My Civilization Experience

Ars Technica มีบทความ The history of Civilization: 20 years of Wonders อ่านแล้วซาบซึ้งใจ จนต้องขอเขียนถึงในเวอร์ชันของตัวเองบ้าง

ถ้ามีคนมาถามว่า "ชอบเกมอะไรมากที่สุด" ผมสามารถตอบแบบไม่ต้องคิดได้ทันทีว่า "Civilization"

Civilization I

จากความทรงจำอันเลอะเลือน การสัมผัส Civ ครั้งแรกเกิดขึ้นกับ Civ 1 นี่ล่ะ ตอนนั้นผมยังเด็กมากๆ อ่านภาษาอังกฤษก็ไม่ค่อยออก แน่นอนว่าย่อมไม่สามารถเข้าถึงความลุ่มลึกของเกมในตำนานแบบนี้ได้

อันนึงที่จำแม่นก็คือกราฟิกของ Civ1 นั้นห่วยมาก ผมดูไม่ออกว่ายูนิตเริ่มต้นของเราคืออะไร (ตัวอะไรก็ไม่รู้สีดำๆ) หลังจากเดินไปได้ 20 turn ก็เพิ่งมาเข้าใจว่ามันคือ "ม้า"

อยากหาภาพหน้าจอมาประกอบ แต่พยายามแล้วหาไม่เจอ เอาเป็นภาพอื่นๆ แทนละกัน

ส่วนอันนี้เป็นปกเกม ภาพนี้ผมมาเห็นตอนโตสักหน่อยแล้ว เป็นภาพที่ชอบมากครับ คลาสสิคดี สวยและมีความหมายกว่ากล่องเกมภาคต่อๆ มาทั้งหมดที่เน้นยูนิตเยอะๆ ดูรกตา

ภาพทั้งหมดจาก Civ Fanatics ครับ ข้อมูลละเอียดมาก

Civilization II

มาเล่นจริงจังก็ Civ II เกมในตำนานนี่แหละ เหตุผลที่เล่นก็คืออ่านพวกแมกกาซีนเกมเขียนชม ยกย่องให้เป็นเกมในตำนานก็เลยอยากลองว่ามันเป็นอย่างไร อันนี้ต้องขอบคุณแมกกาซีนเกมคอมพิวเตอร์ในอดีตทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Computer Time Game หรือ IT Games มา ณ ที่นี้ด้วย ที่ช่วยให้ผมเข้าใจแนวคิดและสามารถเล่นเกมตระกูล Civ ได้

Civ II นั้นภาพสวยกว่า Civ I มาก (ในระดับเดียวกับ Sim City 2000 เทียบ Sim City 1) อีกอันที่จำได้คือ Wonder เมื่อสร้างเสร็จจะมีวิดีโอประกอบ แต่เครื่องผมรันวิดีโอไม่ขึ้น เลยเห็นเป็นหน้าจอเทาๆ มีเสียงประกอบแทน T_T เอ้อ เกมนี้เล่นในวินโดวส์แล้วนะ ภาคแรกยังเป็นดอสล้วน

ระบบเกมพื้นฐานก็มาลงตัวในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบ production, tech, สงคราม หรือ Wonder ระบบการค้าของภาคนี้คือการสร้างคาราวาน ซึ่งก็สนุกดีตอนแรกแต่ตอนหลังๆ เราจะขี้เกียจสร้าง ขี้เกียจจับเดิน

อีกอันที่จะว่าเป็นเอกลักษณ์ก็พอได้ จะว่าแปลกก็ไม่ผิด คือเมื่อเราประสบความสำเร็จอะไรสักอย่างในเกม เช่น มีเมืองเยอะกว่าชาวบ้าน ค้นพบเทคโนโลยีก่อนใคร เราจะได้สิทธิ์แต่งห้องของพระราชาหรือ throne room จากตอนแรกเป็นห้องหัวหน้าเผ่ากระจอกๆ ให้กลายเป็นหรู ตอนหลังพอเริ่มดักทางเกมได้จะได้สิทธิ์แต่งห้องบ่อยมาก จนช่วงท้ายๆ เกมกดอะไรไม่ได้เพราะสร้างเสร็จหมดแล้ว

