ขุนโจรคู่บัลลังก์ - ไตรภาคสุยถังชุดสอง

นิยายจีนอิงประวัติศาสตร์ (ไม่มีกำลังภายใน) เรื่องเยี่ยมเมื่อปีก่อนคือ "ยุทธการล่าบัลลังก์" โดยนักเขียนใหม่นาม "จิ่วถู" สยามอินเตอร์เอามาแปลแล้ว 7 เล่มจบ

จากนั้นก็เป็นคิวของ "ขุนโจรคู่บัลลังก์" นิยายเรื่องที่สองของจิ่วถูที่เขียนต่อจาก "ยุทธการล่าบัลลังก์" และอยู่ในชุด "ไตรภาคสุยถัง" เหมือนกัน ตอนนี้ออกมาได้ 5 เล่มแล้ว (เข้าใจว่าทั้งหมด 7 เล่มเหมือนกัน) ผ่านมาเกินครึ่งเรื่องก็ได้เวลามาวิจารณ์สักหน่อย

"ไตรภาคสุยถัง" ทั้งสองเรื่องจับความประวัติศาสตร์ช่วงปลายราชวงศ์สุยต่อช่วงต้นราชวงศ์ถัง ซึ่งเป็นช่วงที่ประเทศจีนระส่ำระสาย ราชวงศ์สุยที่รวมประเทศให้เป็นหนึ่งได้กลับมีอายุเพียง 2 รัชกาล เมื่อ "สุยหยางตี้" ฮ่องเต้คนที่สองไม่สนใจดูแลกิจการภายใน แถมดันไปเปิดศึกกับเกาหลี (ที่ไม่ชนะและเสียเงินไปมากมาย) จนเหล่าขุนศึกตั้งตัวเป็นใหญ่ชิงแผ่นดินกันเอง ก่อนจะจบด้วยชัยชนะของ "หลี่เอียน" สถาปนาเป็นราชวงศ์ถังที่มีอายุยาวนานหลายร้อยปี

คนที่อ่าน "มังกรคู่สู้สิบทิศ" มาคงรู้สึกว่าคุ้นๆ อันนี้ไม่น่าแปลกใจเพราะ "ไตรภาคสุยถัง" นั้นดำเนินเรื่องในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน (เริ่มเรื่องก่อนมังกรคู่ฯ เล็กน้อย) ขุนศึกในประวัติศาสตร์จริงก็กลายมาเป็นตัวละครในเรื่องเหมือนๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น โต้วเจี้ยนเต๋อ หลิวเฮยท่า หลี่ซื่อหมิน หลี่เจี้ยนเฉิง หลี่มี่ ฉีซื่อจี ฯลฯ เพียงแต่การตีความบุคลิกหรือวิธีคิดของตัวละครอาจต่างไปจากมังกรคู่อยู่บ้าง และพื้นที่ดำเนินเรื่องส่วนใหญ่ในสุยถังอยู่ที่ภาคเหนือของจีน ในขณะที่มังกรคู่จะเน้นที่ภาคกลาง-ภาคใต้มากกว่า

"ยุทธการล่าบัลลังก์" และ "ขุนโจรคู่บัลลังก์" ไม่ใช่ภาคก่อน-ภาคต่อ แต่เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาคู่กัน เหตุการณ์เกิดขึ้นขนานกันแต่เล่าจากมุมมองตัวละครคนละฝ่าย ดังนั้นการอ่าน "ขุนโจรคู่บัลลังก์" จึงช่วยให้อรรถรสของการอ่าน "ยุทธการล่าบัลลังก์" ดีขึ้นมากตามไปด้วย เพราะเรื่อง "ยุทธการล่าบัลลังก์" ที่เคยจบสมบูรณ์ในตัวมันเองกลับแสดงให้เห็นว่าผู้เขียนตั้งใจสร้าง "ความเชื่อมโยง" ระหว่างทั้งสองเรื่องไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ความสมบูรณ์ของเรื่องจึงเพิ่มขึ้นอีกหลายระดับ

