The Social Network

คำเตือน: บล็อกนี้ยาวมาก

ผมโดน @warong กดดันให้บล็อกถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ตั้งแต่มันยังไม่เปิดฉายทั่วไป วันนี้มีโอกาสไปดูเลยกลับมาเขียนถึงเสียหน่อย ไหนๆ โดนดักคอเอาไว้แล้ว

The Social Network เป็น "ภาพยนตร์" เล่า "ประวัติ" การสร้าง Facebook ในฐานะ "กิจการไอที" ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอันหนึ่งของทศวรรษ 2000s (ถ้าเรานับกูเกิลเป็น 90s ก็น่าจะยอมรับ Facebook เป็นอันดับหนึ่งของ 2000s ได้ แต่คงไม่ใช่ประเด็นที่น่าถกเถียงเท่าไรนัก)

ย่อหน้าที่แล้วมีคำที่ถูก quote ไว้สามคำ เป็นความจงใจของผมที่จะบล็อก (ไม่ใช่รีวิว) ถึง The Social Network แยกเป็น 3 องค์ ด้วยมุมมองและประเด็นที่แตกต่างกัน

The Social Network ในฐานะ "ประวัติศาสตร์"

The Social Network เป็นภาพยนตร์ "อิง" ประวัติการสร้างเว็บไซต์ Facebook โดยมีส่วนที่แต่งแต้มสีสันเข้ามาด้วย คือไม่ได้เน้นความถูกต้องทางประวัติศาสตร์ มากเท่ากับสีสันของความเป็นภาพยนตร์

ในส่วนของความเป็นภาพยนตร์จะเขียนถึงต่อไปในองค์หน้า แต่ส่วนของประวัติศาสตร์ก็มีเรื่องน่าสนใจ (และควรรู้) หลายอย่างเพื่อจะดูภาพยนตร์ได้สนุกขึ้น

ผมเองก็ไม่ได้มีความรู้เรื่องประวัติการสร้าง Facebook เท่าไรนัก อาศัยว่าอ่านข่าวสายทางนี้อยู่บ้างก็พอรู้เลาๆ บวกกับการค้นข้อมูลเพิ่มใน Wikipedia หลังดูหนังเสร็จแล้ว คิดว่ามีจุดที่น่าเอ่ยถึงดังนี้

  • อัลกอริทึมในการเปรียบเทียบความสวยของสาวๆ คือ Elo rating system
  • Peter Thiel นักลงทุนที่จ่ายให้ Mark Zuckerberg 500,000 ดอลลาร์ คืออดีตผู้ร่วมก่อตั้ง PayPal ที่ผันตัวมาเป็น VC (ผู้ร่วมก่อตั้งอีกคนที่ดังกว่าคือ Elon Musk ซึ่งตอนหลังไปทำ SpaceX และ Tesla กิจการไฮโพรไฟล์ทั้งคู่) นอกจากลงทุนใน Facebook แล้ว เขายังลงทุนในเว็บดังอื่นๆ อีกหลายแห่ง เช่น LinkedIn, Yelp
  • ปัจจุบัน ConnectU ปิดบริการไปแล้ว
  • บิล เกตส์ เป็นศิษย์เก่าฮาวาร์ด (ที่เรียนไม่จบ) เช่นเดียวกับ Zuckerberg จึงเป็นเหตุให้เขามาบรรยายในฐานะศิษย์เก่า (ผมไม่มีข้อมูลว่าบิล เกตส์ไปบรรยายจริงๆ ในตอนนั้นหรือเปล่า)
  • ในหนังบอกว่า Erica Albright แฟนเก่าของ Zuckerberg เรียนอยู่ที่ Boston University แต่มาเจอ Zuckerberg ตามร้านอาหารอยู่เสมอ อันนี้เป็นเพราะแถวนั้นมีมหาวิทยาลัย 3 แห่งติดๆ กันคือ Boston, Harvard และ MIT
  • ออฟฟิศอันสุดท้ายของ Facebook ตามที่เห็นในหนัง ของจริงก็มีหน้าตาแบบนั้น คงหารูปดูกันได้ไม่ยาก
  • Zuckerberg ใช้ KDE ดูจากภาพแล้วเป็น KDE 2.x แน่นอน คนใช้ GNOME แบบผมผิดหวังเล็กน้อย
  • หลังจาก Sean Parker โดนจับข้อหายาเสพติด เขาก็ไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกับ Facebook อีก แต่หันไปทำกองทุน The Founders Fund ร่วมกับ Peter Thiel แทน
  • Parker สร้าง Napster ตอนอายุ 20 และตอนนี้อายุ 31

