Life After a Sun Set is Bright

ลองใช้ [LibreOffice 3.5](http://www.blognone.com/news/29810/libreoffice-35-%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%A7) แล้วประทับใจค่อนข้างมาก ทำงานได้เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด และหน้าตาดูเรียบง่ายขึ้นมาอีกนิดหน่อย นี่เป็นสัญญาณที่ดีมาก เพราะถือเป็น LibreOffice รุ่นใหญ่ตัวแรกที่มีแนวทางการพัฒนาของตัวเอง ไม่ต้องอิงกับแนวทางของ OpenOffice เหมือนรุ่นก่อน ในฐานะที่ในอดีตเคยทำงานกับทีม StarOffice ที่ต่างประเทศมาบ้าง ผมคิดว่าปัญหาอย่างหนึ่งของ OpenOffice ก็คือ "ความปิด" ของทีมงานเอง (อยู่ที่เยอรมนี) คือตัวโครงการเป็นโอเพนซอร์สก็จริง แต่รูปแบบการพัฒนายังปิดอยู่มาก ไม่ค่อยรับโค้ดจากคนนอกมากเท่าที่ควรจะเป็น (ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ Novell ไม่พอใจจนต้องหนีไปทำ Go-OO) จะพูดให้แฟร์ก็ต้องบอกว่า ไม่ได้มีแต่ OpenOffice แห่งเดียวที่เจอปัญหานี้ โครงการที่มีรากเหง้ามาจากบริษัทเปิดโค้ด ก็เจอปัญหานี้กันมาแล้วทั้งนั้น เช่น Mozilla เดิมในยุค Netscape ครอบงำก็เคลื่อนตัวได้ช้า หรือ Red Hat กับโครงการ Fedora ก็ด้วย ล่าสุดไปอ่านเจอ[บล็อกของ Simon Phipps](http://www.infoworld.com/t/open-source-software/the-bright-future-of-libreoffice-187765) เขียนชมพัฒนาการของโครงการ LibreOffice แล้วยิ่งเข้าใจแจ่มชัด Phipps บอกเองว่าความสำเร็จของ LibreOffice เกิดจากความเป็นอิสระของโครงการ ทำให้นักพัฒนาภายนอกมีแรงจูงใจที่จะร่วมพัฒนามากขึ้นมาก และความเป็นอิสระก็ช่วยให้บั๊กหรือปัญหาหลายชนิดที่เคยไม่ถูกแก้ในยุคของ Sun/StarOffice ด้วยเหตุผลเรื่องการเมือง สามารถเป็นไปได้ในยุคนี้ (โค้ดบางจุดเก่าเกือบ 20 ปี ซึ่ง StarOffice ไม่ยอมทิ้ง) ถ้า Phipps เป็นบล็อกเกอร์หรือนักข่าวทั่วไปคงไม่มีปัญหา แต่ในอดีตเขาคือผู้บริหารสูงสุดฝ่ายโอเพนซอร์สของ Sun ที่คุมโครงการโอเพนซอร์สหลายๆ ตัวของซันมาเองกับมือจนกระทั่งขายบริษัท ในเมื่อผู้บริหารสูงสุดยังพูดเองแบบนี้ คงแปลว่า "เกินเยียวยาแล้ว" บล็อกของ Phipps คงเป็นสิ่งยืนยันที่ดีมากว่า สิ่งที่ Sun (และ Oracle ล้มเหลว) กลับเกิดขึ้นได้ด้วยฝีมือของชุมชนเพียงลำพัง ความจริงข้อนี้แสดงให้เห็นถึง __ความอ่อนด้อยทางการบริหารของ Sun__ จนบริษัทต้องพบกับจุดจบนั่นเอง