[Startup CEO] บริหารตัวเองให้ได้ก่อนไปบริหารคนอื่น

สรุปเนื้อหาจากหนังสือ Startup CEO ของ Matt Blumberg (ตอนเก่า) ตอนนี้เป็นภาคสุดท้ายของหนังสือ ที่จะพูดถึงเทคนิค "การบริหารตัวเอง" ก่อนที่ซีอีโอจะไปบริหารคนอื่น ก็ควรจัดการชีวิตและการทำงานของตัวเองให้ได้ก่อน (Managing Yourself So You Can Manage Others)

Startup CEO: A Field Guide to Scaling Up Your Business

Matt บอกว่า "การบริหารตัวเอง" (self-management) เกิดจากองค์ประกอบสองส่วนคือ

  • การรู้จักตัวเอง (self-awareness) เข้าใจว่าสิ่งที่เราทำจะเกิดผลอะไรกับคนที่อยู่รอบตัวเรา
  • การกำกับดูแลตัวเอง (self-regulation) เป็นการควบคุมการกระทำของเรา ไม่ใช่ให้การกระทำมาควบคุมเรา

ซีอีโอที่มีองค์ประกอบทั้งสองส่วนนี้จะเป็นผู้จัดการที่ดี (effective manager) และเป็นผู้จัดการที่เข้าใจคนอื่น (empathic manager) ด้วย

ก่อนอื่นเลย ซีอีโอต้องเข้าใจก่อนว่าในสถานะของตัวเองนั้นเป็นเหมือน "ปลาในตู้กระจก" ทุกคนจะจับตาดูตัวเราตลอด และเราเป็นคนเซ็ตทิศทางหรือจังหวะของบริษัท เราเป็นต้นแบบ (role model) ให้กับทุกคนภายในบริษัท ดังนั้นการแสดงออกใดๆ ของซีอีโอไม่ว่าจะทางดีหรือทางร้ายจะต้องถูกคิดใคร่ครวญก่อนเสมอว่าจะส่งผลต่อบริษัทอย่างไร

เทคนิคการบริหารจัดการตัวเองในแต่ละประเด็น มีรายละเอียดดังนี้

สร้าง Personal OS

Matt เคยใช้คำว่า Company Operating System เพื่อนิยามกระบวนการทำงานพื้นฐานของบริษัทไปแล้ว เขาใช้คำเดียวกันกับการทำงานของตัวซีอีโอ โดยใช้คำว่า Personal Operating System

แนวคิดเรื่อง Personal OS ของซีอีโออยู่บนพื้นฐานที่ว่า "เวลา" เป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดของซีอีโอ เพราะเราสามารถมีซีอีโอได้คนเดียวในบริษัท ไม่สามารถผลิตซ้ำหรือสร้างก็อปปี้คนที่สองได้ ดังนั้นซีอีโอจำเป็นต้องบริหารเวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งมีเทคนิค 3 อย่างที่ต่อเนื่องกัน

หมายเหตุ: Matt แนะนำให้รวม Personal OS ไว้ในที่เดียวกัน จะเป็นอะไรก็ได้ แต่ส่วนตัวแล้วเขาใช้ Excel ในการกำหนดตารางงานของตัวเอง

1) บริหารภารกิจ (Managing Your Agenda)

การบริหารภารกิจคือการกำหนดเป้าหมายว่าเราต้องทำอะไร (what you're supposed to be doing)

agenda คือ job description ของซีอีโอ + ความสำคัญของงาน (priority)

ตัวอย่าง agenda ของเขามีเรื่อง Startegy, Plan, Market, People, Culture, Execution, Financing, Board, Me, Current เขาจะทำตารางที่มีหัวข้อเหล่านี้แล้วป้อน "คำตอบ" ของแต่ละช่องไว้ และกำหนดเวลาเส้นตายที่ต้องทำให้เสร็จ (due date) พร้อมกำหนดสีแสดงความเร่งด่วน (เช่น สีแดง = ต้องเสร็จวันนี้, สีเหลือง = อาทิตย์หน้า)

