Dual Power

พยายามอ่านบทวิเคราะห์การเมืองในช่วงๆ นี้ และพบว่าท่ามกลางบทวิเคราะห์มากมายสารพัดค่าย งานชิ้นที่อธิบายสถานการณ์ได้ตรงกับสภาพความเป็นจริงที่สุด (ในความเห็นข้าพเจ้า) คือสเตตัสของ อ.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ช่วงวันที่ 9-10 ม.ค. ที่ผ่านมา

ประเด็นสำคัญของ อ.สมศักดิ์ เจียมฯ

  1. อ.สมศักดิ์ ใช้ทฤษฎีเรื่อง Hegemony หรือ "อำนาจนำ" ของกรัมชี่ (ระบบการสถาปนา "คุณค่า" อะไรสักอย่างที่คนยึดถือ) มาอธิบายปรากฏการณ์ทางการเมืองครั้งนี้
  2. ความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน เป็นการต่อสู้กันของ "ระบบคุณค่า" สองระบบ คือ ฝ่ายอนุรักษ์นิยมที่ถือคุณค่าแบบดั้งเดิม-ขนบธรรมเนียมเดิม กับฝ่ายขั้วอำนาจใหม่ที่ถือคุณค่าเลือกการเลือกตั้งตามโลกาภิวัฒน์ ซึ่งแทบไม่เหลือ "คุณค่า" ที่ทั้งสองฝ่ายยึดถือร่วมกันแล้ว
  3. ขั้วอำนาจทั้งสองฝ่ายมีอำนาจพอๆ กัน และไม่สามารถเอาชนะกันได้เด็ดขาด ใครที่จัดตั้งรัฐบาลได้ก็ไม่สามารถบริหารงานได้ตามปกติอย่างที่ควรจะเป็น
  4. เป็นไปได้สูงว่า ขั้วอำนาจทั้งสองฝ่ายจะสถาปนาอำนาจรัฐเฉพาะในส่วนที่ตัวเองคุมได้ และเกิดสภาวะ "รัฐบาลคู่" หรือ "อำนาจรัฐคู่" (Dual Power) (เช่น สภาประชาชนถูกตั้งขึ้นมาโดยที่สภาผู้แทนฯ ก็ยังไม่ล่มสลายไป อีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามอำนาจของฝ่ายตรงข้าม)
  5. ในอดีตเราอาจเอาชนะกันด้วยอาวุธ (ตามแนวสงครามกลางเมืองในหลายๆ ประเทศ) แต่ในยุคปัจจุบัน การที่ฝ่ายใดจะสามารถเอาชนะกันได้แบบเด็ดขาด ต้องใช้วิธีชนะทางการเมือง (ในที่นี้หมายถึง "ชนะใจประชาชนหมู่มาก" ไม่ใช่ "ชนะการเลือกตั้ง") เท่านั้น

ส่วนจะเอาชนะกันทางการเมืองได้อย่างไร คงไป discuss กันต่อในบล็อกถัดๆ ไปครับ

เพื่อความอยู่ยงของข้อมูล ก็ขอคัดลอกสเตสัสมาไว้ในบล็อกครับ

ชิ้นแรก: Hegemony

Hegemony หรือ "อำนาจนำ ทางวัฒนธรรม และทางระบบคิดเชิงคุณค่า"

(กระทู้นี้มีลักษณะวิชาการหรือทฤษฎีอยู่บ้าง ขออภัยสำหรับท่านที่ไม่คุ้นเคย)

The rule of one class or group over the rest of society does not depend on material power alone; in modern times, at least, the dominant class must establish its own moral, political and cultural values as conventional norms of practical behavior.

การปกครองของชนชั้นหรือกลุ่มการเมืองใด ต่อสังคมที่เหลือทั้งหมด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอำนาจทางวัตถุเท่านั้น แต่อย่างน้อยในยุคสมัยใหม่ ชนชั้นหรือกลุ่มปกครองจะต้องสามารถสถาปนาคุณค่าเชิงศีลธรรม เชิงการเมืองและวัฒนธรรมของตน ให้กลายเป็นแบบแผนพฤฒิกรรมในการปฏิบัติของทั้งสังคมได้ด้วย

.............

