พุทธประวัติมหายาน และปรัชญาอินเดีย

นั่งคุยกับคุณจ๋ง @warong ([รับทำเว็บ](http://www.vaivaisoft.com/)) ก็เปิดโลกใหม่ให้กับผมมาก เรื่องที่น่าสนใจคือศาสนาพุทธ ซึ่งคุณจ๋งยกประเด็นว่า "สังคมไทยถูกตีกรอบด้วยวิธีคิดแบบเถรวาท/หินยาน" มากเกินไปไหม กลายเป็นว่าวิถีพุทธแบบเถรวาทกลายเป็น "ความจริงแท้" ที่แตะต้องไม่ได้ในสังคมไทยไป ทั้งที่เรายังมี "การตีความ" ของพุทธในแบบอื่นๆ เช่น มหายาน หรือ วัชรยาน (ของทิเบต) อยู่ด้วย ประเด็นนี้เป็นสิ่งที่น่าสนใจ แต่คำถามคือพุทธแบบอื่นหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าพูดถึงมหายานเราอาจพอนึกออกว่ามีเจ้าแม่กวนอิมหรือโพธิสัตว์พันมือตามหนังจีนกำลังภายใน แต่วัชรยานนี่ นอกจากทะไลลามะแล้ว ก็ยังไร้มโนทัศน์โดยสิ้นเชิง อืม นี่ก็เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ประสบการณ์และมุมมอง (อย่างน้อยก็ของผม) อยู่ใต้การตีกรอบแบบเถรวาทจริงๆ หลังจากการสนทนาในครั้งนั้น ก็เลยมองหา "ทางเลือก" อยู่เรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่งผ่านบูตของเคล็ดไทยที่ Impact เจอกับเล่มนี้ "พุทธประวัติมหายาน" เลยซื้อมา ดองไว้นานเพิ่งได้ฤกษ์อ่าน ผู้เขียน "เสถียร พันธรังษี" ค้นคว้าข้อมูลจากตำราฝั่งจีน ญี่ปุ่น อินเดีย และตำราภาษาอังกฤษหลายเล่ม โดยนำมาเปรียบเทียบกับพุทธเถรวาทแบบที่เรารู้จักกันดี และชี้จุดน่าสนใจหลายอย่าง #### เหตุที่ออกบวช ผมอ่านมาได้ครึ่งเล่ม (พระพุทธเจ้าเพิ่งตรัสรู้) พุทธประวัติโดยรวมคล้ายกันหมด ยกเว้นเหตุที่พระพุทธเจ้าออกบวช ซึ่งสามนิกายพูดกันคนละเรื่องเลย - __หินยาน__ พระพุทธเจ้าเห็นเทวทูต 4 (เกิด-แก่-เจ็บ-ตาย) แล้วหนีออกไปบวชตอนกลางคืนเงียบๆ คนเดียว - __มหายาน__ เกิดเหตุชิงแม่น้ำระหว่างพระญาติข้างพ่อกับข้างแม่ (ตามประวัติเถรวาทในปางห้ามญาติ) สภาของกรุงกบิลพัสดุ์ (ประเทศนี้ใช้ระบอบสภาของกษัตริย์) มีมติให้รบ แต่พระพุทธเจ้าคัดค้าน เลยโดนลงโทษข้อหาขบฎต่อแผ่นดิน พระพุทธเจ้าเลยอาสาจะออกบวชไม่ยุ่งกับทางโลกแทนการที่ครอบครัวจะโดนลงโทษด้วย ตอนออกบวชมีประชาชนแห่ไปส่งกันเอิกเกริกทั้งเมือง - __คัมภีร์จีนเล่มหนึ่ง__ บอกว่าเจ้าชายสิทธิถัตถะฟังพ่อค้าคหบดีคุยกัน เลยอยากออกไปดูโลกกว้าง โดยเฉพาะสำนักของมหาวีระแห่งศาสนาเชน ออกเดินทางกลางวัน ทุกคนรับรู้ ไม่ได้หนี #### อิทธิพลของสำนักคิดอื่น