พวกมัลติเพลเยอร์นี่ผมไม่เคยเล่นเลยครับ สมัยก่อนที่บ้านมีคอมเครื่องเดียวไม่มีแลน อินเทอร์เน็ตไม่ต้องฝัน เลยทำให้คุ้นกับการเล่น Civ แบบ standalone มาจนถึงภาคต่อๆ มาทั้งหมดด้วย

ในบทความของ Ars นั้นข้ามภาคย่อยไปภาคนึง มันคือ Civilization II: Test of Time เป็นภาคที่ MicroProse ไม่ได้ทำเอง แต่เจ้าของใหม่คือ Hasbro เอามารีเมค ซึ่งก็ไม่สำเร็จนัก แต่ชื่อสโลแกน Test of Time เป็นอะไรที่แสดงถึงความเป็น Civ ได้ดีเยี่ยม

สงครามกลางเมืองและ Call to Power

Civ 2 นั้นประสบความสำเร็จมากในแง่คำวิจารณ์ (มันเคยเป็นเกมในตำนาน ติดท็อปเกมยอดเยี่ยมตลอดกาลอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะมาโดนโค่นโดย Half-Life) แต่ในเชิงการบริหาร ค่าย MicroProse กลับประสบปัญหาเรื่องสิทธิ์ความเป็นเจ้าของชื่อ Civ

เรื่องก็คือค่าย MicroProse ต้นตำรับ เป็นเจ้าของแบรนด์ Civilization ที่เป็นเกมคอมพิวเตอร์ แต่ก็มีเกม Civilization ที่เป็นเกมกระดานด้วย ซึ่งตอนหลัง Activision ได้สิทธิ์นี้มา และพยายามเกาะกระแส สร้างเกม Civ (ตามสิทธิ์ของบอร์ดเกม) ภาคดิจิทัลในชื่อ Civilization: Call to Power เลยกลายเป็นคดีความฟ้องร้องกับ MicroProse อยู่พักนึง

นอกจากศัตรูภายนอกอย่าง Activision ฝ่ายค่าย MicroProse เองก็มีปัญหาภายใน เพราะทีมงานเกม (Sid Meier และลูกน้อง) ดันไปขัดแย้งกับนักลงทุนเจ้าของบริษัท ฝ่าย Sid เลยลาออกกันยกทีม เกมตระกูล Civ เลยเกือบจะอวสานอยู่ตรงนั้น

ตอนนั้น Civ เลยแยกเป็นสามสาย

  • Activision ออก Civilization: Call to Power ที่ไม่ได้ทำโดย MicroProse เกมมีแนวคิดน่าสนใจบางอัน เช่น เปลี่ยนระบบการต่อสู้ให้ซับซ้อนสมจริงขึ้น แต่สุดท้ายเกมแป๊ก ทาง Activision ได้ออกภาค CTP2 มาอีกภาคก่อนจะล้มเลิกแผนการสร้าง Civ ไป ภาคนี้ผมเล่นนิดเดียว จำได้ว่ามีชนชาติไทยด้วย
  • ทีมต้นฉบับแยกออกไปตั้งค่ายใหม่คือ Firaxis (อ่านว่า "เฟอ-แอก-ซิส" ไม่ใช่ "ฟิราซิส" ผมอ่านผิดอยู่ตั้งนาน ชื่อค่ายแปลว่า แกนแห่งไฟ ตามโลโก้) สร้างภาคต่อของ Civ ที่ออกสู่อวกาศในชื่อ Alpha Centauri เดี๋ยวจะเขียนถึงต่อไป
  • สิทธิ์ของ Civ สองภาคเดิมอยู่กับ MicroProse ที่ไม่มีทีมงานเหลือแล้ว แต่ก็ยังใช้หากินได้