ข้างต้นนี้คือคำอธิบายไอเดียที่เป็น "แก่น" ของข้อเสนอเรื่อง Hegemony (หรือ "อำนาจนำ" ตามคำแปลของเกษียร) ของ อันโตนิโอ กรัมชี่ นักคิดมาร์กซิสต์ชาวอิตาเลียนที่ลือชื่อ (ผมเอามาจากหนังสือ Gramsci's Political Thought)

ถ้าจะอธิบายขยายความขึ้นอีกหน่อย คือ

การที่ชนชั้นหรือกลุ่มการเมืองใด จะสามารถเป็นผู้ปกครองของทั้งสังคมได้ จะต้องสามารถสถาปนา "ระบบคุณค่า" ของตน ให้กลายเป็นที่ยอมรับ กลายเป็นแบบแผนปฏิบัติปกติของทั้งสังคม ... ในกรณีประเทศตะวันตก ชนชั้นนายทุนได้ประสบความสำเร็จในการสถาปนา ไอเดียเรื่อง "สิทธิ" "เสรีภาพ" "ความเสมอภาค" ของปัจเจกบุคคล ที่เป็นระบบคิดเชิงคุณค่าของชนชั้นนายทุน ให้กลายเป็นไอเดียหรือวัฒนธรรมที่เป็น "ของทั้งสังคม" ได้

นักการเมืองชนชั้นกระฎุมพีไทย มีปัญหามาโดยตลอด ในการสร้างหรือสถาปนา วัฒนธรรม หรือระบบคุณค่า ที่เป็นของตัวเอง ที่จะเข้าแทนที่อุดมการณ์ หรือระบบคุณค่า แบบ "ศักดินา" หรือ กษัตริย์นิยม แบบเดิม ... ครั้งสุดท้าย (และครั้งแรก) ที่มีความพยายาม คือ กรณี จอมพล ป. ในทศวรรษ 2480 ที่พยายามสร้างอุดมการณ์แบบ "ชาตินิยม-รัฐนิยม" ขึ้นมา .. แต่ก็ล้มเหลวไปพร้อมกับความล้มเหลวของสงครามเอเชียบูรพา

อันที่จริง กล่าวได้ว่า - ยกเว้นกรณีที่เพิ่งกล่าวถึง (ชาตินิยม-รัฐนิยม ของจอมพล) ชนชั้นกระฎุมพีไทย ไม่เคยมีระบบคุณค่า หรือวัฒนธรรม ของตัวเอง โดยแท้จริงด้วยซ้ำ แต่มีลักษณะ "ยืม" หรือ อาศัย อุดมการณ์แบบเดิม ของเจ้า มาใช้ในการปกครองทั้งสังคมโดยตลอด .. เรียกว่า มีแต่ borrowed ideology (ระบบคิดที่ "ยืม" มา)

ชิ้นที่สอง Dual Power

Dual Power - อำนาจรัฐคู่

ผมมานึกๆดู เกรงว่า ประเทศไทย ได้มาถึงจุดที่

ไม่ว่าใคร ขั้วไหน ก็ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาล ปกครองประเทศไปอย่างปกติได้ ไม่ว่าจะขึ้นเป็นรัฐบาลด้วยวิธีอย่างไร

เราอยู่ในภาวะที่

- แบ่งเป็นสองขั้วอำนาจการเมืองชัดเจน (extreme political polarization)

- โดยที่ไม่มีจุด "กลาง" (ตั้งแต่กลไก เช่น วิธีขึ้นสู่อำนาจ ไปถึงศาล ไปถึง ไอเดีย การมองเชิงคุณค่าทางการเมือง) ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับร่วมกันโดยแท้จริง

โดยที่แต่ละฝ่ายมีกำลังยึดครองที่มั่นหรือจุดแข็งของแต่ละฝ่ายแยกกันโดยชัดเจน ในลักษณะที่ก้ำกึ่ง พอๆกัน เช่น ฝ่ายนี้กุมเลือกตั้ง อีกฝ่ายกุมพวกองค์กรอิสระ ฯลฯ