พุทธประวัติตามแบบฉบับกระทรวงศึกษา ตัดตอนมาสั้นๆ ให้เรา (อย่างน้อยก็ผมคนหนึ่ง) รู้สึกว่าพระพุทธเจ้าเก่งเทพ ไม่รู้อะไรมาก่อนหน้าตาแบลงค์ๆ แต่เผอิญมีบุญบารมีสะสมมาหลายชาติ เดินไปนั่งใต้ต้นโพธิ์ในเวลาที่เหมาะสม พระจันทร์ขึ้นเต็มดวงพอดี จากนั้นก็ตรัสรู้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าเพียงลำพัง ความรู้สึกมันจะแนวๆ นี้ แต่หลักฐานจากหนังสือเล่มนี้ (เล่มอื่นก็คงว่าแบบเดียวกันด้วย) กลับไม่ใช่เลย วิธีคิดหลายอย่างของพุทธ มีรากเหง้ามาจากปรัชญาอินเดียโบราณจากหลายสำนักคิดผสมกัน โดยสำนักคิดเหล่านี้ (ที่เราได้ยินว่า ฤาษี) เป็นฝ่ายที่ต่อต้านแนวคิดแบบศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ที่เน้นพระเจ้าและระบบวรรณะเป็นหลัก แต่ก็แตกต่างกันเองอย่างมากในรายละเอียด ตัวอย่าง - หลักธรรมของศาสนาเชน มีข้อปฏิบัติที่เรียกว่า "จตุรสังวรวาท" หรือ ศีล 4 ข้อ คือ ไม่ฆ่า ไม่ลักขโมย ไม่พูดเท็จ ประพฤติพรหมจรรย์ - แนวคิดเรื่อง "นิพพาน" เป็นแนวคิดที่พระพุทธเจ้าคิดมาเพื่อโต้กับ "ปรมาตมัน" (หรือ "มหาพรหม") ของฝ่ายพราห์ม คือในเชิงศาสนามันต้องมี "ปลายทาง" ของชีวิต เพียงแต่จะอยู่ในรูปไหนก็อีกเรื่องนึง - สำนักคิดในอินเดียยุคนั้นแตกต่างหลากหลายมาก มีตั้งแต่พวกเชื่อว่า "ไม่มีกรรม" ทำอะไรก็ได้ตามใจ ไปจนถึงพวกทุกอย่างย่อมดับไปเอง (แนวคิดเดียวกับ annihilism) #### ปรัชญา "สางขยะ" ของ "กปิล" สำนักคิดหนึ่งที่น่าสนใจมากคือปรัชญาสาย "สางขยะ" ([Samkhya](http://en.wikipedia.org/wiki/Samkhya)) ซึ่งอ้างว่าคิดขึ้นโดยฤาษี "กปิล" หรือ "กปิละ" ([Kapila](http://en.wikipedia.org/wiki/Kapila)) ผู้สร้างกรุงกบิลพัสดุ์นั่นเอง น่าสนใจยังไง? แนวคิดของปรัชญาสางขยะ เน้นไปที่ การสำเหนียกให้เข้าใจ (perception) และความคำนึงถึงเหตุผล (rationalism) ซึ่งเป็นพื้นฐานของปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ แนวคิดของสางขยะเน้นเรื่องเหตุไปหาผล ซึ่งก็ตรงกับฐานคิดของพุทธ (อาจจะบอกได้ว่าพุทธนำแนวคิดนี้ไปใช้ต่อ - มีแนวคิดอื่นๆ อีกมาก เช่น เหตุเท่ากับผล) (ไปต่อ) กปิลอธิบายว่าวัตถุในจักรวาลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ __วยากตวัตถุ__ สิ่งที่แปรเปลี่ยนหมุนเวียนได้ และ __อวยากตวัตถุ__ สิ่งที่ไม่มีสภาพ วิถีแห่งความเป็นรูปของ "วยากตวัตถุ" มีมูลเดิมจากเครื่องประกอบ 3 