เขาจะเปิดตารางนี้ไว้ในจอภาพที่สองตลอดเวลา ถ้าว่างจากงานเขาจะหันมาเช็คสถานะงานก่อนจะเลือกทำงานชิ้นต่อไป และทุกเดือนเขาจะกลับมารีวิวงานทั้งหมดว่าทำอะไรไปบ้าง

นอกจากนี้เขายังมีแท็บอื่นๆ (ใน Excel) ที่คอยติดตามประเด็นงานสำคัญๆ ที่ซีอีโอต้องติดตาม (เขาใช้สูตร Getting Things Done ของ David Allen) เช่น

  • Delegated งานที่ใช้คนอื่นไปทำ ดูว่าต้องเสร็จเมื่อไร และเสร็จแล้วจะต้องทำอะไรต่อ
  • Company Scorecard ดัชนีชี้วัดเป้าหมายและผลงานของบริษัทในไตรมาสนั้นๆ
  • Development Plans แผนการพัฒนาตัวเองของตัวเขาและลูกน้องที่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาโดยตรง
  • Networking กำหนดชื่อของคนที่ควรไปคุยด้วยหรือพบเจอ ทั้งในและนอกองค์กร โดยมีรายละเอียดเรื่องเวลานัดหมาย สถานที่ และความถี่ที่อยากเจอคนนั้น
  • Thoughts ความคิดหรือไอเดียอื่นๆ ที่คิดออก จะมาจดไว้ที่นี่

2) บริหารตารางเวลา (Managing Your Calendar)

การบริหารตารางเวลาคือการจัดเวลา (time) ให้กับ "ภารกิจ" (agenda) จากข้อแรก

Matt แนะนำว่าหลังจากกำหนด agenda ว่าต้องทำ "อะไร" ได้แล้ว ให้รีบลงปฏิทินนัดหมายไว้ว่าจะทำมัน "เมื่อไร" ล่วงหน้านานๆ จะได้ไม่พลาด

  • การประชุมบอร์ด
  • การประชุมทีมภายในบริษัท มีกำหนดเวลาตายตัว ให้ลงเวลาล่วงหน้าไว้เลย การลงเวลาเอาไว้จะช่วยให้คนอื่นๆ ในบริษัทสามารถปรับปฏิทินตามได้ด้วย
  • กิจกรรมของบริษัท เช่น งานเลี้ยง วันหยุด งานการกุศล
  • นัดประชุมแบบตัวต่อตัว
  • จองเวลานั่งโต๊ะทำงาน (blocking off work time) ซีอีโอควรมีเวลาอยู่นิ่งๆ เพื่อทำงานนั่งโต๊ะคนเดียวโดยไม่มีใครรบกวน ซึ่ง Matt แนะนำว่าให้เลือกเวลาช่วงเช้าก่อน 9 โมง หรือตอนเย็นหลัง 5 โมง เพื่อตอนกลางวันจะได้ยกเวลาของซีอีโอให้กับคนอื่นๆ ในบริษัท
  • กิจกรรมในแวดวงธุรกิจ เช่น งานสัมมนา งานพวกนี้กำหนดเวลาล่วงหน้านานอยู่แล้ว ลงเวลาไว้จะช่วยให้เตรียมเรื่องการเดินทางได้ง่ายขึ้น

3) บริหารเวลา (Managing Your Time)

คือการทำงานให้มีประสิทธิผล (productive) ทั้งเรื่องที่เป็นภารกิจ (agenda) และเรื่องอื่นๆ ที่แทรกเข้ามาในแต่ละวัน

เมื่อจองนัดหมายในปฏิทินได้ล่วงหน้าเป็นไตรมาสแล้ว จะช่วยให้เราเลี่ยง "ตารางนัดชน" กับงานสำคัญอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น และเราสามารถบริหารเวลาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้น เวลาของซีอีโอมีเท่าเดิม ก็ต้องจัดสรรเวลาให้ดีขึ้น เขาจึงต้องเรียนรู้ที่จะใช้เวลาอย่างประหยัดมากขึ้น