มีภาวะคล้ายๆกับรัสเซียสมัยช่วงระหว่างปฏิวัติเดือนกุมภา กับ เดือนตุลา 1917 ที่เรียกว่า Dual Power หรือ "ทวิอำนาจ" "อำนาจคู่" คือ เหมือนมีรัฐบาล หรืออำนาจรัฐ 2 ขั้วพร้อมๆกัน (ไม่ใช่แค่ ฝ่ายหนึ่งเป็นรัฐบาล ฝ่ายหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน)*

ใครขึ้นจัดตั้งรัฐบาล ก็ไม่สามารถบริหารประเทศอย่างปกติ ตัวอย่างล่าสุด คือการที่ ฝ่าย "ศาล" (ที่ขั้วอำนาจหนึ่งยึดกุม) เข้ามาขัดขวางในระดับนโยบายบริหารประเทศเลย (รถไฟ ข้าว น้ำ ฯลฯ)

สมมุติว่า วิกฤตินี้ ลงเอยที่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ (ซึ่งโดยส่วนตัว ผมคิดว่า เป็นไปได้สูง) รัฐบาลที่อีกขั้วอำนาจจัดตั้งขึ้นใหม่ ก็ไม่มีทางปกครองปกติได้ (จะเจอกับคล้ายปี 52-53 แน่ๆ) ถ้าไม่มีการเปลี่ยน ฝ่ายนี้ "รอด" ได้ somehow ซึ่งตอนนี้ยังนึกไม่ออก - เลือกตั้งได้ ผมก็นึกไม่ออกว่า จะจัดตั้งรัฐบาลปกครองโดยปกติ โดยไม่มีพรรคฝ่ายค้านใหญ่ที่สุด ทีมีฐานเสียงเป็นสิบล้าน ในสภาได้เลย ได้ยังไง และผมไม่คิดว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ใหม่ ต่อให้มี จะปกครองโดยปกติได้อย่างไร แค่ในแง่โครงการต่างๆ ก็ยากจะทำได้อีกแล้ว

ถ้าเราดูในแง่ "ตัวเลข" จะยิ่งเห็นชัดถึงภาวะที่ว่านี้

7 ปีที่ผ่านมา มีนายกฯถึง 4-5 คน ถ้าคิดแบบเฉลี่ยล้วนๆ คนนึง ก็อยู่ในอำนาจแค่ปีกว่า

มองให้ละเอียดลงไป อภิสิทธิ์ กับ ยิ่งลักษณ์ อยู่คนละประมาณ 2 ปีครึ่ง สมัคร-สมชาย (ถ้านับรวมกัน) กับ สุรยุทธ อยู่กันคนละ 1 ปี

และจะเห็นได้ว่า ในระหว่างนั้น ไม่ว่าฝ่ายไหน จัดตั้งรัฐบาล ก็แทบไม่มีช่วงของการปกครองโดยปกติเลย (สมชาย เป็นตัวอย่างชนิดสุดขั้วเลย คือ ไม่เคยเข้าทำงานในทำเนียบได้เลยด้วยซ้ำ)

(แน่นอน ภาวะที่กำลังกล่าวถึงนี้ ที่ไม่ว่า เพื่อไทย หรือ ปชป จัดตั้ง รัฐบาล ก็ไม่สามารถปกครองโดยปกติได้ .. ง่ายที่จะถูกใช้เป็นข้ออ้าง โดย วัง-ทหาร ในการจัดตั้งรัฐบาล ที่อ้างว่า ไม่อยู่ในทั้ง 2 ขั้ว - สุเทพ และ กปปส ก็กำลังอ้างว่า กำลังผลักดันให้เกิดขึ้น - แต่ถ้ามีรัฐบาลทีว่าจริงๆ ในความเป็นจริง ก็จะเป็นเพียง อีกปีกหนึ่งของขั้วอำนาจเดียวกับ ปชป เท่านั้น และก็จะเหมือนกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ คือ จะไม่สามารถปกครองได้เช่นกัน)

.................

