Mobile for the Mass

คิดเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เผอิญมาเจอบทความ [Why Google isn’t worried about Android revenue](http://gigaom.com/mobile/why-google-isnt-worried-about-androids-revenue/) วิเคราะห์ได้ค่อนข้างตรงกับที่คิด เลยเอามาเขียนบล็อกหน่อย เท่าที่ติดตามวงการมือถือมา โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าพัฒนาการของมือถือในแนวดิ่ง (vertical development) จำพวกว่าซีพียูเร็ว จอสวย การ์ดจอดี กล้องเทพ ฯลฯ ยังเป็นเรื่องที่ตัวผมเองสนใจอยู่ เพียงแต่มันไม่ได้น่าตื่นเต้นเหมือนช่วง 2-3 ปีก่อนที่มันพัฒนากันพรวดๆ อีกแล้ว ผมยังอยากได้มือถือเจ๋งๆ ฟีเจอร์เด็ดๆ ใช้เป็นเครื่องส่วนตัวอยู่ เพียงแต่ถ้าเราถามว่า ฟีเจอร์มันดีกว่านี้ขึ้นไปอีกแล้วมันจะช่วยโลกแค่ไหน คำตอบก็คงเป็นว่าไม่เยอะเท่าไรหรอก ตลาดที่น่าสนใจและน่าตื่นเต้นกว่ามากในช่วงหลังๆ คือการพัฒนามือถือในแนวขวาง (horizontal development) หรือการนำมือถือที่มีอยู่ในทุกวันนี้ กระจายไปยังกลุ่มคนให้มากขึ้น (โดยเฉพาะกลุ่มคนที่ยังไม่เคยมีสมาร์ทโฟน) ซึ่งมันจะเกิดประโยชน์อีกหลายอย่างต่อสังคมมากขึ้นมาก และหลายกรณีจะถึงขนาดพลิกแผ่นดินเลยทีเดียว อธิบายง่ายๆ อีกรอบว่าเทคโนโลยีปัจจุบันมันเพียงพอแล้วสำหรับงานส่วนใหญ่ สิ่งที่ต้องพัฒนากันต่อไปเป็นมิติอื่นๆ เช่น ทำให้เทคโนโลยีที่มีอยู่มันใช้ง่ายขึ้น หรือ ทำให้ราคาถูกลง หาซื้อเป็นเจ้าของได้ง่ายแทน มือถือเครื่องละ 25,000 เอามาเล่น Draw Something คงไม่เกิดประโยชน์อะไรมากนัก (แต่ก็ไม่เสียหายอะไรนะครับ ถ้าได้มาอย่างสุจริต) แต่ถ้ามือถือจอ 320x240 มันเกิดใช้รายงานสภาพอากาศ สอบถามราคาพืชผล ช่วยนำทางมอเตอร์ไซด์รับจ้าง ฯลฯ ได้ขึ้นมาในราคา 1900 บาท เราจะเห็นอะไรสนุกๆ และมีประโยชน์อีกเยอะมาก (ดูบทความ [มือถือเพื่อปวงชน: บทเรียนของสมาร์ทโฟนเครื่องละ 2,400 บาทในเคนยา](http://www.siamintelligence.com/mobile-phone-for-the-people/) ประกอบ) ภาพฝันพวกนี้จะเกิดขึ้นได้ ต้องมีปัจจัยเกื้อหนุนหลายอย่าง ในส่วนของ hardware cost มันคงต่ำลงเรื่อยๆ ตามสภาพการแข่งขันในตลาดอยู่แล้ว ส่วนของซอฟต์แวร์มาถึงตอนนี้คงชัดเจนว่าเป็น Android ด้วยเหตุผลเรื่อง __ความแพร่หลาย:ราคา:ความสามารถในการปรับแต่งอย่างเสรี__ ที่ดีกว่าคู่แข่งอื่นๆ ในตลาด (iOS