เนื่องจากเหตุการณ์เกือบทุกอย่างเกิดที่ Harvard ก็จะมีเรื่องของ Harvard อยู่เยอะ ซึ่งคนนอกอย่างเราๆ ต้องทำการบ้านเพิ่มกันเยอะหน่อย

  • คลับในเรื่องหมายถึง Final Club ซึ่งเป็นชื่อเรียกเฉพาะของ Harvard เองเท่านั้น เท่าที่ผมเข้าใจแบบคร่าวๆ มันคือ Fraternity แบบหนึ่ง (ซึ่งก็เป็นวัฒนธรรมเฉพาะของอเมริกา) และเป็นคลับสำหรับ elite คือคนขาว คนยิว คนรวย มีกระบวนการคัดเลือกของตัวเอง รายละเอียดลองดูใน Wikipedia
  • คลับที่ Eduardo เข้าร่วมคือ The Phoenix – S K Club
  • คลับของคู่แฝด (ที่ Zuckerberg เข้าไปได้แค่ห้องจักรยาน) คือ Porcellian Club ซึ่งเป็นคลับที่ดังที่สุด มีอดีตสมาชิกชื่อ Theodore Roosevelt ประธานาธิบดีอเมริกา ซึ่งในหนังช่วงต้นๆ ก็พูดถึงอยู่แป๊บนึง
  • หอของ Zuckerberg คือ Kirkland House ซึ่งเป็นระบบ "บ้าน" อันนี้เทียบกับ Harry Potter น่าจะคล้ายที่สุด
  • อธิการบดีของ Harvard (ที่คู่แฝดเข้าพบ) คือ Lawrence Summers มีตัวตนจริงๆ เขาเป็นรัฐมนตรีจริงๆ ตามที่กล่าวอ้าง นั่นคือเป็นรัฐมนตรีคลังในสมัยของบิล คลินตัน และตอนนี้เป็นที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของโอบามาด้วย

The Social Network ในฐานะ "ภาพยนตร์"

ถ้าให้สรุปแบบสั้นที่สุดที่เป็นไปได้ ผมจะบอกว่า "The Social Network คือ Pirates of Silicon Valley แห่งทศวรรษนี้"

มันคือหนังที่เล่า "ดราม่า" ของบริษัทไฮเทคที่ร้อนแรงที่สุดแห่งยุคสมัยเหมือนกัน และมี key message เดียวกันก็คือ "รักจะรวยต้องเหี้ยม"

Pirates of Silicon Valley เล่าว่าบิล เกตส์ ประสบความสำเร็จได้จากการ "หักหลัง" สตีฟ จ็อบส์ คู่แข่งร่วมรุ่น ในขณะที่ Zuckerberg ก็ประสบความสำเร็จลักษณะเดียวกันจากการ "หักหลัง" เพื่อนฝูงและทีมงานที่ร่วมสร้างเว็บมาด้วยกัน

ประโยคที่ทำตัวเน้นไว้มีความสำคัญมาก เพราะในแง่หนึ่ง ความแม่นยำถูกต้องตามประวัติศาสตร์จริงยังเป็นที่ถกเถียง (ในขณะที่กรณีของเกตส์ เป็นที่ยอมรับกันทั่วไปแล้ว ตรงนี้ "ระยะเวลา" อาจมีผลเหมือนกัน) แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันทำให้หนังสนุกและน่าติดตามในฐานะของ "หนัง"

นี่คือความเก่งของคนเขียนบทและผู้กำกับ ที่พลิก "fact" ที่รู้กันอยู่ทั่วไป ให้กลายมาเป็นภาพยนตร์ที่น่าสนใจได้