  • เวลามีใครมาขัดจังหวะการทำงานก็จะขอเวลาทำงานที่ค้างอยู่ให้เสร็จก่อน ก่อนจะหันไปให้ความสนใจกับคนที่มารบกวน
  • ลดระยะเวลาการประชุมลง จาก 60 นาทีเหลือ 30 นาที หรือจาก 30 นาทีเหลือ 15 นาที
  • เวลามีคนมาขอคำปรึกษา จะขอให้ส่งอีเมลสรุปประเด็นมาก่อน เพื่อจะได้หาเวลามาตอบในภายหลัง
  • กล้าปฏิเสธนัดหมายต่างๆ มากขึ้น

ทุกปลายไตรมาส เขาและเลขาจะนำตารางเวลาทั้งหมดมาจัดหมวดและพล็อตกราฟดูว่า ไตรมาสที่ผ่านมาเขาใช้เวลาไปกับเรื่องอะไรบ้าง เพื่อเป็นการตรวจสอบตัวเองด้วยว่าใช้เวลาคุ้มค่ามากเพียงใด

การทำงานร่วมกับเลขานุการ

Matt ใช้คำว่า executive assistant หรือ "ผู้ช่วยผู้บริหาร" แต่ขอแปลว่า "เลขานุการ" เพื่อความเข้าใจแบบไทยๆ นะครับ

ช่วงหลังๆ มีคำถามในแวดวงซีอีโอว่าเราควรต้องมีเลขาฯ อยู่หรือไม่ เพราะเทคโนโลยีเอื้อให้เราทำหลายๆ อย่างได้เองแล้ว แต่ไอเดียของ Matt คือสิ่งสำคัญที่สุดของซีอีโอคือ "เวลา" ดังนั้นถ้ามีเลขาแล้วสามารถ "เพิ่มเวลา" ให้กับซีอีโอได้จากการแบ่งเบาภาระงานเล็กๆ น้อยๆ (แต่เป็นจำนวนมากๆ) ก็ถือว่าคุ้มค่ามาก เลขาที่เก่งอาจเพิ่มเวลาให้ซีอีโอได้ถึง 3-4 ชม. ต่อวัน

ดังนั้นคำตอบคือ "มีเถอะ"

การหาเลขาที่เหมาะสม

แนวทางการหาเลขามี 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  • หาพนักงานรุ่นเด็กที่ไฟแรงและมีความสามารถสูง มาทำงานเป็นเลขาประมาณ 1-1.5 ปี ก่อนจะโปรโมทไปทำงานตำแหน่งอื่นต่อไป
  • ใช้บริการเลขามืออาชีพ ที่อาจเคยผ่านงานเลขาสำหรับซีอีโอมาก่อนแล้ว

วิธีแรกมีปัญหาว่าต้องเปลี่ยนผู้ช่วยบ่อยๆ เพราะมันเป็นงานน่าเบื่อ คนมีความสามารถสูงๆ จะเบื่อง่าย ต้องหาคนใหม่มาเทรนกันใหม่เสมอ ทางออกที่ Matt ใช้คือหาคนจากแวดวงอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานออฟฟิศโดยตรง (เช่น ค้าปลีกหรือบริการ) และคิดว่างานแบบนี้น่าสนใจมาทำตำแหน่งนี้ โดยจะต้องค่อยๆ เพิ่มหน้าที่และค่าจ้างให้กับคนนี้ไปเรื่อยๆ ตามระยะเวลาที่เพิ่มขึ้น

คุณลักษณะสำคัญที่เลขาต้องมีคือ "ไม่นินทาเจ้านาย" ส่วนคุณสมบัติอื่นๆ คือ เป็นระเบียบ, ทำงานแบบมัลติทาสกิ้ง, เป็นมิตร, สื่อสารได้ดี

เลขาต้องทำงานอะไรบ้าง

Matt มองว่าเลขาคือ "ตัวตนของเราอีกคน" (alter ego) ที่มาทำงานแทนเรา เลขาที่เก่งจะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของซีอีโอได้เป็นสองเท่า

