300-Baht, Middle Income Trap, and Education

ช่วงนี้ได้คุยกับผู้ใหญ่ในวงการเศรษฐกิจไทยหลายท่าน และประเด็นที่พูดคุยก็จะเป็นเรื่องร้อนอย่าง "ค่าแรง 300 บาท" กับ "ประชาคมอาเซียน" ซึ่งเอาจริงแล้วมันเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องเดียวกันอย่างไร? ตอบแบบสั้นๆ คือประเทศไทยอาศัยค่าแรงถูกๆ เพื่อให้ต้นทุนสินค้าต่ำมานาน ไม่สนใจพัฒนาทักษะของแรงงานเท่าใดนัก (แรงงานขี้เกียจเองด้วยอีกส่วนหนึ่ง) พอแรงงานในประเทศหมด ก็ abuse โครงสร้างโดยไปดูดแรงงานข้ามชาติมาแทน ค่าแรงเมืองไทยเลยยังถูกต่อไป คุณภาพชีวิตแรงงานก็ต่ำ แรงงานมีฝีมือก็อยู่ไม่ได้เพราะรายได้มันไม่พอกับรายจ่าย ต้องหันไปทำอย่างอื่น เช่น ไปขี่มอไซด์รับจ้าง ขายข้าวแกงรถเข็น (ซึ่งมีรายได้ > 150 บาทแน่ๆ) หรือไม่งั้นก็โกอินเตอร์ไปทำงานไต้หวัน ตะวันออกกลาง อัพเกรดไปอีกขั้น การ exploit แรงงานราคาถูกจากประเทศเพื่อนบ้านทำให้โครงสร้างตลาดผิดเพี้ยน และ "ทักษะฝีมือ" ของแรงงานไม่พัฒนาเสียที (เพราะหันไปเหมาโหลค่าแรงถูกๆ มันง่ายกว่า) สุดท้ายพอเปิดประชาคมอาเซียน การย้ายฐานการลงทุนทำได้ง่ายขึ้นมาก โรงงานอาจย้ายไปอยู่ในที่ที่ค่าแรงถูกกว่าเรา (ซึ่งว่ากันตามตรงมันก็มีประเทศที่ถูกแบบโอเวอร์กว่าเราเยอะอยู่) บัดนั้น อุตสาหกรรมไทยก็จะจ๋อยทันที เพราะค่าแรงนั้นถูกแต่ไม่ถูกที่สุด ส่วนทักษะฝีมือก็มีบ้างแต่ไม่เยอะนัก โดนบีบจากข้างบนและข้างล่าง ถือเป็น middle income trap แบบหนึ่ง หมายเหตุ: ลองดูรายละเอียดเรื่องนี้ใน[บทสัมภาษณ์ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร ประธาน TDRI](http://www.siamintelligence.com/nipon-poapongsakorn-interview/) คำถามคือ เราจะหลุดจาก middle income trap ได้อย่างไร ทางออกนั้นชัดเจนว่ามีทางเดียวคือขึ้นไปข้างบน (เพราะจะให้ประเทศย้อนไปยุคที่มีค่าแรงวันละ 20 บาทคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว) คำถามถัดมาคือ จะขึ้นไปข้างบนได้อย่างไร อันนี้ยากกว่าคำถามแรกมาก แนวทางหนึ่งก็คือการขึ้นค่าแรง-ค่าตอบแทนต่างๆ ซึ่งในหลักการแล้วถูกต้อง เพราะรายได้ดีขึ้นจะช่วยให้เกิดสมดุลระหว่างต้นทุนฝีมือกับผลตอบแทนมีมากขึ้น และช่วยให้แรงงานฝีมืออยากจะทำงานในระบบต่อไปมากขึ้น (ในทางอ้อมยังช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศด้วย) เท่าที่ไปคุยมา ทุกคนเห็นด้วยกับนโยบายนี้ เพียงแต่ในรายละเอียดปลีกย่อยว่าขึ้นเมื่อไร ขึ้นอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องว่ากันต่อ (ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักของบล็อกนี้) สิ่งที่ต้องทำคู่กันไปคือเทคโนโลยี รวมถึง R&D ซึ่งไม่ได้หมายถึงเทคโนโลยีไฮเทคไอทีอย่างเดียว แต่หมายถึงเทคโนโลยีรวมๆ ที่จะต้องสูงขึ้น เช่น จากเดิมติดแก๊สรถยนต์ใช้การจูนด้วยมือ ก็อาจจะพัฒนาเป็นหัวจ่ายคอมพิวเตอร์ หรือ การถนอมอาหารแบบตากแดดก็อาจจะพัฒนามาเป็นอาบรังสี อะไรทำนองนี้ อันนี้พูดกันมาเยอะแล้วแต่ยังไม่ค่อยเห็นผล