พล็อต

อย่างที่บอกไปแล้วว่า พล็อตของหนังเรื่องเรื่องนี้คือ "รักจะรวยต้องเหี้ยม"

แกนหลักของเรื่องจึงเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง Zuckerberg กับทีมงานคนอื่นๆ ที่เข้ามาเกี่ยวพันในชีวิตของเขา ซึ่งจบลงไม่สวยสักคน แต่กลับแลกมาด้วยชัยชนะของ Zuckerberg

  • กลุ่มฝาแฝดเจ้าของไอเดีย HarvardConnection
  • Eduardo
  • Sean Parker

กลุ่มของฝาแฝดนั้นไม่มีนัยยะสำคัญมากนัก (แต่เป็นสีสันและตัวเปรียบเทียบ สร้าง contrast กับคาแรกเตอร์ของ Zuckerberg และเหล่าแฮกเกอร์) แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ "พัฒนาการ" ของ "ความสัมพันธ์" สามเส้าของ Zuckerberg/Eduardo/Sean

Zuck และ Eduaro เป็นเพื่อนร่วมก่อตั้งกันมา แต่ทั้งสองคนมีวิธีคิดที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เพราะ Zuck เป็นโปรแกรมเมอร์และแฮกเกอร์ ในขณะที่ Eduardo เป็นผู้จัดการและนักธุรกิจ แน่นอนว่าองค์กรที่ประสบความสำเร็จต้องมีคนทั้งสองแบบ (กรณีศึกษาที่เด่นชัดคือ เกตส์-บัลเมอร์) แต่การมีฐานคิดที่ต่างกัน ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง Zuck และ Eduardo

และในตอนนั้น Sean ก็แทรกตัวเข้ามา

ในฐานะอัจฉริยะผู้โดดเดี่ยว Zuck โหยหา "โรลโมเดล" เป็นอย่างมาก บทบาทนี้ Eduardo ไม่สามารถให้เขาได้ แต่ Sean กลับทำหน้าที่นี้ได้อย่างสมบูรณ์ เขาคือ "รุ่นพี่" ที่บุกเบิกโลกมาก่อนหน้า Zuck โดยมีผลงานอย่าง Napster เป็นที่ประจักษ์ชัด (ในขณะที่ Eduardo เป็นเพื่อนร่วมรุ่น ที่ยังไม่มีผลงานอะไร) นี่ยังไม่รวมสเน่ห์ส่วนตัวของ Sean อีกต่างหาก

นี่จึงไม่แปลกอะไรที่ Zuck (ในหนัง) ละทิ้ง Eduardo เพื่อไปคบกับ Sean แต่หนังกลับยังไม่จบแค่นั้น เมื่อเปิดประเด็นในช่วงท้ายๆ ว่าเอาจริงแล้ว Zuck ก็ไม่ได้จริงใจกับ Sean เช่นกัน (ซึ่งผู้กำกับ David Fincher เล่าออกมาได้อย่างมีศิลปะมาก คือให้คนดู "คิดเอง" ว่า Zuck คิดอย่างไรกันแน่)

เพื่อความบาลานซ์ของเรื่อง หนังจึงบอกว่าชัยชนะของ Zuck (ต่อ Eduardo และ Sean) จึงต้องแลกมาด้วย "ความโดดเดี่ยว" ในฐานะอัจฉริยะมหาเศรษฐี ซึ่งแสดงให้เราเห็นในฉาก Reload ท้ายเรื่องว่าสุดท้ายแล้ว Zuck อาจทำทุกอย่างนี้เพราะ "ต้องการใครสักคน" ก็เท่านั้น

การเล่าเรื่อง

The Social Network จับเรื่องที่อยู่ในกระแส มาใส่พล็อตที่เหมาะสมกับหนัง ปัจจัยอีกประการที่เติมความสมบูรณ์ให้กับหนังก็คือ "การเล่าเรื่อง" หรือ storytelling ซึ่งทำได้ดีเสียด้วย