เลขาของ Matt อธิบายงานของเธอในฐานะเลขา ดังนี้

  • จัดการตารางนัดหมายของซีอีโอ และต้อนรับแขก ตารางนัดหมายของซีอีโอเหมือนเกมพัซเซิล ต้องย้ายนี่สลับนั่นอยู่เสมอ เลขาของ Matt เข้าถึงปฏิทินของพนักงานทุกคนด้วยเพื่อจะได้จัดตารางนัดเจอซีอีโอได้สะดวก
  • รับโทรศัพท์-กรองโทรศัพท์ ซีอีโอไม่สามารถรับโทรศัพท์ได้ทุกสาย ดังนั้นเลขาต้องมาช่วยสกรีนให้
  • เตรียมงานกิจกรรมหรืองานประชุมของบริษัท ถือเป็นส่วนขยายจากการบริหารตารางนัดหมายซีอีโอ
  • เตรียมงานประชุมนอกสถานที่
  • เก็บรักษาข้อมูลสำคัญที่เป็นความรับ งานแรกสุดของเลขาทุกคนคือสาบานตนเรื่องการรักษาความลับของบริษัท
  • เตรียมเอกสารสำหรับประชุมบอร์ด (อ่านเรื่องบอร์ดบริษัท) เอกสารประชุมบอร์ดมักเขียนกันหลายคน ต้องมีคนกลางทำหน้าที่รวบรวมข้อมูล เลขาของเขาคือคนที่ทำหน้าที่นี้ เธอเข้าร่วมการประชุมระดับสูงทุกครั้งเพื่อตามเรื่องราวในบริษัทให้ทันด้วย
  • เตรียมการเดินทางให้ซีอีโอ ไม่ว่าจะในหรือนอกประเทศ
  • จัดการค่าใช้จ่ายของซีอีโอ เก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายของซีอีโอเพื่อส่งบอร์ด
  • จัดการของขวัญวันเกิดให้พนักงาน Matt โทรแสดงความยินดีกับวันเกิดหรือวันครบรอบการทำงานของพนักงานและมอบของขวัญให้ ซึ่งเลขาจะเตรียมของขวัญมากองไว้ให้ทุกเดือน เตรียมการ์ดไว้ให้เซ็น
  • ทำฐานข้อมูลนักลงทุน
  • ช่วยงานโครงการอื่นๆ เท่าที่จำเป็น
  • วิเคราะห์ตารางงานของซีอีโอประจำไตรมาส ตามรายละเอียดในหัวข้อที่แล้ว
  • ช่วยร่างเอกสาร เอกสารอย่างอีเมลหรือพรีเซนเตชัน เพราะซีอีโอจะแก้เอกสารได้ง่ายกว่าคิดเองทั้งหมด และเลขายังช่วยอ่านอีเมลสำคัญๆ ทวนให้หนึ่งรอบเพื่อแสดงความเห็นในฐานะผู้อ่านด้วย

โค้ชสำหรับผู้บริหาร

ประสบการณ์ของ Matt คือเมื่อนานมาแล้ว สมัยยังหนุ่ม บอร์ด (ซึ่งก็คือ Fred Wilson) เคยแนะนำให้เขา (ในฐานะซีอีโอ) ควรจ้าง "โค้ช" เพื่อให้พัฒนาตัวเองได้ดีขึ้น ตอนแรกเขาแบ่งรับแบ่งสู้ โดยไม่คิดว่าจะได้อะไรจากโค้ชมากนัก แต่ผลกลับออกมาดีเกินคาดจนเขาต้องมาแนะนำต่อ

โค้ชสำหรับผู้บริหาร (executive coach) มีคุณลักษณะที่หลากหลาย บางคนอาจเป็นอดีตซีอีโอที่ผันตัวมาเป็นโค้ช หรือบางคนจะมาแนวๆ นักจิตวิทยา ขึ้นกับสไตล์ของซีอีโอแต่ละคนว่าจะเลือกแบบที่เหมาะสมกับตัวเองได้อย่างไร

