Zipang 35

Zipang 35

ผมเป็นแฟนของ Kaiji Kawaguchi ผู้เขียน Silent Service มานาน คนที่อ่านงานของพี่แกเหมือนกันคงรู้ซึ้งในความสามารถอยู่แล้ว แต่ Zipang #35 มีวิธีการดำเนินเรื่องที่มีชั้นเชิงมากๆ จนต้องมาเขียนบล็อกไว้หน่อย

หลังจากปูเรื่องมานาน 30 กว่าเล่ม ในที่สุด Zipang ก็เริ่มขมวดปมเข้ามา นำ "ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์" มาเปลี่ยนเป็น "ความขัดแย้งเชิงกายภาพ" ซึ่งก็หมายถึงการสู้รบและสงคราม (ตามหลักการ์ตูนสงครามที่ดีมันย่อมต้องยิงกัน)

ทีนี้คำว่า "ความขัดแย้งเชิงอุดมการณ์" ของ Zipang นั้นแปรความหมายของ "คู่ขัดแย้ง" ในสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง (อเมริกา vs จักรวรรดิญี่ปุ่น) ให้เปลี่ยนมาเป็น "สงครามสามฝ่าย" โดยใช้การเล่าเรื่องแบบ "ตัวแทนของพลังอำนาจ" ในรูปของ "กองเรือ"

  • สหรัฐอเมริกา ผ่านกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐ (ไม่มีตัวแทนเดี่ยวเชิงสัญลักษณ์ แต่แสดงออกผ่านแสนยานุภาพของกองเรือ)
  • alternative ญี่ปุ่นแห่งอนาคต ที่แตกต่างไปจากจักรวรรดิญี่ปุ่นในอดีต ผ่าน "มิไร" (ซึ่งก็มีความหมายว่า "อนาคต" ในภาษาญี่ปุ่นอยู่แล้ว) เรือเดี่ยวลำเล็กแต่มีแสนยานุภาพสูงจากอนาคต
  • alternative จักวรรดิญี่ปุ่น ที่แตกต่างไปจากจักรวรรดิญี่ปุ่นในความเป็นจริง ผ่าน "กบฎยามาโตะ" ของคุซากะ ทาคุมิ ที่ใช้ตัวแทนสัญลักษณ์โดยยึดเรือรบ "ยามาโตะ" ซึ่งเป็นตัวแทนแสนยานุภาพของจักรวรรดิญี่ปุ่นช่วงต้นสงคราม

พูดง่ายๆ คือ คู่ขัดแย้งฝ่ายหนึ่งยังเป็นสหรัฐเช่นเดิม แต่แทนที่จะนำกองเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นมาสู้กับสหรัฐตามประวัติศาสตร์ (ซึ่งผลก็คือญี่ปุ่นแพ้) ผู้เขียนเลือกจะสร้าง "ญี่ปุ่นแบบอื่น" ขึ้นมาท้าทายกองเรือของสหรัฐแทน เพื่อท้าทายดูว่าญี่ปุ่นแบบอื่นๆ ที่ไม่ใช่จักรวรรดิญี่ปุ่นเดิม จะสามารถเอาชนะแสนยานุภาพของสหรัฐได้หรือไม่

พูดในอีกแง่ก็คือ ผู้เขียนพยายาม "แก้ปม" เรื่องความพ่ายแพ้ของญี่ปุ่นในอดีต โดยสร้าง scenario แบบอื่นๆ ขึ้นมาสนอง need ทางใจของคนญี่ปุ่นนั่นเอง (นิยายเรื่อง Red Storm Rising ของ Tom Clancy ก็สร้างขึ้นมาสนอง need ของคนอเมริกันที่อยากรบกับโซเวียต)

แต่ชั้นเชิงมันอยู่ที่ว่า ผู้เขียนกลับสร้าง "ญี่ปุ่นอื่น" ขึ้นมาถึง 2 แบบ เพื่อให้ผู้อ่านได้ทบทวนดูว่าเอาเข้าจริงแล้ว ญี่ปุ่นแบบไหนกันแน่ที่ควรจะเป็นทางที่ถูกเลือก

จะเห็นว่า "จักรวรรดิญี่ปุ่นแบบเดิม" ถูกถอดออกไปจากสงครามครั้งนี้อย่างสิ้นเชิง ผ่านการแสดงออกทางสัญลักษณ์คือ คุซากะ (ตัวแทนของจักรวรรดิใหม่ที่ยึดอำนาจในเรือ) สั่งให้ทหารเรือของจักรวรรดิทั้งหมด ถอนตัวและลงจากเรือยามาโตะไปเสีย

ชั้นเชิงอย่างต่อมาก็คือ "ญี่ปุ่นอื่น" ทั้ง 2 ฝ่ายก็กำลังต่อสู้กันเองด้วยรูปแบบการต่อสู้ที่ไม่ใช่สงครามในแบบ (conventional warfare)