ประการคือ สัตตวะ ราชะ ตมะ ซึ่งเรียกรวมๆ กันว่า "คุณะ" ทั้งสาม (เข้าสู่หัวข้อสำคัญ ยกข้อความมาเลยจากหน้า 129) > สัตวะ ความหมายคือ__มูลฐาน__ ได้แก่สิ่งที่เรียกว่าความจริงในธรรมชาติ ซึ่งแสดงออกโดยตัวของมันเอง และเป็นต้นเหตุของความสุขที่มนุษย์ได้รับจากธรรมชาตินั้น ราชะ ได้แก่__กำลังเครื่องกระตุ้น__ และกำลังที่เคลื่อนไหวทำให้เกิดความหมุนตัว ไม่หยุดอยู่กับที่ เครื่องประกอบที่ 3 คือตมะ ได้แก่__พลังถ่วงให้เกิดความหนัก และความต้องคงทนต่อพลังนั้น__ (ไม่รู้มีใครเห็นเหมือนเราหรือเปล่า ตามด้วยย่อหน้าต่อจากนั้น) > อีกประการหนึ่ง เครื่องประกอบเหล่านี้ เมื่ออยู่ในฐานะอันพอดีแก่กัน ไม่มากไม่น้อยแก่กัน ย่อมเป็นมูลฐานให้เกิดภาวะอย่างหนึ่งในจักรวาลเรียกว่า "อเจตน" ได้แก่การหยุดหยู่ ไม่เคลื่อนไหว ไม่แปรรูป หากเครื่องประกอบทั้ง 3 อยู่ในฐานะอันไม่พอดีแก่กัน ภาวะของจักรวาลจะถึงซึ่งฐานะอย่างหนึ่งเรียกว่า "สเจตน" คือการไม่หยุด อ่านมาถึงตรงนี้ ผมถึงกับต้องเปิด Wikipedia กันยิกๆ ทีเดียว อันนี้เป็นข้อความยกมาจาก Wikipedia หน้าของ Samkhya > * Sattva – a template of balance or equilibrium; > * Rajas – a template of expansion or activity; > * Tamas – a template of inertia or resistance to action. มีเปเปอร์พูดถึงเรื่องนี้ด้วยนะ [Secret Of Sankhya: Acme Of Scientific Unification The Sankhya Karika](http://www.ignaciodarnaude.com/textos_diversos/Scientific%20Unification,Sankhya.pdf)

"พระพุทธเจ้าอาจไม่ได้หยั่งรู้อนาคตทั้งหมด เพียงแต่มีตรรกะที่ล้ำลึก"
อันนี้ไม่เห็นด้วยครับอยากให้ปรับความเข้าใจใหม่นะครับ
พระพุทธเจ้าเป็นพระสัพพัญญูพุทธะ รู้ทุกเรื่องนะครับ แต่ที่ไม่บรรญัติกฏอะไรออกมา ก็คงบรรญัติไม่หมดหรอก
ฉะนั้นวิธีการของพระองค์คือเมื่อเกิดเหตุแล้วถึงบรรญัติกฎขึ้น ไม่ง้านต้องมาบรรญัติกฎเพื่อที่จะห้ามปรามเหตุที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอีกร้อยปี พันปี ไม่จำกันตายหรอครับ ส่วนที่มาแก้ทีหลังเนี่ยพระพุทะเจ้าไม่ได้แก้ แต่เป็นสาวกที่แก้ดังนั้นเชื่อไม่ได้ครับ
ส่วนที่ว่าอยู่ป่าเพื่อความสงบ จะได้ไม่เจอคนมากมายนั้น ก็น่าจะไม่ถูกด้วยนะ ตามหลักสติปัฐฐานสี่แล้วแค่ รู้ กาย เวทนา จิต ธรรม ไม่ว่าอยู่ตรงไหนก็ได้มังครับ ส่วนที่อยู่ป่าเนี่ยเพื่อฝึกให้จิตแขงแกร่งก่อนก็เป็นได้