ตัวเอกของทั้งสองเรื่องมีความคล้ายคลึงกันอย่างมาก พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มที่เกิดขึ้นในครอบครัวธรรมดาๆ ค่อนไปทางยากจน ไม่ใช่ทายาทตระกูลใหญ่หรือขุนนาง แต่ด้วยห้วงเวลา "แผ่นดินเดือด" อันวุ่นวายสับสนก็ชักจูงให้พวกเขาเติบโตและขึ้นมามีบทบาทกำหนดความเป็นไปของประวัติศาสตร์ในภายหลัง

ในขณะที่ "หลี่ซี" แห่งยุทธการล่าบัลลังก์ เติบโตจากเด็กหนุ่มบ้านนอกสู่จอมทัพคู่บัลลังก์ฮ่องเต้ และเป็นเสาหลักของแผ่นดินทางภาคเหนือของจีน "เฉินหมิงเจิ้น" แห่งขุนโจรล่าบัลลังก์ กลับจับพลัดจับผลูมาเป็นขุนโจรโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่ด้วยชะตาชีวิตที่บีบคั้นทำให้เขาต้องตั้งตัวเป็นโจรต่อไปเพื่อค้ำจุนพวกพ้อง ครอบครัว และคนรอบข้างให้เอาชีวิตรอดให้จงได้

พื้นที่ปฏิบัติการของหลี่ซีกับเฉินหมิงเจิ้นนั้นอยู่ไม่ห่างจากกันมากนัก และเราก็ได้เห็นทั้งสองฝ่ายประมือกันอย่างแน่นอนในนิยายภาคสองนี้ (แม้ว่าจะไม่ได้อยากสู้กันแต่หน้าที่บังคับ) ส่วนตัวละครในเรื่องก็มีการ cross over กันอย่างมาก โดยเฉพาะกลุ่มขุนโจรที่รับเฉินหมิงเจิ้นเป็นพวก นั้นกลับเป็นตัวละครที่เคยมีสัมพันธ์กับหลี่ซีในช่วงวัยหนุ่มเป็นอย่างดี

คาแรกเตอร์ของหลี่ซีในภาคแรกอาจดูซื่อสัตย์หรือจงรักภักดีเกินไปจนแทบเอาตัวเองไม่รอด ทำให้เฉินหมิงเจิ้นที่อยู่ในที่นั่งใกล้เคียงกันกลับโดดเด่นขึ้นกว่าในแง่การเท่าทันคนและสร้างดุลย์การเมืองภายในหมู่พวกพ้อง อย่างไรก็ตามเฉินหมิงเจิ้นกลับมีฝีมือเชิงบู๊ด้อยกว่าและมีทรัพยากรน้อยกว่า ทำให้การศึกทั้งสองเรื่องมีจุดอ่อนจุดแข็งที่แตกต่างกันไป และน่าติดตามด้วยกันทั้งคู่

ข้อด้อยของจิ่วถูกคงเป็นจังหวะการดำเนินเรื่องที่อัดแน่นคมคายในช่วงแรกๆ และเริ่มเฉื่อยลงในเล่มกลางๆ ของทั้งสองภาค ประสบการณ์ของภาคแรกที่กลับมาสนุกในช่วงท้ายน่าจะเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าเราจะได้เห็นแบบเดียวกันในเล่ม 6-7 ของภาคสอง

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม จิ่วถูกลายเป็นดาวจรัสแสงแห่งวงการนิยายจีนไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยคุณภาพงานเขียนที่เต็มไปด้วยรายละเอียดสมจริง การยุทธที่ซับซ้อนหลักแลม พัฒนาการของตัวละครที่ลึกซึ้ง การเมืองและการแก่งแย่งชิงดีที่เข้มข้น ทำให้เราต้องติดตามผลงานต่อๆ ไปของเขาในอนาคตอย่างแน่นอน (กลับกันกับ "หวงอี้" ที่พัฒนาลงเรื่อยๆ ในผลงานชิ้นล่าสุด)

Keyword