  • ในฝั่งของมิไร ต่อสู้เพื่อสันติภาพและมนุษยธรรม โดยใช้ปฏิบัติการทางทหารแบบใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพและการบรรลุเป้าหมายตามภารกิจ แทนการทำลายล้างศัตรู แต่ผู้เขียนก็ยัง realistic มากพอ โดย "สั่งสอน" ให้ลูกเรือของมิไรรู้ว่าสงครามจริงย่อมต้องมีการสูญเสีย แม้ว่าจะตั้งใจดีหรือมีเทคโนโลยีดีกว่าแค่ไหนก็ตาม
  • ฝั่งของยามาโตะ ต่อสู้เพื่อยุติสงครามเพื่อรักษาจักรวรรดิไว้ ตัวปฏิบัติการทางทหารยังไม่ชัดเจน (อุบไต๋ไว้อยู่) แต่ก็มี "ไพ่ตาย" อย่างนิวเคลียร์เก็บไว้ในมือ

การต่อสู้ 3 ฝ่ายเป็นปฏิบัติการทางกายภาพที่เป็น "ตัวแทน" ของยุทธศาสตร์ใหญ่ซึ่งเกิดจากความขัดแย้งของอุดมการณ์ ในฝ่ายญี่ปุ่นทั้งสองแบบที่มีผู้บัญชาการเรือรบเป็นเสมือน "ประมุขแห่งรัฐ" อยู่แล้วจึงไม่มีปัญหาในการสั่งการ แต่ฝั่งของอเมริกาที่มีกลไกการตัดสินใจที่ซับซ้อน จึงต้องให้ประธานาธิบดี (ในที่นี้คือ รูสเวลต์ FDR) เป็นคนตัดสินใจ

ช่องทางการสื่อสารของฝั่งสหรัฐจึงถูกสร้างขึ้นในเล่ม 34 และ 35 โดยมีจุดประสงค์ให้รูสเวลต์เป็นคนตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ด้วยตัวเองโดยตรง พูดง่ายๆ คือ สงครามครั้งนี้เป็นการต่อสู้กันของคาโดะมัตสึ (มิไร) คุซากะ (ยามาโตะ) และรูสเวลต์ (อเมริกา)

เผอิญว่ามันเป็นการต่อสู้ในยุค 1940s ช่องทางการสื่อสารของประธานาธิบดีจึงเปลี่ยนจากดาวเทียมล้ำยุค มาเป็นโทรเลขที่ส่งกันไปมาเกือบครึ่งซีกโลก (ตัดสินใจด้วยข้อมูลแบบ text-based) ก็คลาสสิคไปอีกแบบ

อีกประเด็นที่น่าสนใจคือการตัดสินใจของ "รูสเวลต์" กับยุทธการครั้งนี้ ซึ่งรูสเวลต์ไม่ได้สู้เพื่อกำจัดเรือเสี้ยนหนามทั้งสองลำ แต่เป็นการต่อสู้เพื่อรักษา "อำนาจของอเมริกาหลังสงคราม"

เรือรบแค่สองลำ (แถมพังๆ อีกต่างหาก) ไม่ว่าเก่งแค่ไหนก็ไม่มีทางเอาชนะกองเรือของอเมริกาทั้งหมดได้ ดังนั้นการกำจัดเรือสองลำจึงเป็นเรื่องง่ายมาก เพียงแต่สิ่งที่เรือทั้งสองลำถือครองอยู่ กลับมีผลต่อ "อเมริกาหลังสงคราม"

  • ยามาโตะ ถือครองระเบิดนิวเคลียร์ลูกแรกของโลกในยุคนั้น
  • มิไร ถือครองเทคโนโลยีเรือรบแห่งอนาคต

ดังนั้นการตัดสินใจของรูสเวลต์ในยุทธการครั้งนี้ จึงเป็นการตัดสินใจว่าอเมริกาจะตอบสนองอย่างไรกับเทคโนโลยีเปลี่ยนโลกทั้งสองอย่าง (ซึ่งก็จะค่อยๆ พูดถึงในเล่มถัดๆ ไป)

การต่อสู้ครั้งนี้ในภาพกว้างจึงเป็น "การตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์" ที่ข้อมูลสำคัญเพียงแค่นิดเดียว อาจทำให้ผลของสงครามเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง และที่น่าสนใจคือทุกฝ่ายในการต่อสู้ครั้งนี้ ต่างก็มีข้อมูลของฝ่ายอื่นๆ ไม่เพียงพอต่อการตัดสินใจอย่างเที่ยงตรง

ใส่ดราม่าซ้อนอีกชั้น ผู้เขียนดันแต่งให้มี "นายทหารของกองเรือสหรัฐ" หนึ่งคนที่เข้าใจความเป็นไปของสงครามทั้งหมด อยู่ในกองเรือของสหรัฐด้วย แต่ดันอยู่ในสถานะที่ไม่มีใครฟังเขาพูด และล่าสุดถูกจับขังคุกทหารไปเรียบร้อยแล้ว

Zipang มี 43 เล่มจบ สู้ต่อกันไปอีกนานครับ