* คำว่า Dual Power ที่ใช้ในรัสเซีย ระหว่าง กุมภา-ตุลา 1917 เพื่อบรรยายถึงการที่มีทั้ง "รัฐบาลชั่วคราว" ที่ขึ้นมาเป็น "รัฐบาลทางการ" ต่อจากรัฐบาลพระเจ้าซาร์ กับ มีทั้ง "สภาโซเวียต" ที่ก่อตั้งขึ้นมากันเองในหมู่มวลชนกรรมกร ทหาร ชาวนา - โดยที่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่างมีลักษณะเหมือนมีอำนาจรัฐทั้งคู่ เช่น ระดับมวลชน กรรมกร ไม่ฟังคำสั่งของรัฐบาลชั่วคราว ฟังคำสั่งเฉพาะของสภาโซเวียต ในกองทัพ ผู้นำทัพก็ไม่สามารถบัญชาทหาร โดยไม่ได้รับความยินยอมจากสภาโซเวียตทหาร

ต้นคำในภาษารัสเซีย คือ dvoevlastie ซึ่งไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษที่ตรงจริงๆ คำว่า vlast หมายถึง sovereignty (อธิปไตย) หรือหมายถึง "อำนาจ" ก็ได้ และเป็นคำที่ใช้แทนคำว่า government (รัฐบาล) หรือ authorities (ราชการ) ก็ได้

ชิ้นที่สาม: การเอาชนะกันทางการเมือง

ความจริง มันมี "นัยยะ" อย่างหนึ่ง จากกระทู้ 2 อันข้างล่าง เรื่อง hegemony กับ dual power (กรุณาอ่าน 2 อันนั้นประกอบ) - สำหรับฝั่ง ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง (หรือแม้แต่คนที่ดีเฟนด์การเลือกตั้งที่ไม่ใช่เชียร์ทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง)

นัยยะที่วานี้ (ซึ่งเป็นประเด็นที่ผมคิดหนักมาสักระยะหนึ่ง) คือ

ถ้าฝ่ายทักษิณ-เพื่อไทย จะสามารถเป็นรัฐบาลปกครองได้โดยปกติจริงๆ (ปกครอง "ต่อทั้งสังคม" - rule over the rest of society)

จะต้องสามารถ "เอาชนะ" ไม่ใช่ในทาง "วัตถุ" (โครงการพัฒนาต่างๆ) หรือ ไม่ใช่ในทาง "รูปแบบทางการ" (formality) ของการได้มาซึ่งอำนาจ ("เลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่") หรือกระทั่ง แก้ รธน. ล้มองค์กรที่เป็นของอีกฝ่าย

แต่ต้อง "เอาชนะใจ" หรือ สามารถสถาปนาการยอมรับร่วมกัน ในแง่ค่านิยม-อุดมการณ์ และสิ่งที่เป็นแบบแผนการปฏิบัติทั่วไป (conventional norms of practical behavior)

ประเด็นสำคัญคือ คนในระดับ "ฐานมวลชน" ของอีกฝ่ายนั่นแหละ (ชนชั้นกลางในเมือง รวมถึงคนที่ฝั่งนี้ชอบเรียกว่า "สลิ่ม")

และ "กุญแจ" สำคัญอันหนึ่งของกระบวนการนี้คือ (ถ้าใช้คำที่กำลังนิยมในขณะนี้) - การ "ปฏิรูป" หรือเปลี่ยนแปลง ลักษณะ "การใช้อำนาจ" ของฝั่งทักษิณ-เพื่อไทย-เสื้อแดง เอง (ไม่ว่าจะด้วยตัวเอง หรือถูกทำให้เปลี่ยน)

ผมคิดว่า มี "แก่น" บางอย่าง ของความกังวลใจ (anxiety) ของชนชั้นกลางในเมือง ที่เป็นความรู้สึก ที่หนุน หรือ อยาก ให้มี "ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง" (ผมกำลังพูดถึงระดับ "ความรู้สึก" คือ หมายถึง มันอาจจะเรียบเรียงออกมาเป็นคำได้ไม่ชัดเจนในหมู่พวกเขา แต่เป็นความรู้สึกลึกๆ)