อย่างแรกที่ต้องชมคือบทสนทนาอันคมคาย (เรื่องนี้มีคนมาชมให้ฟังก่อนดูหนังหลายคน) มีข้อตินิดนึงตรงซับไตเติลภาษาไทยพยายามแปลมุขฝรั่งเป็นมุขไทยด้วย (เช่น slut เป็น สก๊อย) ต้องชมว่าแปลได้ดีนะครับ แต่ผมพลอยแปลมุขภาษาอังกฤษ (ตามเสียง) เทียบกับมุขภาษาไทย (ในซับ) แถมไปด้วย เลยมึนๆ นิดหน่อย ถ้าได้ดูเวอร์ชันซับอังกฤษน่าจะมันส์กว่านี้มาก

การตัดต่อหนังเพื่อเล่าเรื่องก็น่าสนใจ หนังใช้การเล่าเรื่องตาม timeline ในตอนแรกๆ ก่อนจะมา "ตัดสลับ" กับฉากการสืบพยานนอกศาล ทำให้คนดูรู้ล่วงหน้าแล้วว่าสุดท้าย ตัวละครจะทะเลาะกันและลงเอยไม่ดี เพียงแต่จะทะเลาะกันด้วยเหตุผลอะไรนั้น หนังจะค่อยๆ เล่าออกมาทีละเปลาะ

ฉากที่ผมชอบคือตอนที่ Zuck กับ Sean คุยกันในผับ หลายๆ คนคงชอบเพราะดูแล้วจิตวิญญาณ entrepreneur ลุกโชติช่วง แต่ในแง่การเล่าเรื่องก็น่าสนใจคือ ไปคุยกันในที่ที่ไม่น่าจะคุยธุรกิจ (ผับเสียงดัง เน้นเหล้ายานารี) และเป็นสถานที่ที่ Zuck (ซึ่งเป็นมุมมองของคนดู) ไม่คุ้นเคย ทำให้เกิดความอึดอัดและไม่สบายใจในตอนแรก ก่อนจะโดนมนต์สเน่ห์ของ Sean กล่อมให้เปลี่ยนใจ เรื่องสีสันฉูดฉาดและเพลงประกอบเร่งเร้าก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยให้ Zuck (และคนดู) ไฟลุกขึ้นมา

ฉากที่สองที่ชอบก็ต่อกันคือฉากแข่งเรือ ผมชอบตรงที่ถ่ายมุมจากสายตาของฝีพาย ที่ไม่รับรู้สิ่งใดภายนอก ในขณะนั้นมีเพียงตัวเองกับไม้พายและท้องน้ำเท่านั้น เรื่องภายนอกอื่นๆ อย่างเสียงเชียร์กลับกลายเป็นแค่เสียงอื้ออึง ตรงนี้ผู้กำกับนำเสนอออกมาได้เจ๋งมาก แม้ว่าจะไม่มีส่วนกับเรื่องเท่าใดนัก (คือผมชอบของผมเอง) แต่ปมเรื่องการเปรียบเทียบ "พายเรือแพ้" กับ "ทำเว็บแพ้" ก็น่าสนใจ และฉากพายเรือก็เป็นฉากสำคัญที่ช่วยให้การเปรียบเทียบนี้เป็นรูปธรรมมากขึ้น

หนังพยายามเล่าเรื่องจากมุมมองของ Zuck ในช่วงแรกๆ ก่อนจะเปลี่ยนเป็น Eduardo ในช่วงหลังๆ ซึ่งเราจะมองสถานการณ์ผ่านสายตาของ Eduardo ที่เริ่มไม่เข้าใจ Zuck ที่เขาเคยรู้จักเสียแล้ว ในตอนที่ Eduardo ไประงับบัญชี เราไม่เห็นปฏิกริยาของ Zuck (และ Sean) หลังจากนั้น แต่มารับรู้ "ท่าที" ของ Zuck ตอนที่โทรหา Eduardo ในภายหลัง ซึ่งตรงนี้คนดูจะไม่รู้ว่า Zuck ให้อภัยจริงๆ หรือวางแผนล่อ Eduardo มาติดกับ (และ Sean มีส่วนร่วมด้วยหรือไม่) จนกว่าจะมารู้ว่า "ถูกหักหลัง" ไปพร้อมๆ กับ Eduardo