Alpha Centauri

ต้องสารภาพว่าผมเรียกเกมนี้ว่า "Alpha Century" อยู่ตั้งนาน เพราะไม่รู้ว่า Centauri คืออะไร มารู้ตอนหลังว่ามันเป็นชื่อดาวฤกษ์ที่ยานอวกาศใน Civ 2 มุ่งไป แต่ประสบเหตุยานตก ทำให้คนที่เหลือรอดต้องมาสร้างอารยธรรมกันใหม่

Alpha Centauri เป็นเกมแรกในชีวิตที่ผมลงทุนซื้อแผ่นแท้ (ตอนนี้แผ่นก็ยังอยู่แต่กล่องหายไปแล้ว) นอกจากกราฟิกจะสวยขึ้นแล้ว (อย่างไรก็ตาม เกมตระกูล Civ จะมีคุณภาพของภาพสวยน้อยกว่าเกมทั่วไปในสมัยนั้นอยู่หนึ่งสเต็ปเสมอ อันนี้ก็ไม่เว้น) มันยังมีคอนเซปต์ใหม่ๆ ที่น่าสนใจหลายอย่าง เช่น

  • สร้างเมืองในทะเล
  • terraforming หรือการปรับสภาพแผ่นดิน ให้นูนขึ้นต่ำลง

  • การ customize ยูนิต โดยนำ part มาประกอบกัน (แต่อย่าโดนเกมหลอก เพราะตัวที่เอา part เจ๋งสุดมารวมกัน ไม่ใช่ตัวที่เก่งสุด แถมแพงอีกต่างหาก ตัวที่ดีที่สุดในเกมคือ Chopper เพียงแต่มันยึดเมืองไม่ได้)
  • ระบบ government ช่วยเราผลิตของตามแนวทาง จะได้ไม่ต้อง micro management มากเกินไป

  • ระบบการทูต คือชนะโดยการสร้าง UN ขึ้นมาแล้วเลือกตั้ง (แต่ผมเล่นไม่สนการทูตคือ expand & exterminate เท่านั้น อ่าน 4X ประกอบ)
  • โบนัสพิเศษของแต่ละชาติ คือจะเก่งไปคนละอย่าง สไตล์ผมเน้นสร้าง+ขยายเมือง ก็เล่นเป็นเผ่า Morgan สีส้ม ตัวซ้ายสุดในภาพ)

อย่างไรก็ตาม Alpha Centauri มีข้อเสียสำคัญคือมันเกิดในโลกอนาคตอันไกลโพ้น พวกเทคโนโลยีต่างๆ เป็นแนวไซไฟทั้งสิ้น พอไปช่วงหลังๆ เราจะไม่ค่อยอินไปกับเกม เพราะมันค้นพบอะไรแปลกๆ เหนือจินตนาการของเรา ต่างไปจาก Civ ที่ค้นพบนิวเคลียร์ รถถัง เครื่องบิน ซึ่งจับต้องได้มากกว่า

Alpha Centauri ได้คะแนนเยอะเป็นประวัติการณ์ของ PC Gamer ถ้าจำไม่ผิดจะเป็น 97-98% เกมเดียวที่ได้เยอะกว่านี้เข้าใจว่าเป็น Half-Life หรือ Half-Life 2 นี่ล่ะ อันนี้ไม่ชัวร์ครับ

Alpha Centauri มีภาคเสริมคือ Alien Crossfire ซึ่งเราสามารถเล่นเป็นเอเลี่ยนได้ด้วย ภาคนี้ไม่มีเข้ามาขายในไทย ผมอยากเล่นมากแต่ด้วยเหตุนี้เลยอดเล่น

Civilization III

เส้นทางที่เหมือนจะแตกแยกของ Civ กลับมารวมเป็นหนึ่งอีกครั้งแบบเหลือเชื่อ หลังจากที่ Activision เจ๊งไปกับแบรนด์ Civilization และ Firaxis ไปได้ดีกับ Alpha Centauri แต่ก็ไม่ได้ชื่อ Civ กลับมา ก็มีพระเอกคือ Hasbro ซึ่งเป็นบริษัทของเล่นใหญ่ในสหรัฐ เข้ามาเป็นฮีโร่