ซึ่งมันจะเริ่มชัดเจนขึ้นถ้าปลดล็อคเรื่องค่าแรงได้ (แรงงานเริ่มแพง เถ้าแก่ต้องมองหาหุ่นยนต์หรือเครื่องจักรมาทำงานแทน) อีกทางหนึ่งเราต้องพัฒนาทักษะแรงงานอย่างจริงจัง คำว่า "แรงงาน" ในที่นี้คงไม่ได้แปลว่าคนงานขนปูนทรายหรือสาวโรงงานเท่านั้น แต่มันหมายถึง "ทรัพยากรมนุษย์" ในภาพรวม ซึ่งรวมไปถึงมนุษย์เงินเดือน white collar ด้วยนี่แหละ สมมติกรณีของวงการไอที ในสถานการณ์ที่โลกไอทีมุ่งไปยังเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง mobile/cloud แต่ทักษะด้านไอทีในบ้านเรายังทำได้แค่งานพื้นฐานเดิมๆ (ที่อาจจะเริ่มไร้มูลค่าแล้ว) มันก็เสียโอกาส กลายเป็นการทำงานหนักแต่เงินน้อยเพราะฝีมือไม่ถึง แทนที่จะทำงานเท่ากันแต่เงินดีกว่า 10-100 เท่าเพราะตลาดต้องการมากกว่า เป็นต้น ตรงนี้ สิ่งที่ทุกคนพูดกันเสมอคือ "ต้องแก้ที่การศึกษา" แล้วก็ตามด้วย "ระบบการศึกษาบ้านเราห่วย" และปิดด้วยการโยนบาปให้กระทรวงศึกษาธิการ จบการสนทนา พีเรียด แนวคิดแบบที่ว่าพบได้บ่อยแต่ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ซึ่งไม่ควรทำ (หลังๆ ผมเบื่อวงสนทนาลักษณะนี้มาก) ผมเห็นด้วยว่ากระบวนการศึกษามีปัญหา แต่เป็นเพราะบ้านเรา "ติดกรอบ" กับการศึกษาในระบบ (ในที่นี้คือการเข้าชั้นเรียน) มากเกินไป พอการศึกษาในระบบมันห่วยก็ถึงกับไปไม่เป็น ในขณะเดียวกัน เราก็ไปมองว่าการศึกษา "นอกระบบ" แบบต่างๆ นั้นห่วยกว่าในระบบ เช่น การเรียน กศน. ด้อยกว่าการเรียนในโรงเรียนมัธยม หรือ การเรียนมหาวิทยาลัยเปิด ด้อยกว่ามหาวิทยาลัยปิดของรัฐ เป็นต้น เลยพลอยทำให้ "การศึกษานอกระบบ" ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย จริงๆ แล้วเรายังมีการศึกษานอกระบบแบบอื่นๆ อีกเยอะ แถมเทคโนโลยีสารสนเทศในปัจจุบันก็ทำให้การศึกษานอกระบบแบบใหม่ๆ เกิดขึ้นได้ง่ายมาก (วันก่อนผมยังเปิด YouTube หาวิธีใช้เครื่องเปิดกระป๋องแบบที่ไม่รู้จักได้ไม่ยากเย็นอะไร) __ในเมื่อการศึกษาในระบบมันห่วย และบ่นไปก็ไม่ช่วยให้อะไรดีขึ้น ทำไมเราไม่สร้าง "การศึกษานอกระบบ" แบบใหม่ที่อาจไม่จำเป็นต้องตอบสนองเรื่องวุฒิการศึกษา แต่ตอบโจทย์เรื่องทักษะฝีมือแรงงานขึ้นมาทดแทน?__ (โครงการ laptop/tablet เพื่อการศึกษาก็เกิดขึ้นมาจากแนวคิดลักษณะนี้ ในเมื่อครูไม่มีความสามารถตอบสนองนักเรียนได้ ก็แจกอุปกรณ์ให้นักเรียนเข้าถึงครูคนอื่นๆ ในอินเทอร์เน็ตแทนสิ) ถ้าเราลองมานั่งคิดดีๆ เทคโนโลยีสารสนเทศบางอย่างก็แพร่หลาย-มีราคาถูกพอสมควร (เช่น สาวโรงงานมี BB หรือคนแก่ที่ไม่เคยใช้คอมเริ่มมี iPad) สิ่งที่ขาดอยู่คือ content ที่ตอบโจทย์ของการทำงานต่างหาก คิดเอาง่ายๆ แบบเบสิค การเปิดตำราเดิมๆ ให้ redistribute/reprint ได้อย่างเสรี (ไม่ว่าจะเป็น CC หรือ public domain) หรือการทำวิดีโออบรมทักษะในเรื่องใดเรื่องหนึ่งลง YouTube ย่อมช่วยได้ในระดับหนึ่ง (ซึ่งตรงนี้อาจเป็นเรื่องการสนับสนุนของรัฐหรือผู้ใจบุญ ผ่านโครงการ CSR ต่างๆ) แต่ถ้าคิดละเอียด ละเมียดๆ หา business model ดีๆ ที่ยั่งยืน ก็อาจได้ทั้งเงินทั้งกล่องเลยนะครับ