ฉากเปิดตัว Sean ก็น่าสนใจ (ที่เขาหลอกให้สาวนึกถึง Napster ก่อนจะเผยตัวทีหลังว่ากูนี่แหละ) แต่ค่อนข้างจะตามแบบฉบับไปนิด

นักแสดง

ปฏิกริยาตอนแรกที่ผมเห็นตัวอย่างของ The Social Network ก็รู้สึกว่า Zuckerberg คนนี้หน้าทึ่มๆ ไปนิด ต่างจาก Zuck ตัวจริงที่หน้ายิ้มๆ เป็นเพชรฆาตหน้าเด็ก (เหมือนกับ Ole Gunnar Solskjær) เลยไม่ประทับใจเท่าไรนัก

แต่เมื่อดูหนังจบก็ต้องยอมรับว่า Jesse Eisenberg เล่นได้ดีตามแบบฉบับของเขาเอง คือเป็น Zuck ในโลกของภาพยนตร์ ที่อาจจะต่างออกไปจาก Zuck ในโลกของความเป็นจริงอยู่บ้าง

Andrew Garfield คนเล่นเป็น Eduardo ก็เล่นได้ดีเช่นกัน บทของเขาจะต้อง loser นิดๆ ซึ่งก็ทำได้ตามนั้น

ส่วน Justin Timberlake คงไม่ต้องพูดถึงว่า "ขโมยซีน" อย่างมาก เล่นเป็น Sean หนุ่มทรงสเน่ห์แห่ง Silicon Valley ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ประเด็นอื่นๆ

  • ในเครดิตตอนเริ่มเรื่อง แอบเห็น Trent Reznor ด้วย
  • หลายคนคงติดใจ "สาวสแตนฟอร์ด" ที่นอนกับ Sean Parker ตัวจริงเธอคือ Dakota Johnson ซึ่งเป็นลูกสาวของ Melanie Griffith!!!

The Social Network ในฐานะ "กิจการไอที"

โลกไอทีสมัยใหม่นั้นถูก dominate โดยแนวคิดที่ Sean Parker นำเสนอไว้ในหนังว่า "1 ล้านไม่เท่หรอก ต้อง 1 พันล้าน" หรือ "ปลามาร์ลินไม่สำคัญเท่าปลาเทราต์" ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทอย่าง Apple, Microsoft, Yahoo!, Netscape, Google, Amazon, Facebook ก็เป็นหัวหอกพิสูจน์ให้เราเห็นแล้วว่า มันเป็นแนวคิดที่ใช้งานได้

แน่นอนว่าประวัติศาสตร์นั้น "ลืม" ผู้ที่ล้มเหลวจากแนวคิดนี้มากมาย (หนึ่งในนั้นก็คือ คู่แฝด ConnectU และ Eduardo) ตราบเท่าที่มีผู้ชนะที่จับต้องได้อย่าง Zuckerberg

ในฐานะที่ผมก็เป็น geek/nerd คนหนึ่งที่เติบโตมากับเรื่องราวเหล่านี้ ผมเข้าใจ "ความทะเยอทะยาน" ของทั้ง Zuck และ Sean ดีทีเดียว

และในฐานะที่ผมก็เคยรัน startup มาบ้าง แม้จะไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับ Zuck แต่ก็มีประสบการณ์พอสมควร และ "เห็น" ความเป็นจริงอีกด้านหนึ่งที่ตำนานทุกฉบับไม่ได้พูดถึง จึงอยากมาอภิปรายไว้ตรงนี้สักหน่อย

ผมคิดว่าสูตรของการสร้าง startup ที่ดี มันต้องเกิดมาจาก 2 ส่วนประกอบกัน อย่างแรกคือ "พลังงานที่เปี่ยมล้น" ในช่วงแรก กับ "การบริหารจัดการที่ดี" ในช่วงหลัง เมื่อองค์กรเริ่มขยายตัว

