Escape Bangkok

บล็อกพยายามมองโลกในแง่ดีครับ ปัญหาเรื่องประเทศไทยรวมศูนย์อยู่ที่กรุงเทพ เป็นสิ่งที่พูดกันมาเยอะแล้ว (หัวโตตัวลีบ - [ดูแผนภาพประกอบจาก whereisthailand.info](http://whereisthailand.info/wp-content/uploads/2012/07/regional-comparison.jpg)) ส่วนแนวทางเรื่องการกระจายอำนาจ แม้จะพูดกันมาเยอะแต่ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริงด้วยเหตุผลหลายๆ อย่าง (ทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และรัฐศาสตร์) อธิบายง่ายๆ คือ "พลังทางนโยบาย" ในการกระจายอำนาจ ยังไม่สามารถต่อกรกับ "พลังถ่วง" ซึ่งเกิดจากโมเมนตัมหรือความเฉื่อยสะสมของการรวมศูนย์ได้ (ผมมองในแง่ collective ทางประวัติศาสตร์เลยนะครับ ไม่ใช่ความพยายามของมือมืดสักคนตามแนว conspiracy ที่ชอบๆ กัน) แต่ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจในรอบหลายปีมานี้ก็คือ กรุงเทพกำลังถูกโจมตี (Attack of Bangkok!) อย่างต่อเนื่องเกือบทุกปี มาตั้งแต่ปี 49 - 2549 รัฐประหาร - ผลกระทบในทางการเมืองแรง แต่ในทางความเป็นอยู่ไม่แรง - 2551 การประท้วงของพันธมิตร (กรณีน้องโบว์) - ผลกระทบในทางการเมืองแรง ล้มรัฐบาลสมัครได้ แต่ในทางความเป็นอยู่ไม่แรง - 2552 การประท้วงของคนเสื้อแดงที่ดินแดง - ผลกระทบทางการเมืองไม่แรง แต่ส่งผลต่อความเป็นอยู่ของคนแถบดินแดง (พื้นที่ค่อนข้างจำกัด) - 2553 การประท้วงของคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์ - ผลกระทบทางการเมืองแรง ส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของกรุงเทพชั้นในมาก (คนอยู่กลางเมืองต้องอพยพออก) - 2554 น้ำท่วมใหญ่ - การเมืองแทบไม่กระทบ แต่ความเป็นอยู่ของกรุงเทพกระทบรุนแรงมาก - 2556/2557 การประท้วงของ กปปส. - ผลกระทบทางการเมืองยังฟันธงได้ยากเพราะยังไม่จบ แต่การตั้งเวทีปิด 7 จุดกรุงเทพ หรือเวทีที่ศูนย์ราชการ กระทบกับสภาพความเป็นอยู่ของคนมาก (น้อยกว่าปี 54 แต่วัดในแง่พื้นที่แล้วเยอะกว่าปี 53 แน่นอน) ส่วนตัวผมเองที่ถือว่าอาศัยอยู่ในกรุงเทพ "เกือบชั้นใน" ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ปี 53/54 จนต้องย้ายออก และมีความลำบาก "อยู่บ้าง" จากเหตุการณ์ปี 56/57 (ซึ่งก็น่าจะเป็นตัวแทนของสภาพการณ์ที่คนกลุ่มหนึ่งต้องเจอแบบเดียวกันได้ในระดับหนึ่ง) ถ้าตัดเรื่องการเมืองออกไป แล้วดูในแง่การพัฒนาเมืองเพียงอย่างเดียว เราสามารถมองว่ามันเป็น shock therapy ของสภาวะ "หัวโตตัวลีบ" ได้หรือไม่? เท่าที่มีข่าวออกมาคือภาคธุรกิจขนาดใหญ่เริ่มมองหา "ทางเลือก" ของการออกจากกรุงเทพ (และ/หรือ) ประเทศไทยบ้างแล้ว (ขึ้นกับขนาดและสภาพขององค์กร) เท่าที่นึกออกคงแยกได้เป็น - องค์กรต่างชาติขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนในไทย (เช่น โตโยต้า) อาจมองเรื่องการลดการลงทุนในไทย (ในภาพรวม) ไปเลย - องค์กรธุรกิจขนาดเล็ก (SME) การมีตัวตนอยู่ในกรุงเทพชั้นใน อาจสร้างต้นทุนความเสี่ยงทางธุรกิจ (ในแง่ความปลอดภัย การเดินทาง สภาพจิตใจพนักงาน ความไม่ต่อเนื่องของธุรกิจ ประกันภัย ฯลฯ) จนเริ่มไม่คุ้มค่าที่จะมีตัวตนอยู่ในกรุงเทพแล้ว สำหรับกรณีหลัง ถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้าน ถ้าบวกกับปัจจัยด้านการทำงานระยะไกลที่เทคโนโลยีพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ก็เกิดคำถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่หน่วยงานเหล่านี้จะย้ายฐานออกจากกรุงเทพ (อาจย้ายบางส่วน เช่น หน่วยพัฒนาซอฟต์แวร์ โรงงานผลิต call center ฯลฯ) โดยอาจยังรักษาหน้าร้านหรือสำนักงานเฉพาะส่วนของการติดต่อทางเอกสาร-ลูกค้าไว้เท่านั้น คำถามต่อมาคือ ย้ายออกจากกรุงเทพแล้วไปไหน? คำตอบคงชัดเจนว่าเป็นหัวเมืองใหญ่ทั่วเมืองไทย ที่สามารถตอบโจทย์ในเชิง facility พื้นฐาน และ human resource (เพื่อตอบโจทย์ด้านแรงงานที่จะมาป้อนให้ธุรกิจได้) ซึ่งก็น่าจะต้องพึ่งพิงมหาวิทยาลัยเป็นหลัก (และในความเป็นจริงแล้ว หัวเมืองใหญ่ทั่วเมืองไทยก็น่าจะมีมหาวิทยาลัยกันหมดแล้ว) เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อีกเหมือนกัน เราเห็นหน่วยงานธุรกิจแบบ blue collar (ที่ไม่ต้องพึ่งพิงโรงงานขนาดใหญ่ที่อยู่นอกกรุงเทพแต่แรกอยู่แล้ว) จำนวนมากย้ายออกหรือเลือกจะตั้งฐานในหัวเมืองใหญ่ (เชียงใหม่เป็นกรณีศึกษาที่โดดเด่น) กันมาพอสมควรแล้ว แต่กรณีเหล่านั้นน่าจะมาจากการขยับตัวของผู้ประกอบการภาคเอกชนเป็นหลัก ถ้าเราสามารถฉวยวิกฤตกรุงเทพชุดนี้ให้เป็น "โอกาสสำหรับหัวเมือง" โดยวางแผนการย้ายออกอย่างเป็นระบบ จะต้องทำอย่างไร? ต้องเตรียมอะไรกันบ้าง รถไฟความเร็วสูงอาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่ช่วยยกระดับด้านการคมนาคม, สนามบินและสายการบินโลว์คอสต์ก็คงใช่, อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง, จำนวนบ้านและที่อยู่อาศัย (housing) ที่เหลืออาจต้องมีการรวม cluster สำหรับธุรกิจรูปแบบเดียวกันเพื่อสร้าง ecosystem ให้เกิดขึ้นให้ได้ คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ (และผมเองก็ยังไม่ตกผลึกมากนัก) แต่ผมคิดว่าเป็นคำถามสำคัญที่ "ควรถาม" ในฐานะนโยบายด้านการพัฒนาเมืองและการกระจายอำนาจต่อไป __หมายเหตุ:__ ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่อง "เมือง" แต่ประเด็นด้านการปิดกรุงเทพกับผลกระทบต่อ "เมือง" แนะนำให้อ่านบทความ [ทำไมกรุงเทพฯไม่แพ้สุเทพฯ](http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1390312336&grpid&catid=02&subcatid=0207) ของ อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ ที่จบด้านการพัฒนาเมืองมาโดยตรง (เผอิญรู้จักกันเป็นส่วนตัว) โดยบทความนี้ได้อ้างทฤษฎีด้านการพัฒนาเมืองหลายประการ และเสนอว่า การปิดกรุงเทพฯไม่ได้ทำให้ "เมืองล้มเหลว" (failed city)
Keyword