The Future of Tech Blogging

จริงๆ อ่านบทความต้นเรื่องตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่เหมือนว่ามันจะกลายเป็นประเด็นใหญ่โตในโลกของ tech blog ฝรั่ง (Techmeme thread) ในฐานะที่ทำงานเรื่อง tech blog โดยตรงก็ขอเขียนถึงหน่อยละกันครับ

ต้นเรื่อง

เรื่องมีอยู่ว่า นักวิเคราะห์-นักเขียนด้านไอทีคนหนึ่งชื่อ Jeremiah Owyang เขียนบล็อกชื่อ End of an Era: The Golden Age of Tech Blogging is Over พูดว่ายุคทองของการเขียนบล็อกด้านไอที (ที่บูมมาพักใหญ่ในครึ่งหลังของทศวรรษ 2000s) ได้จบลงแล้ว

เหตุผลของ Owyang มี 4 ข้อ ได้แก่

  1. บล็อกไอทีดังๆ หลายแห่งที่เคยเป็นอิสระ เริ่มโดนซื้อกิจการจากสื่อใหญ่ (เช่น TechCrunch/AOL หรือ ReadWriteWeb/Say Media) ทำให้ขาดความคล่องตัวและนวัตกรรม เพราะเจ้าของใหม่จะมองผลประกอบการเป็นหลัก และไม่ค่อยกล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากนัก (conservative mindset)
  2. ปัญหาบล็อกเกอร์สละเรือ-ลาออก โดยยกกรณีของ TechCrunch แพแตก หรือบล็อกเกอร์ดังๆ บางคนหันไปทำอย่างอื่น (เช่น เป็น VC หรือเปิดบริษัทซอฟต์แวร์) ทำให้วงการเริ่มขาดแคลนคน ถึงแม้จะเปิดโอกาสให้หน้าใหม่ๆ ได้เติบโตก็ตาม
  3. พฤติกรรมของคนอ่านเปลี่ยนไป ผลจาก social network ทำให้คนต้องการอ่านอะไรสั้นๆ เร็วๆ ง่ายๆ แทนการอ่านบล็อกยาวๆ ลงรายละเอียดเยอะๆ
  4. อุตสาหกรรมบล็อกเริ่มอิ่มตัว และคนในวงการเริ่มออกไปทำอย่างอื่น หรือมองหารูปแบบธุรกิจใหม่ๆ

นอกจากอธิบายว่าทำไมยุคทองถึงจบลงแล้ว Owyang ยังรวบรวมคำทำนายแนวโน้มของวงการบล็อกไอที (ฝรั่ง) ไว้อีกหลายข้อ

  • โอกาสของบล็อกเกอร์หน้าใหม่ที่จะขึ้นมาแทนบล็อกเกอร์หน้าเก่าที่ลาออก-เลิกเขียนไป
  • การสร้าง "ดารา" บล็อกเกอร์ที่ดังเดี่ยวจะทำได้ยากขึ้น วงการจะมีความเป็นสถาบันมากขึ้น
  • รูปแบบการสื่อสารแบบใหม่ๆ จะเริ่มเกิดขึ้น นอกเหนือไปจากการเขียนบล็อกยาวๆ แบบแต่ก่อน
  • การผสานสื่อหลายๆ แบบเข้าด้วยกัน เช่น แปะวิดีโอจาก YouTube

มุมมอง-เสวนา

พอบล็อกนี้เผยแพร่ออกไป บล็อกเกอร์ฝรั่งหลายๆ คนก็ร่วมแจมแสดงความเห็นกันยกใหญ่ ที่อ่านแล้วน่าสนใจมี 2 อัน

อันแรกเป็นของ Sarah Lacy นักข่าวไอทีหญิงคนดัง (เคยมีเรื่องฉาวคือเป็นคนสัมภาษณ์ Zuckerberg บนเวทีงานหนึ่ง แล้วหยาม-ใช้คำพูดไม่ค่อยดีเท่าไร) ซึ่งล่าสุดย้ายมาอยู่กับ TechCrunch และเพิ่งลาออกไปเตรียมเปิดเว็บเอง เขียนบล็อกตอบในชื่อ Golden Age of Tech Blogging Done? I Couldn't Disagree More