Hasbro เริ่มจากซื้อ MicroProse เดิมก่อน โดยแย็บๆ ผ่านการนำ Civ 2 ซึ่งยังเป็นสิทธิ์ของ MicroProse มารีเมคใหม่ในชื่อ Test of Time ตามที่เขียนไปแล้ว ภาคนี้ไม่ประสบความสำเร็จเท่าไรเพราะมันคือการรีเมคให้ภาพสวยขึ้นเท่านั้น

หลังจาก Hasbro เริ่มมั่นใจ ก็เข้ามาแก้ปัญหาที่คาราคาซังมานาน โดยการ Buy 'em up หรือ "ซื้อแม่งให้หมด" นั่นคือซื้อสิทธิ์ Civ ส่วนของ Activision และซื้อ Firaxis ทั้งบริษัท

Civ ที่กระจายออกเป็นสามส่วนเลยกลับมารวมกันได้แบบปาฏิหารย์ แถมตอนนี้เมื่อทีมของ Sid Meier กลับมา, ได้ชื่อ Civ คืนมา, ได้กำลังเงินของ Hasbro ก็ไม่มีอะไรควรทำมากไปกว่า Civ 3

Civ 3 เป็นภาคที่ผมเล่นมากที่สุด (มั้ง ไม่แน่ใจว่าเทียบกับ Alpha แล้วเล่นอะไรเยอะกว่า) แนวคิดใหม่ๆ ที่เพิ่มเข้ามาในภาคนี้มีสามเรื่อง

  • พรมแดนวัฒนธรรม คือทิ้งระบบพรมแดนตายตัวแบบภาคก่อน แต่ชนชาติของเราจะมีคะแนนวัฒนธรรม ไปสร้างอิทธิพลกับชาวบ้านด้วย ยิ่งคะแนนเยอะ พรมแดนก็ยิ่งขยายมาก
  • ทรัพยากร อันนี้สมจริงมาก ภาคก่อนเมื่อคิดค้นอะไรได้ก็สร้างได้เลย แต่ภาคนี้คิดได้แล้ว ต้องมีทรัพยากรในเขตแดนของตัวเองด้วย เช่น ถ้าคิดนิวเคลียร์ได้ ต้องมียูเรเนียมในพรมแดนของเรา (ซึ่งคนที่คิดได้แล้วจะเห็นว่ายูเรเนียมอยู่ตรงไหนบ้าง) ตรงนี้ทำให้เกมสนุกมากเพราะเวลาคิดเทคโนโลยีได้ แต่ทรัพยากรอยู่ในแดนคนอื่น เราก็ต้องเจรจาเพื่อให้ได้มา หรือไม่ก็บุกไปยึดเมืองมันซะ (คิดถึงอเมริกาบุกอิรักเพื่อน้ำมันสิ)
  • ยูนิตพิเศษ แต่ละชาติจะมียูนิตที่เก่งพิเศษ ซึ่งจะอยู่กันคนละยุค และขึ้นกับสไตล์การเล่นว่าเราเล่นแบบไหน ควรใช้ชาติไหน ผมชอบเล่นสไตล์สร้างเมืองให้มั่นคงก่อนแล้วค่อยตี และนิยมสงครามภาคพื้น ก็จะเล่นฝรั่งเศส (Musketeer) รัสเซีย (Cossack) และเยอรมนี (Panzer) เสียเยอะ

หน้าจอจัดการเมืองของ Civ 3 ผมค่อนข้างชอบ look & feel ของภาคนี้นะ มันดูอบอุ่นดี

อันนี้หน้าจอบริหารยูนิต ใช้ระบบ advisor จะเห็นหน้า Sid อยู่อันล่างสุด โดยรับบทเป็น science advisor ถ้าจะไม่ผิดมีประกวดชิงโชค โดยคนที่ชนะจะได้มีหน้าอยู่ใน advisor ด้วย