ในตำนานของ startup ทุกฉบับ กิจการที่ประสบความสำเร็จจะเริ่มในสมัยที่ผู้ก่อตั้งยังเป็นหนุ่มน้อยอ่อนเยาว์ แต่เปี่ยมด้วยพลัง และที่สำคัญกว่านั้นคือ "โฟกัส"

เฉกเช่นเดียวกับที่ Zuckerberg ไม่สนใจเรื่องอื่นใดนอกจากโค้ดกับเซิร์ฟเวอร์ของ Facebook เรื่องธุรกิจเป็นเรื่องรองๆ ที่เอาไว้คิดทีหลัง

จากประสบการณ์ของผม วิธีคิดแบบนี้ถูกต้องนะครับ เพราะถ้าเอาหัวไปคิดเรื่องธุรกิจ เรื่องโฆษณา เราจะทำเรื่องที่เป็นแกนหลักได้ไม่ดี เพราะไม่มีสมาธิ ถูก distract

ช่วงที่ผมทำ Blognone แรกๆ ก็อารมณ์คล้ายๆ แบบนี้คือสนใจแต่ข่าว คนดู คอมเมนต์ เรื่องธุรกิจไม่ใช่สาระ เรื่องคู่แข่งไม่เคยคำนึง

แต่ในแง่การจัดการองค์กรธุรกิจ วิธีคิดแบบนี้ก็ไม่ค่อยเหมาะเช่นกัน เพราะตอบคำถามพื้นฐานว่า "จะเอาอะไรกิน" ไม่ได้

ระบบของอเมริกาจึงต้องมี seed fund อย่าง venture หรือ angel เข้ามาช่วยยืด "ระยะเวลาโฟกัส" ให้นานหน่อย ให้ผู้ก่อตั้งมีสมาธิกับการปลุกปั้นองค์กรหรือผลิตภัณฑ์ โดยที่ไม่ต้องมาพะวงเรื่องรายได้ ส่วนกรณีของ Blognone ก็แก้กันไปแบบเศร้าๆ คือไปหางานประจำทำซะจะได้เลี้ยงชีพได้ (เศร้าหน่อยแต่ก็เวิร์คนะ!)

เมื่อองค์กรอยู่ในระยะปลอดภัย คือสามารถรันไปได้ด้วยตัวเองแล้ว อย่างอื่นๆ ถึงค่อยตามมา ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ แผนงาน พนักงาน การเงิน คอนเนคชัน สังคม ฯลฯ ผู้ก่อตั้งจะเริ่มไม่สามารถบริหารจัดการองค์กรได้เพียงลำพังแล้ว จึงต้องมีผู้บริหารมืออาชีพเข้ามาช่วย (กรณีของ Facebook ก็คือ Sheryl Sandberg)

เมื่อมีเรื่องที่ต้องคิดต้องทำมากขึ้น ส่วนของ core business ที่เคยเป็นอย่างเดียวที่ต้องโฟกัส มันก็จะมีเวลาสนใจน้อยลง ช่วงหลังมานี้พอผมมีอย่างอื่นต้องทำมากขึ้น งานบางอย่างเช่นดูสถิติหรืแก้ธีม ก็มีเวลาอุทิศให้มันน้อยลงมาก (ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ทุกคนจะต้องเจอ ถ้าหากจะโตต่อไป)

ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเริ่ม startup จึงเป็นช่วงชีวิตที่ค่อนข้างว่าง มีเวลาเหลือใช้ ไม่มีภาระรับผิดชอบมากนัก ซึ่งชีวิตช่วงมหาวิทยาลัย-ทำงานช่วงแรกๆ เป็นช่วงที่เหมาะสมยิ่ง

หลังจากนั้นมันไม่ค่อยว่างแล้วครับ เชื่อผมเต๊อะ ถ้าน้องๆ คนไหนอยากเปิด startup ก็ใช้ช่วงเวลาเหล่านี้ให้คุ้มค่า โฟกัสกับผลิตภัณฑ์ให้เต็มที่ แล้วอย่างอื่นค่อยคิดทีหลัง

ไม่แน่นะ Zuckerberg คนต่อไป อาจจะอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ได้!!!