Sarah บอกว่าเห็นด้วยกับ Jeremiah Owyang ในประเด็นย่อยที่ยกมา แต่ในภาพรวมแล้ว เธอเชื่อว่ายังมีคนที่ชอบเขียนเหลืออยู่ และบล็อกเหล่านี้ก็เข้ามาเปลี่ยนแปลงวงการสื่อบางแขนง (เช่น สื่อกีฬา) ที่เคยถูกผูกขาดจากสื่อกระแสหลักและไม่พัฒนามานาน เธอยังยกตัวอย่างความพยายามของ The Verge (ทีมเดิมของ Engadget) ที่พยายามสร้างนวัตกรรมให้กับวงการบล็อกไอทีเช่นกัน

เธอบอกว่ายุคสมัยใหม่ของบล็อกกำลังเริ่มต้น และมีแนวโน้มใหม่ๆ ที่เริ่มมองเห็นแล้ว เช่น

  • การเปิดให้ผู้อ่านเข้ามาเขียนบล็อกด้วย กรณีที่ประสบความสำเร็จคือ The Huffington Post และ SeekingAlpha ช่วยลดภาระของทีมงานหลัก และทำให้เนื้อหาหลากหลาย-มีคุณภาพมากขึ้น บล็อกเกอร์จำนวนหนึ่งไม่ได้เขียนเพื่อเงิน แต่เขียนเพื่อให้มีคนอ่านงานของพวกเขา
  • UI แบบใหม่ๆ ของบล็อก รูปแบบ UI ของบล็อกไม่พัฒนามานาน และตอนนี้เริ่มตอบโจทย์หลายๆ อย่างไม่ได้ ซึ่งบล็อกบางแห่งเช่น The Verge ก็พยายามทดลองเพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้
  • โมเดลธุรกิจใหม่ๆ บล็อกในยุคแรกไม่สามารถทำเงินได้เท่าที่ควร เธอยกกรณีว่าเขียนกับ TechCrunch ทรงพลังในแง่ความคิดเห็นที่สุด แต่ในแง่ตัวเงินกลับทำเงินได้น้อยที่สุดเมื่อเทียบกับสื่ออื่นที่เคยเขียนมา ดังนั้นบล็อกยุคใหม่ต้องหาวิธีทำเงินแบบใหม่ๆ ที่ดีกว่าปัจจุบัน
  • ลดการพึ่งพิงดาราลง เน้นแพลตฟอร์มมากขึ้น บล็อกยุคแรกพึ่งพิงกับบล็อกเกอร์คนดังมากเกินไป กรณีของ TechCrunch ก็ชัดเจนว่าพึ่งพา Arrington ตั้งแต่ต้นจนอวสาน
  • เปิดบล็อกโดยไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขาย เพราะถ้าขายแล้ว ถึงแม้กิจการจะเดินหน้าต่อไปได้ แต่ความทรงพลังของ "เสียง" ที่ออกมาจากบล็อกจะลดลงไป

อีกอันเป็นของ Marshall Kirkpatrick นักเขียนของ ReadWriteWeb เขียนบล็อกชื่อ The Next Era of Tech Blogging: 3 Things That Could Make it Better เสนอคำแนะนำ 3 ข้อสำหรับวงการบล็อกยุคหน้า

  1. ส่งลิงก์ออกไปนอกบล็อก บล็อกดังๆ หลายแห่งพยายามไม่ลิงก์ออก ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เพราะผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากลิงก์ และจะกลับมาที่บล็อกเราอีกเพื่อหา "ประโยชน์" ที่ได้จากการอ่านบล็อกแบบนี้
  2. ทำการบ้านเยอะๆ ก่อนเขียน ความดังของ TechCrunch มาจากการที่ Michael Arrington ทำงานละเอียด สัมภาษณ์ผู้สร้างบริษัทหน้าใหม่ก็ดูพื้นเพ ปูมหลังของคนเหล่านี้ด้วย การทำงานละเอียดทำให้เนื้อหาของบล็อกมีค่า ถึงแม้จะโดนบีบจากเรื่องเวลาและการแข่งขันก็ตาม
  3. แพลตฟอร์มการนำเสนอ ตัวเนื้อข่าวจะน่าสนใจเมื่อมันไปอยู่บนแพลตฟอร์มที่น่าสนใจ ดังนั้นเราต้องสร้างแพลตฟอร์มที่น่าสนใจขึ้นมา