นี่รัฐบาลสหรัฐมาขอให้แก้ยังไม่ทำให้เลยนะครับ) ถึงแม้มันจะยังมีปัญหาอีกหลายอย่างที่ต้องแก้อีกมากก็ตามที (ระบบอื่นที่ดีกว่าในบางแง่เช่น MeeGo ก็มี แต่โดยภาพรวมแล้วก็ยังไม่เห็นอะไรที่มาเป็นตัวแทนได้ ถึงแม้มันควรจะมีก็ตาม) ดังนั้นก็ไม่น่าแปลกอะไรที่แท็บเล็ต ป.1 ของไทยจะใช้ Android และในที่สุดมันคงลามไปถึงโครงการลักษณะเดียวกันของประเทศอื่นๆ ด้วย ก้าวต่อไปที่ต้องหันมามองดูกันให้ชัดๆ คือ "แอพพลิเคชัน" หรือ "การนำไปใช้" ว่าเราจะสามารถดัดแปลงมันให้มีประโยชน์ต่อชีวิตประจำวันได้อย่างไร (และต้องคำนึงถึงคนที่ไม่มีโอกาสเข้าถึงเทคโนโลยีพวกนี้เป็นหลักด้วย) ฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์พร้อมแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นกับหัวคิดและฝีมือเป็นหลัก ที่พอนึกได้แบบเร็วๆ (มันต้องมีอันที่ดีกว่านี้แน่ๆ) เช่น - แอพแปลภาษาแบบง่ายๆ ที่มีเฉพาะบทสนทนาพื้นฐานสัก 20-30 ชุด เอาไว้ให้พ่อค้าแม่ค้าไทยขายของให้นักท่องเที่ยว (มีทุกภาษา) - แอพนำทางสำหรับมอเตอร์ไซด์รับจ้าง เมสเซนเจอร์ หรือแท็กซี่ - แอพสอนภาษา สอนการดูแลสุขภาพ สอนกฎหมายแรงงานเบื้องต้น ฯลฯ ให้หนุ่ม-สาวโรงงานไปนั่งอ่านตอนนั่งรถบัสไปทำงาน ถ้าเราทำแอพพลิเคชัน (ในที่นี้ไม่ได้จำกัดแค่ mobile app) พวกนี้ได้สำเร็จ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยน่าจะไปได้ไกลอีกมาก (ช่วยเบนเข็มเข้าสู่knowledge-based economy ในราคาที่ถูกมาก) ขณะเดียวกันโอกาสทางธุรกิจของคนทำแอพพลิเคชันก็จะเพิ่มขึ้น เพราะตลาดขยายขึ้นมาก โมเดลการหารายได้จะกลายเป็น micropayment แต่ด้วยจำนวนที่มากขึ้นมากแทน ซึ่งตรงนี้การขับเคลื่อนด้วยภาคเอกชน การสร้าง ecosystem ทางธุรกิจก็น่าจะไปได้ (ผมเชื่อในตลาดเสรีที่ภาคเอกชนเป็นคนขับเคลื่อนว่ามันจะยั่งยืนกว่ารัฐลงมาทำเอง) นักพัฒนาไทยควรคิดถึงเรื่องนี้ และนักวางแผน-นโยบายของไทยก็ควรจะคิดเรื่องนี้มากๆ เช่นกัน บทความเนื้อหาคล้ายๆ กันในไทยรัฐ [แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา รัฐต้องชัดเจนเรื่องแอพ-คอนเทนต์](http://www.thairath.co.th/content/tech/248911)
Submitted byTruston Mon, 04/02/2012 - 23:37

ปริมาณการใช้ data ก็น่ามากขึ้นตามกัน ถ้าในแง่การหาประโยชน์จากแนวโน้มนี้การซื้อหุ้นสื่อสารอย่าง dtac, advanc ก็ดูน่่าสนใจมากขึ้น