สิ่งที่โค้ชจะช่วยได้

  • ช่วยพัฒนาซีอีโอ ในการรีวิวผลงานสำคัญๆ และปรับปรุงเรื่อง self-awareness, self-regulation
  • ช่วยพัฒนาทีมผู้บริหาร ทั้งในแง่ของตัวผู้บริหารแต่ละคน และการทำงานในฐานะ "ทีม" ผู้บริหาร บริษัทของ Matt ให้โค้ชมาเข้าร่วมการประชุมนอกสถานที่ประจำไตรมาส และให้เวลา 1 วันสำหรับหัวข้อ "พัฒนาการ" (development) ที่จะโค้ชผู้บริหารให้ทำงานได้ดีขึ้น
  • นำเครื่องมือมาช่วยวิเคราะห์ผลงาน มีเครื่องมือหลากหลายในโลก เช่น Myers-Briggs Type Indicator, Thomas-Kilmann Conflict Mode Instrument, Hay Day management style, Action-Design framework, Signature Themes
  • ช่วยนำการเสวนา (facilitate critical meeting) โดยเฉพาะในการตัดสินใจสำคัญๆ ของบริษัท
  • ช่วยรีวิวผลงานผู้บริหาร
  • ช่วยให้ความเห็นต่อการออกแบบองค์กร (organization design) โดยเฉพาะโค้ชที่เคยเป็นซีอีโอ หรือมีประสบการณ์ช่วยบริษัทอื่นมาแล้วเยอะๆ ก็จะมีประสบการณ์ช่วยแนะนำได้ว่าแนวทางไหนเวิร์คหรือไม่เวิร์ค

สร้างกลุ่มเพื่อนซีอีโอ

ซีอีโอเป็นตำแหน่งที่ "โดดเดี่ยวที่สุดในโลก" (the loneliest job in the world) ดังนั้นซีอีโอจึงต้องหา "ที่ปรึกษา" ไม่ว่าจะเป็นบอร์ด โค้ช ทีมผู้บริหารที่รองจากเราลงไป

แต่ไม่มีใครหรอกที่จะเข้าใจหัวอกซีอีโอ เท่ากับซีอีโอด้วยกันเอง ดังนั้นเรามาสร้าง "Club Friday สำหรับซีอีโอ" กันเถอะ! (ต้นฉบับใช้คำว่า peer group)

Matt บอกว่าการสร้างเครือข่ายเพื่อนซีอีโอ มีทั้งองค์กรแบบเป็นทางการ (เช่น Young President's Organization หรือ CEO Forum) และกลุ่มแบบไม่เป็นทางการ ซึ่งเขาใช้วิธีหลัง โดยหาเพื่อนซีอีโอของบริษัทในนิวยอร์กจำนวน 6 คนมาตั้งเป็น Gang of Six บริษัทเหล่านี้ต้องมีความคล้ายคลึงกัน เช่น มีพนักงานจำนวน 100 คนขึ้นไป, มีรายได้พอสมควรไม่ใช่เป็น startup ที่ยังไม่มีเงิน, ทำงานด้านเทคโนโลยีแต่ไม่ใช่คู่แข่งกันโดยตรง

Gang of Six จะมีกฎว่าต้องนัดเจอกันปีละ 6 ครั้ง วนไปตามออฟฟิศของแต่ละคน เจอกันทุกช่วงเย็นหลังเลิกงาน คุยกันอย่างต่ำ 4 ชม. (การคุยกันครั้งแรกๆ ให้ทุกคนผลัดกันนำเสนอข้อมูลเบื้องต้นของบริษัทตัวเองด้วย เพื่อให้เข้าใจธุรกิจของเพื่อนๆ ให้ดียิ่งขึ้น) การประชุมจะนัดหมายล่วงหน้าเพื่อให้ทุกคนมากันได้ครบ แต่รูปแบบจะคุยกันอย่างไม่เป็นทางการ เริ่มจากการ "เช็คอิน" คือเล่าสถานการณ์สั้นๆ ว่าบริษัทเป็นอย่างไรบ้าง (คนละ 10 นาที) จากนั้นค่อยช่วยกันระดมสมองเพื่อแก้ปัญหาของใครบางคนเป็นกรณีๆ ไป

บริหารตัวเองให้สดชื่น (Staying Fresh)

ซีอีโอต้องทำตัวให้สดชื่นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรับมือกับภาวะแปรปรวนของบริษัท startup (ซึ่งเกิดเป็นปกติอยู่แล้ว) ทั้งแง่บวกและแง่ลบ

เป้าหมายของซีอีโอในการ staying fresh มีอยู่ 3 มิติคือ

  • จิตใจดี (mentally fresh)
  • ร่างกายดี (staying healthy)
  • มีเวลาส่วนตัวที่ไม่ใช้กับเรื่องงาน