ลิงก์เพิ่มเติมอื่นๆ แปะไว้เผื่อมีคนสนใจไปอ่านต่อ

ความเห็น

ในฐานะที่อยู่ในวงการ tech blog และ online media ก็ขอแสดงความเห็นหน่อยครับ

  • blog เป็นแค่ฟอร์แมตในการนำเสนอ (ที่เหมาะกับโลกออนไลน์มากขึ้น) สุดท้ายแล้วคนอ่านไม่สนใจหรอกว่าเราเป็น นสพ. ออนไลน์หรือเป็นบล็อก เพราะมันเป็นการทำสื่อเพื่อผู้อ่านบนเน็ตเหมือนๆ กัน แข่งกันที่คุณภาพล้วนๆ (ผมเคยพูดอยู่เสมอเรื่องนโยบายตรวจสะกดของ Blognone ว่าเราควรจะสะกดถูกต้อง ไม่มีสะกดผิด ให้ได้ในระดับเดียวกับ "ไทยรัฐ" เพราะบล็อกควรจะมีความน่าเชื่อถือระดับเดียวกับสื่อใหญ่)
  • ในภาพรวมแล้ว ความต้องการบริโภคเนื้อหา (content consumption) มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามตัวเลขคนใช้เน็ตที่เพิ่มขึ้น เพียงแต่ฟอร์แมตของมันอาจจะต่างออกไปจากเดิมตามพฤติกรรมของผู้ใช้ ดังนั้นการที่ นสพ. กระดาษขายได้น้อยลง ไม่ได้แปลว่าคนอ่าน นสพ. น้อยลง (เพียงแต่คนย้ายไปอ่านในฟอร์แมตอื่นแทน) กรณีของบล็อกกับ social network ก็เหมือนกัน
  • เรื่องการเปิดให้ผู้อ่านเข้ามาเขียนด้วย เป็นสิ่งที่ Blognone ทำอยู่แล้ว (อันนี้ต้องให้เครดิต @lewcpe เจ้าของไอเดีย) ซึ่งที่ผ่านมามันก็พิสูจน์ว่าเวิร์ค! อันนี้ต้องคิดกันต่อไปว่าจะขยายโอกาสเหล่านี้อย่างไร ทำอย่างไรจะเป็นโมเดลธุรกิจที่ทุกคน win ได้ด้วย มีคนเขียน มีคนอ่าน มีการสนทนา มีเงินไหลเข้ามาตอบแทน ฯลฯ
  • รูปแบบการนำเสนอใหม่ๆ ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจ และตอนนี้เราก็เห็นเยอะขึ้นเรื่อยๆ ที่ชัดเจนคงเป็นแอพพวก content aggregator ที่เอามาจัดสวยๆ น่าอ่านแบบ Flipboard, Pulse, Google Currents นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือพวก ReadItLater และที่น่าสนใจที่สุดคงเป็น Engadget Distro ที่เอาเนื้อหาแบบบล็อกมาจัดหน้าใหม่ให้เป็นแมกกาซีน
  • กรณีของ Blognone ยังมีเป้าหมายอีกอย่างนอกจากเรื่องสื่อสารมวลชน-ธุรกิจ นั่นก็คือการ "ผลักดันวงการไอทีในบ้านเรา" (สโลแกนยืมเขามาครับ) มันเลยจะมีประเด็นเรื่อง content หรือกิจกรรมที่ช่วยพัฒนาคนอ่านด้วย เช่น content ควรจะลึกและกว้างขึ้น (มากกว่าข่าว gadget ทั่วไป) เพื่อเสริมปัญญา-เปิดโลกทรรศน์-สร้างแรงบันดาลใจ อันนี้คงต้องเขียนแยกเป็นอีกตอนในภายหลัง