คือ เรื่องว่า "เลือกตั้งยังไง ทักษิณก็ชนะ" และ (ที่ต่อเนื่องกัน) "ไม่มีกลไกในการถ่วงดุลย์การใช้อำนาจเสียงข้างมาก ที่ชนะเลือกตั้ง ได้จริงๆ"

anxiety หรือ ความรู้สึกกังวลใจ 2 เรื่องนี้ (ผมเคยเขียนมาก่อน) "มีประเด็น" หรือ "มีน้ำหนัก" อยู่

การที่พรรคใด "ผูกขาดชนะเลือกตั้ง" เป็นอะไรที่ไม่ healthy ต่อประชาธิปไตย แต่คำอธิบาย มันไมใช่อย่างที่ กปปส หรือ ผู้สนับสนุน เข้าใจ ("ซื้อเสียง") - และปัญหาก็กว้างกว่า ที่อีสาน เช่น กรณีชัดๆ ที่ภาคใต้ การที่ ปชป "ผูกขาดชนะเลือกตั้ง" ก็เป็นอะไรที่ไม่ healthy เช่นกัน - เหมือนกับการที่มีแนวโน้มว่า ทักษิณจะ "ผูกขาดชนะเลือกตั้ง" ที่อีสาน (ประเด็นที่ทำให้ฝ่ายนั้นไม่พอใจคือ การ "ผูกขาดชนะเลือกตั้ง" ที่ใต้ ของพวกเขา ได้ "จำนวน" มาไม่มากเท่า "การผูกขาดชนะเลือกตั้ง" ของอีกฝ่ายทึ่อีสาน)

และปัญหานี้ ทำให้มีลักษณะหนักหนาขึ้นไปอีก ในกรณีประเทศไทย ที่ใช้ระบบสภา "แบบอังกฤษ" ที่ไม่มีการถ่วงดุลย์แท้จริง เรื่องนี้ ยิ่งลักษณ์ หรือ เพื่อไทย พูดผิดมากๆ เสมอ เรื่อง "รัฐสภา กับรัฐบาลแยกจากกัน" ความจริง ผมเห็นว่า เป็นการพูดที่แย่ที่สุดอันหนึ่งของยิ่งลักษณ์ในทางการเมือง เพราะมันผิด ในแง่การอธิบาย หรือความเข้าใจระบบที่เราใช้อยู่ - สภาแบบนี้ มีปัญหาจริงๆ ในแง่ที่ว่า รัฐบาลมาจากเสียงข้างมากในสภา ดังนั้น ไมมีทางที่สภา จะสามารถ "เช็ค แอนด์ บาล้านซ์" รัฐบาลได้จริงๆ กรณีบางประเทศ เช่น ออสเตรเลีย หรืออังกฤษ พอจะมี "สภาสูง" ทำหน้าที่ได้นิดหน่อย แต่กรณีไทย ความจริงคือ ฝ่ายทักษิณ-เพื่อไทย สามารถคุมสภาสูงได้ด้วย เพราะใช้ระบบเลือกตั้งมาแบบเดียวกัน

แน่นอน "ทางออก" ที่ว่า ถ้างั้น หา "องค์กรอิสระ" พวก ศาล ต่างๆมาทำหน้าที่ถ่วงดุลย์ ที่อีกฝ่ายกำลังใช้หรือหวังจะใช้ ก็ไม่ถูกต้องเช่นกัน เพราะ "องค์กรอิสระ" หรือ "อำนาจอิสระ" ที่จะมาคอย "เช็ค แอนด์ บาล้านซ์" เอง ไม่มีใครสามารถ "เช็ค แอนด์ บาล้านซ์" พวกเขาได้ (เพราะในที่สุด อำนาจพวกเขา "ผูก" อยู่กับอำนาจสถาบันกษัตริย์)