จิตใจดี (mentally fresh)

เทคนิคคือรักษาวินัยในตัวเอง (self-discipline) ให้ได้ระดับอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดสภาวะที่ควบคุมไม่ได้ จนส่งผลให้ต้องเครียดหรือหมดแรง

  • ควรใช้นโยบาย clean inbox เมื่อหมดวัน เพื่อให้รู้สึกโล่งและไม่มีงานค้าง
  • ตรงต่อเวลา ถ้าบริหารเวลานัดหมายไม่ได้ ก็บริหารอย่างอื่นไม่ได้ ปัญหาอื่นย่อมสะสม ความสดย่อมไม่มี
  • แต่งตัวให้เนี้ยบ ให้รู้สึกดีและมั่นใจ
  • เขียนหนังสือให้ถูกหลักไวยากรณ์ ตัวสะกด เพื่อให้การติดต่อสื่อสารของเราดูดีอยู่เสมอ

นอกจากนี้ซีอีโอควรใช้สมองไปกับเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่เรื่องงาน เช่น ไปให้คำแนะนำกับ startup รายอื่น ซึ่งจะช่วยให้เราเกิดไอเดียใหม่ๆ ไปใช้กับองค์กรตัวเองได้ด้วย

ร่างกายดี (staying healthy)

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารให้เหมาะสม ลดแอลกอฮอล์ นอนหลับให้ดีขึ้น และมีพลังไปทำเรื่องงานให้ดีขึ้น

Matt บอกว่าให้มองการออกกำลังกายเป็นการ "ลงทุน" เพื่อประสิทธิผลในการทำงานที่ดีขึ้น (investment in my own productivity)

เวลาส่วนตัว (me time)

เวลาส่วนตัวคือเวลาที่ไม่ใช้ไปกับการทำงาน หรือคิดเรื่องงาน เทคนิคมีดังนี้

  • ยกเวลาช่วงสุดสัปดาห์ให้กับ "ตัวเอง" และ "ครอบครัว" ถ้าจำเป็นต้องทำงานก็เพียงแค่ 1-2 ชม. เท่านั้น
  • มีวันหยุดยาวปีละครั้ง ครั้งละ 1-2 สัปดาห์ โดยถอดตัวเองจากโลกการทำงานอย่างสิ้นเชิง ไม่ตอบเมล ไม่รับโทรศัพท์
  • ใช้เวลาสุดสัปดาห์ 1-2 ครั้งต่อปี ไปกินเลี้ยงหรือไปเที่ยวกับเพื่อนสนิท
  • ใช้เวลาที่ต้องเดินทาง เช่น นั่งรถไฟหรือเครื่องบิน กับการอ่านหนังสือ
  • หางานอดิเรกอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวกับงาน เช่น ไปเป็นโค้ชทีมฟุตบอลของลูก ไปเรียนทำอาหาร
  • รู้จักที่จะ "หยุด" ทำงานเล็กๆ เช่น ส่งอีเมลสั้นๆ แต่หลายฉบับ จนเบียดบังเวลาพักผ่อนไป

บริหารครอบครัว

เปิดบริษัท startup ก็เหมือนมีลูกอีกคน ถ้าต้องมีครอบครัวหรือมีลูกจริงๆ จะแบ่งเวลาอย่างไร?

กันเวลาสำหรับชีวิตครอบครัว (Home Life)

หัวข้อที่แล้ว ซีอีโอต้องมี Me Time, รอบนี้ต้องมี Family Time ให้กับครอบครัวด้วย โดย Matt แนะนำ (อีกแล้ว) ให้สร้าง Home OS เฉกเช่นเดียวกับ Company OS, Personal OS มาจัดการกับเวลาของครอบครัว เช่น การกำหนดว่าทุกเย็นวันศุกร์จะต้องกินข้าวพร้อมกันทั้งครอบครัว ลงเวลาในปฏิทินล่วงหน้าให้กับงานของครอบครัว เป็นต้น

ดึงครอบครัวให้มาใกล้ชิดกับงาน (Involving Family in Work)

