Diplomacy World

ได้มานั่งฟังสัมมนาท่ามกลางนักการทูตจำนวนมากจากทั่วโลกแบบงงๆ (ในภาพคือ Najib Razak นายกมาเลย์) ถือว่ามาเปิดโลกใหม่ที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน พอสรุปได้ประมาณนี้ วงการความร่วมมือระดับนานาชาติ จะแบ่งออกเป็น 3 ชนชั้นกว้างๆ ได้แก่ - __Track I__ ราชการล้วน ตัวแทนของรัฐ เช่น นายก รัฐมนตรี ข้าราชการ ฯลฯ งานจะ formal มากและมี protocol ทางการทูตมากมาย ตัวอย่างงานแบบนี้ก็พวกประชุมที่เราได้ยินชื่อกันบ่อยๆ เช่น ASEAN Summit, APEC อะไรแบบนี้ - __Track II__ กึ่งทางการ เช่น งานประชุมเชิงวิชาการที่มีนักวิชาการ หรือตัวแทนจากภาคเอกชนเข้าร่วมได้ อาจมีเชิญตัวแทนจากภาคราชการมาได้ด้วย ส่วนข้าราชการที่มาก็ถือว่ามาในนามส่วนตัว ไม่ใช่มาในฐานะตัวแทนที่สังกัดโดยตรง - __Track III__ ราชการไม่เกี่ยวเลย เช่น งานที่ฝั่ง NGO ข้ามประเทศรวมตัวกันจัด เป้าหมายก็เพื่อขนานไปกับงานที่เป็นทางการ คอยตรวจสอบหรือคานความเห็นกัน งานที่มานี้เป็น Track II คือเน้นนักวิชาการจากมหาลัยหรือ think tank มีเจ้าหน้าที่สถานทูตบ้าง ภาคเอกชนบ้าง สื่อบ้าง (ได้ยิน Asahi Shimbun ยกมือถาม) งานจะไม่ formal เท่ากับ Track I แต่ก็ถือว่า formal กว่างานสัมมนาสายอื่นๆ อยู่บ้าง เช่น ตอนยกมือถามในห้องสัมมนา ก็ต้องแสดงความชื่นชมคนพูดก่อนว่าเธอพูดดีจังเลยนะ ประมาณ 2-3 ประโยค เป้าหมายของงาน Track II หลักๆ แล้วเพื่อเป็น "เวทีอย่างไม่เป็นทางการ" ให้เจ้าหน้าที่ใน Track I ได้มาพูดคุยกันนอกรอบก่อน คือมารยาทหรือประเพณีของ Track I มัน strict มากจนการแสดงความเห็นในฐานะส่วนตัวทำได้ยาก การเจรจาในประเด็นหนักๆ จึงลำบาก ดังนั้นจึงต้องมีงาน Track II มารองรับให้เจ้าหน้าที่เหล่านี้ (รวมถึงคนอื่นๆ ในวงการ เช่น นักวิชาการ) ได้มากินข้าวคุยกัน กินกาแฟคุยกัน ยกมือถามกันในห้องสัมมนา ปีละ 3-4 ครั้งให้คุ้นหน้าคุ้นตากันสักหน่อย พอไปเจรจาจริงๆ จะได้ราบรื่นมากขึ้น แต่ว่าถึงแม้ดีกรีของ formality จะลดลง งานสไตล์นักการทูตก็จะต้องมีเชิงอยู่อีกเยอะ การพูดจาบนเวทีจะฟันธงโชะๆๆ แบบว่า "อันนี้ห่วยเราไม่ทำ" ไม่ได้ ดังนั้นประเด็นการเสวนามันจะลอยๆ หน่อย ประเภทว่า "เรารักสันติ เรายินดีร่วมมือกับทุกคน" ไปเรื่อยๆ ทุกสิบนาที เทียบกับงานสัมมนาเชิงธุรกิจแล้วมันเนือยกว่ากันมาก (อยู่วงการนี้ต้องอดทน)