู๊ป Business Insider)

Economist อ้างบล็อกของ Jason Calacanis เซเล็บคนดังของโลกไอทีฝั่งอเมริกา ที่เขียนถึงเรื่องนี้ ว่าเราอาจต้องมาทบทวนกันว่า "ความกดดันของผู้ก่อตั้งในการตามหาสิ่งที่ยิ่งใหญ่" มีความเกี่ยวข้องกับความตายในกรณีเหล่านี้หรือไม่

the pressure of our community's relentless pursuit of greatness, in some way contributed to their deaths

ตัวของ Calacanis มองว่าการเป็นผู้ก่อตั้งนั้น "ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ" และคนที่ผ่านเรื่องนี้มาแล้วก็มักจะเห็นด้วย และถ้าเราเคยอ่านชีวประวัติของผู้ก่อตั้งที่ประสบความสำเร็จ ก็มักจะเห็นเรื่องการใช้ชีวิตโหดๆ เป็นปกติ เหตุเพราะการเป็นผู้ก่อตั้งเป็นงานที่ต้องทุ่มสุดตัว ผู้ก่อตั้งจำนวนมากจึงเครียด กดดัน และสับสนว่าเรามาทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร

I've always believed that being a founder is an unhealthy pursuit at times, and few have disagreed -- certainly not those who have done it. Read any biography of a successful founder and you'll find collateral damage around -- and certainly in -- those individuals.

Startups are a full-contact sport. This is a good time for all of us to pause and think about why we're doing this. And the impact it's having on us and the people around us.

I'm not an expert on suicide, but I am an expert on being a founder. Many of the founders I know have been desperate, depressed and overwhelmed in their careers. For everyone that shared this with me, I'm certain 10 more didn't.

Economist บอกว่าแนวคิดตั้งต้นของผู้ก่อตั้งมัก "อยากเปลี่ยนโลก" เหมือนๆ กันหมด แต่งานของผู้ก่อตั้งคือการเสกสิ่งมหัศจรรย์ออกมาจากความว่างเปล่า (a founder’s job is to create something out of nothing) ทำให้ต้องหว่านล้อม ชักจูง คนรอบข้างให้เชื่อแบบเดียวกับสิ่งที่เรามองเห็น (อยู่คนเดียว)

การเป็นผู้ก่อตั้งที่ต้องแบกรับทุกอย่างไว้ ทำให้อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลาตามสถานการณ์ของบริษัท เช่น "ตอนเช้าทุกอย่างปกติ ตอนเย็นทุกอย่างงานเข้า" ส่งผลให้เกิดความเครียด และเกิดอารมณ์ว่า "วันนี้ไม่อยากลุกจากเตียงไปทำงานเลย"

ปัจจัยเสี่ยงหลักของ startup ย่อมหนีไม่พ้นเรื่องเงิน เพราะนักลงทุนมักให้เงินทุนตั้งต้นมาน้อย ผู้ก่อตั้งต้องระวังการใช้เงินก้อนนี้ให้เหมาะสมที่สุด มีจ่ายลูกน้องนานที่สุด จึงต้องหักเงินเข้าตัวเองให้น้อยและอยู่อย่างประหยัด มีผู้ก่อตั้งรายหนึ่งให้สัมภาษณ์ว่า "ถ้าคุณไม่เคยจ่ายเงินเดือนลูกน้องไม่ตรงเวลา คุณไม่ใช่ผู้ประกอบการตัวจริง!"

ปัจจัยกดดันอีกอย่างคือ ผู้ก่อตั้งมักไม่มีโลกหรือสังคมภายนอกบริษัท บริษัทคือทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนั้นเมื่อลูกน้องที่อยู่ด้วยกันมานานหรือผู้ร่วมก่อตั้งลาออก ความรู้สึกเศร้าจึงรุนแรงกว่าปกติ (ผู้ก่อตั้งรายหนึ่งเล่าว่า "เหมือนโดนเมียหย่า" เมื่อผู้ก่อตั้งอีกคนลาออก)

ส่วนปัจจัยเรื่องความอ่อนไหวต่อความล้มเหลว เป็นเรื่องที่แตกต่างกันไปตามวัฒนธรรมในแต่ละประเทศ (เอเชียอาจรู้สึกเสียหน้าเยอะกว่า?) และบุคคล แต่คนจำนวนหนึ่งที่เคยล้มเหลวก็มัก "อยากลองอีกครั้ง" เรียนรู้ความผิดพลาดและเริ่มต้นใหม่ ผู้ประกอบการต่อเนื่อง (serial entrepreneur) รายหนึ่งบอกว่า ความล้มเหลวเป็นเรื่องปกติ เราต้องถามตัวเองว่าเรียนรู้อะไรบ้างและเดินหน้าต่อไป (“It’s part of the game. You have to ask yourself what you have learned and move on")

Keyword