Michael Arrington of TechCrunch

ผมมีฮีโร่ในวงการไอทีหลายคนครับ ขึ้นกับว่าเป็นฮีโร่ด้านไหน

ในสมัยที่ยังเขียนคอลัมน์ลงกรุงเทพธุรกิจอยู่นั้น เราก็ยึด Walt Mossberg เป็นโรลโมเดล

ช่วงที่ Chris Anderson มาปลุก Wired และออกทฤษฎี Long Tail เราก็กรี๊ดกร๊าด (ตอนหลังพี่แกไปทำ TED ดูเนือยๆ ลงไป) คนละคนกัน

ส่วนเรื่องของการทำเว็บข่าวไอที คงไม่มีใครเหนือกว่า Michael Arrington แห่ง TechCrunch

เว็บไซต์ Inc.com มีสัมภาษณ์ The Way I Work: Michael Arrington of TechCrunch ซึ่งหลายส่วนนั้น ผมเข้าใจลึกซึ้งดีทีเดียว จุดที่ผมชอบที่สุดในตัว Arrington ก็คือ "Don't pretend to be a nice guy" ไม่ต้องเสแสร้งว่าตัวเองเป็นคนดี ใจกว้าง เป็นมิตรกับทุกคน (แต่ต้องมาน้ำตาตกในเองในภายหลัง)

ในบทความมีการพูดถึงประเด็นเรื่อง people I don't like

I never develop friendships with people I don’t actually like. For instance, I write about digital music a lot. And the music labels are notorious for working the press. They’ll leak stuff and develop relationships, and it can actually be pretty fruitful as a journalist to get to know them. I hate ’em. They sue their customers. I see them as Darth Vader. Maybe it’s not fair, but I see the world in black and white. I don’t like them, so I won’t talk to them. My sources are all people I actually genuinely like, and I think they know that. They’re my friends, too.

แต่ Arrington เองก็มีค่านิยมในเรื่อง trust กับคนที่เขาเห็นคุณค่า

Sometimes, it will be true, but the company will ask me to hold off. Negotiating with companies over how news breaks is a big part of what we do. I don’t think traditional journalists would do this or admit to it, but a source might say, “Yeah, we just got bought, but can you please not write about it for a week, because it might kill the deal?” Unless I know lots of other journalists are sniffing around, I generally defer to the entrepreneur. We probably lose half of those stories, but it’s the right thing to do. It builds trust. People aren’t going to tell you things if they don’t trust you.

ส่วนนี้โดนใจมากที่สุด อาจเป็นเพราะผมต้องทำงานกับ PR และ Agency อยู่ไม่น้อย

I don’t like PR people for the most part. I like going to CEOs directly. If a PR person suggests I meet the CEO of this new company, I always say yes. But if they say, “Can we set up drinks? Or dinner?” I say no. I hate that—it is a huge waste of time. Let’s meet over coffee or get on Skype video and talk about your company, but I don’t want to chitchat about your family, because I don’t know you. If I have time to go to dinner, I want to do that with my college friends or my parents or whomever I’m dating.

หลังๆ ผมปฏิเสธการไปร่วมงานแถลงข่าว งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ งาน Blogger Day ที่จัดโดยเวนเดอร์ เกือบทั้งหมด คือมันเสียเวลาและไม่ได้อะไร โอเคอาจจะได้กินฟรี ได้ของแจกฟรี แต่เนื้อหาสาระเป็นศูนย์ PR และผู้บริหารที่จัดก็ตอบตามสคริปต์ที่คาดเดาได้อยู่แล้ว ถ้าอยากแจ้งข่าวอะไรเพียงแค่นี้ก็อีเมลมาก็ได้

ถ้าเป็นงานไหนที่เราเห็นคุณค่าในตัวมันจริงๆ ผมยินดีสละทุกอย่างเพื่อไปร่วมเอง อย่างงาน 3G ผมก็ยอมเสียเวลาทำงาน 2 วันเต็มไปลงพื้นที่ประมูล ดูให้เห็น ถามให้รู้ สัมผัสให้แน่ใจ ไปอยู่แล้วถ้ามันคุ้มแก่การเสียเวลา

Over the years, some people got upset when we didn’t cover them, and a certain percentage of those really made it personal.

ประเด็นนี้ก็สำคัญครับ จากที่ทำ Blognone มา มีข้อเสนอแนะเข้ามามากมาย บางอย่างก็ขัดกันเอง (เช่น คอมเมนต์มีภาพ-ไม่มีภาพ) และเราต้องเลือก พอเลือกข้างใดข้างหนึ่ง อีกข้างก็จะโวยวาย ดังที่เคยเกิดขึ้นเสมอมา

ทางออกที่ค้นพบก็คือเราต้องมีอิสระของเราเองในการตัดสินใจ และเหตุผลประกอบการตัดสินใจควรอิงจาก merit คือจับต้องได้ มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นที่รับทราบต่อสาธารณะ เช่น ถ้ามีกรณีขัดแย้งกัน ผมจะยืนอยู่ข้างที่เป็นคน "ให้" กับเรา เป็นคนทำงานจริง ไม่ใช่เอาแต่บ่นวิจารณ์ ก่อนเสมอ

Blognone ตั้งขึ้นเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์บางอย่าง (เป็น Advocay Journalism) ไม่เคยเป็นกลางมาตั้งแต่แรก เรามีความฝัน ความมุ่งมั่นที่เราเชื่อ ถ้าเห็นไม่ตรงกันก็เลิกอ่าน ไม่มีใครบังคับ ผมคิดว่าจุดนี้ TechCrunch ก็คล้ายๆ กัน มีคนก่นด่า TechCrunch ในหลายๆ เรื่อง แต่ TechCrunch ก็มีเป้าหมายของตัวเอง และทำงานคุณภาพดีออกมาในเป้าหมายที่วางไว้ เรื่องนี้เป็นอะไรที่ Blognone จะต้องเดินรอยตาม (เช่น ไม่สนับสนุนสาวกแอปเปิล แต่ต้องทำข่าวแมคให้ได้ดีกว่าใคร)

หมายเหตุ: ผมเป็นคนตื่นเช้า และจัดระเบียบชีวิตได้ดีพอสมควร อันนี้จะไม่เหมือนกับ Arrington อยู่บ้าง

ป.ล. บทความนี้ไม่ได้พูดถึง CrunchPad ซึ่งเป็นจุดด่างในชีวิตอันใหญ่ของ Arrington แต่เอาเถอะ เจ้าตัวก็คงเซ็งไม่อยากให้สัมภาษณ์

Submitted bymarkpeakneton Mon, 09/20/2010 - 16:05