เราอาจแบ่งแยกชีวิตครอบครัวกับการงานด้วยกันอย่างสิ้นเชิง (เช่น ไม่พูดเรื่องงานที่บ้าน) แต่อีกสูตรหนึ่งคือดึงครอบครัวให้เข้ามาเห็นว่าเราทำงานอะไรบ้างแทน กรณีของ Matt ทำได้เพราะภรรยาก็เป็นนักธุรกิจเหมือนกัน

ตัวอย่างเช่น ลูกถามว่ากำลังทำอะไรอยู่ แทนที่จะบอกว่า "ตอบเมล" สั้นๆ ก็ควรหยุดอธิบายลูกว่ากำลังทำอะไร เพื่ออะไรเพราะอะไร, หรือถ้ามีปัญหากับที่ทำงานก็ไม่ควรปิดบังให้คนที่บ้านรับทราบ

ภรรยาของ Matt มาเขียนในบทนี้ด้วย เพื่อให้มุมมองในฐานะ "คู่ชีวิตซีอีโอ" ที่ร่วมเห็นการก่อตั้งบริษัทมาตั้งแต่แรก (หมั้นกันหลังจดทะเบียนบริษัทไม่นาน)

  • การมีคู่สมรสทำบริษัทตัวเอง ต่างไปจากคู่สมรสเป็นพนักงานหรือมีงานวิชาชีพเฉพาะมาก เพราะการเปิด startup เหมือนมีลูกอีกคน
  • ไม่ควรให้คู่สมรสต้องเลือกระหว่างบริษัทหรือครอบครัวเพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง (เพราะเลือกไม่ได้แน่ๆ) แต่ควรต้อนรับกิจการการทำงานเข้ามายังครอบครัว และเข้าใจว่างานจะเรียกร้องความสนใจจากคู่สมรสมากเป็นพิเศษในหลายโอกาส
  • ทำตัวเป็น "ผู้ปกครอง" ของ "ลูก" (ที่เป็นบริษัท) เพราะซีอีโอไม่ค่อยมีใครให้ปรึกษาเรื่องบริษัทได้อย่างเต็มที่มากนัก ดังนั้นคู่สมรสควรทำตัวเป็นที่ปรึกษาที่ดี เรียนรู้สภาพธุรกิจเพื่อให้เข้าใจบริบทได้ดีขึ้น
  • ไอเดียจากคู่สมรสบางครั้งกลับเวิร์ค เพราะเข้าใจในธุรกิจ แต่ไม่ได้อยู่ใกล้ชิดเกินไปจนมองภาพรวมของปัญหาไม่เห็น
  • จงภูมิใจในกิจการของคู่สมรส แต่ก็ต้องยอมรับว่ามันไม่ perfect ดังนั้นควรทำตัวเป็นเชียร์ลีดเดอร์หรือผู้สนับสนุนที่ดี เป็นแฟนคลับ No.1 ของซีอีโอ

บริหารการเดินทาง

ซีอีโอต้องเดินทางเยอะด้วยธรรมชาติของภาระงาน ถึงแม้ไม่มีออฟฟิศสาขา แต่ก็ต้องเดินทางเพื่อไปเจอลูกค้าหรือไปเซ็นสัญญา ต่อรองทางธุรกิจ ซึ่งในหลายโอกาส การเดินทางไปคุยกันต่อหน้าย่อมง่ายกว่าการติดต่อผ่านช่องทางการสื่อสารอื่น (ถึงแม้จะเดินทาง 10 ชม. ไปนั่งคุย 5 นาที แต่ถ้าดีลกันได้ก็คุ้ม)

แต่เนื่องจากเวลาของซีอีโอมีน้อย ก็ควรใช้ไปกับการเดินทางให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์สูงสุด เทคนิคได้แก่