คาราวานของภาคเดิมถูกตัดทิ้งไป และเปลี่ยนมาเป็นการค้าระหว่างประเทศแทน อันนี้ถ้าจำไม่ผิดเอามาจาก Alpha Centauri, อีกอันที่เพิ่มเข้ามาคือระบบ automate unit สำหรับพวก worker ช่วยให้สั่งการสบายขึ้นเยอะ

City view ดูสิ่งปลุกสร้างไปในเมือง มันจะสนุกตอนที่เราสร้างของเยอะๆ ในเมืองเดียว แล้วมาดูว่าอะไรมันจะไปอยู่ตรงไหนบ้าง

Civilization IV

ภาคนี้ผมเล่นน้อยมาก ด้วยเหตุผลว่าเครื่องแรงไม่พอ พอมีเครื่องแรงก็หมดอารมณ์เล่นไปหลายปี ภาคนี้ Hasbro ที่กลายเป็นฮีโร่ในคราวก่อน ได้ถอนตัวออกจากวงการเกมไปเสียแล้ว สิทธิ์เลยข้ามมาอยู่กับ Take Two แทน ในชื่อค่าย 2K Games ซึ่งจะต่อไปยังภาค V ด้วย

จุดเด่นที่ Civ 4 ต่างจาก Civ 3 อย่างมากคือเรื่องกราฟิก ซึ่งเปลี่ยนมาใช้ระบบ 3D เป็นครั้งแรก โพลีกอนเต็มรูปแบบ (ชาวบ้านเค้าใช้กันไปนานแล้วลุง) ส่วนระบบการเล่นไม่ค่อยต่างนัก

สิ่งที่เพิ่มเข้ามาคือระบบศาสนา ซึ่งเป็น add-on ของระบบวัฒนธรรม แต่เท่าที่เล่นมันไม่พลิกโฉมรูปแบบของเกมมากนัก อีกอันคือ great people ผมเข้าใจว่าได้อิทธิพลมาจากเกม RTS รุ่นใหม่ๆ อย่าง WarCraft ที่เริ่มมียูนิตฮีโร่เข้ามา

คนที่เล่น Civ 3 มาจะงงๆ กับ Civ 4 อยู่บ้าง เพราะมันเปลี่ยนแนวคิดเดิมหลายอย่าง เช่น ไม่มีประท้วงหรือคอร์รัปชันอีกแล้ว แต่ใช้ระบบ health/maintenance แทน, ระบบ production เปลี่ยนวิธีนับ ย้ายของไม่ได้แล้ว, ถนนไม่ต้องสร้างทุกช่อง

อย่างที่บอกว่าภาคนี้เล่นนิดเดียว เล่นแล้วรู้สึกว่าระยะความต่างจาก Civ 3 มันไม่เยอะมากนัก ไม่เหมือนตอน Civ 2 > Alpha Centauri > Civ 3 ซึ่งมีของใหม่เข้ามาเยอะมาก

look & feel ของภาคนี้จะดูแข็งๆ ชอบของภาค 3 มากกว่า

ผมลองพยายามเล่นให้จบแบบวัฒนธรรม พบว่ายากมาก อันนี้คงต้องไปศึกษาระบบของ great people ให้ดีๆ ดูว่ามีเทคนิคอะไรบ้าง แต่ตอนนี้คงไม่เล่นอีกแล้ว รอ Civ 5 เลยดีกว่า

Civ 4 มีภาคเสริมถึง 3 ภาค แต่ไม่ได้เล่นสักภาคเลยครับ

อื่นๆ

  • Civilization Revolution ภาคปรับให้เหมาะกับคอนโซล ไม่ได้เล่นเลย
  • Civilization Network ภาค Facebook เงียบหายไปแล้ว มีแนวโน้มเจ๊งสูง

เจอกันอีกทีใน Civ V นะครับ 21 กันยายนนี้