  1. ใช้โอกาสที่ต้องเดินทางไกลทำงานที่ต้องใช้สมาธิสูงๆ เช่น เขียนรายงานหรือทำสไลด์ เพราะเวลางานปกติมักถูกรบกวนจนไม่ค่อยมีสมาธิมาทำงานยาวๆ แต่เราสามารถใช้เวลาระหว่างการเดินทาง (เช่น บนเครื่องบิน) มาทำอะไรพวกนี้ได้โดยไม่มีคนรบกวน
  2. ใช้เวลาเดินทางสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนร่วมงาน (ที่ไปด้วยกัน) เหมือนเป็นการประชุมอัพเดตสถานะงาน แต่ไม่มีตารางเวลามาบีบว่าต้องคุยให้จบภายใน 10-15 นาที บรรยากาศจึงผ่อนคลายกว่า
  3. ใช้เวลากับตัวเอง เช่น ดูหนังบนเครื่องบิน หรืออ่านหนังสือที่อยากอ่าน
  4. เวลาผ่อนคลายที่ไม่มีใครรบกวน เวลาเราไปเมืองนอก คนที่ทำงานจะทราบและพยายามไม่ติดต่อรบกวนเรา (รวมถึงเรื่องความต่างเวลา) ทำให้เรามีเวลาผ่อนคลายไม่ต้องยุ่งกับใคร ใกล้เคียงกับการพักร้อนยาวๆ มากขึ้น (ถึงแม้จะไม่ได้ผลเท่าพักร้อนยาวๆ ก็ตาม)

รักษาวินัยระหว่างการเดินทาง

  • นอนให้พอ รักษาร่างกายให้อบอุ่น ออกกำลังกายเพื่อลด jet lag, เลือกโรงแรมที่มีฟิตเนส หรือฝึกท่าการออกกำลังกายที่ทำได้ในห้องพัก
  • ใช้โอกาสที่ต้องเดินทางไกลๆ ให้เต็มที่ ใช้เวลาทำงานยาวๆ โดยไม่มีใครรบกวน กินอาหารดีๆ นอนให้พอ ออกกำลังกายให้เหมาะสม มองว่าเป็นโอกาสแทนที่จะเป็นภาระ
  • สร้างความสุขให้ตัวเอง (แล้วแต่คน) เช่น ออกไปกินอาหารในร้านแปลกๆ ใหม่ๆ หรือ เดินท่องเที่ยวในเมืองเพื่อดูชีวิตคนท้องถิ่น

ทบทวนตัวเองในฐานะซีอีโอ

บทสุดท้ายของหนังสือ ว่าด้วยการทบทวนตัวเองที่ควรจะทำเป็นประจำทุกปีว่าเรายังควรทำงานเป็นซีอีโออยู่ไหม

Matt ใช้วิธีตั้งคำถามให้ตัวเองตอบ 4 ข้อ

  1. ยังสนุกกับการทำงานไหม
  2. ได้เรียนรู้และเติบโตในฐานะมืออาชีพไหม
  3. ทำงานแล้วได้ผลตอบแทนเป็นตัวเงินคุ้มค่าไหม (ทั้งระยะสั้นและยาว)
  4. งานที่ทำมีผลกระทบต่อโลกหรือเปล่า

ถ้าคำตอบเป็น yes อย่างต่ำ 2-3 ข้อขึ้นไป แปลว่าชีวิตยังโอเคอยู่ แต่ถ้าเป็น no ก็ควรมาหาสาเหตุว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

ถ้าต้องขายกิจการ?

เคล็ดลับ 5 ข้อสำหรับการขายกิจการ

  • หาตัวเลือกในการขายกิจการหลายๆ ที่ เพื่อให้ได้ราคาสูงสุด
  • หาบ้านใหม่ที่เหมาะสมกับกิจการของเรา อาจขัดแย้งกับเรื่องราคาสูงสุดตามข้อแรก
  • สร้างความสมดุลในการสื่อสาร อย่าพูดมากเกินไปจนคนคาดหวัง (และอาจผิดหวัง) แต่ก็อย่าเงียบเกินไปจนคนหวั่นไหว ไม่เชื่อใจ
  • ทำงานไปเต็มที่ตามปกติ จนกว่าจะเซ็นสัญญา เพราะข้อตกลงอาจล่มได้เสมอ
  • ถ้าขายกิจการได้แล้ว ภาระของเราในฐานะซีอีโอก็จบลง เรามีเจ้านายแล้ว มีสภาพแวดล้อมใหม่ ก็ควรปรับโหมดเป็นการปรับตัวเพื่อเปลี่ยนถ่ายแทนการเป็นซีอีโอในโหมดปกติ