การผลักดันนโยบายตามระบอบประชาธิปไตย

ตอนจบแล้วครับ

ความเดิม: ตอนที่หนึ่ง, ตอนที่สอง, ตอนที่สาม, ตอนที่สี่

เขียนมาตั้งยาว ผมขอสรุปดังนี้ครับ

  • ทุกคนมีความฝันของตัวเอง อยากเห็นโลกหมุนไปในทางที่เราอยากให้มันเป็น แน่นอนว่าเป็นประโยชน์กับเราด้วย
  • ความฝันเป็นเรื่อง subjective คือ ผมย่อมต้องเห็นความฝันของผมดีที่สุดอยู่แล้ว
  • แม้ว่าความฝันของผม อาจจะเป็นเรื่องไร้สาระในสายตาคนอื่นก็ได้ เช่น ผมอยากให้หมอทั้งประเทศไทยเป็นผู้หญิงล้วน ใส่ชุดรัดรูปเวลาตรวจโรค
  • แต่ผมสามารถ defend ความฝันผมได้ ด้วย "เหตุผลทางวิชาชีพ" (ซึ่งไม่รู้ว่าล้าสมัยไปหรือยัง มั่วมาหรือเปล่า วิชาชีพเดียวกันอาจคิดคนละแบบ และเป็นการมองแบบเข้าข้างตัวเองหรือไม่) จริงๆ หมายถึงเหตุผลอะไรก็ได้ตามแต่จะอ้างนั่นล่ะครับ
  • สรุปว่าความฝันของใครดีกว่ากัน พูดยากสุดๆ
  • แน่นอนว่าเราไม่สามารถทำตามความฝันของทุกคนได้ เพราะทรัพยากรมีจำกัด
  • ถ้าอยากให้ฝันเป็นจริง ผมก็ต้องพึ่งพิง "อำนาจ" ในการดำเนินการอยู่ดี
  • วิธีง่ายๆ ผมสามารถ "ล็อบบี้" ผู้มีอำนาจในขณะนั้น ให้ดำเนินการตามที่ผมอยากได้
  • แต่วิธีล็อบบี้ก็มีข้อเสีย ตรงที่ผมมีความเสี่ยงจะถูกเบี้ยวได้เสมอ ไม่ได้ในสิ่งที่ผมอยากได้ แม้ว่าจะลงทุน ลงทรัพยากรในการล็อบบี้ไปแล้วก็ตาม
  • สุดท้ายแล้ว วิธีเดียวที่จะการันตีว่า โลกจะหมุนไปในแบบที่เราฝัน ก็คือ ผมต้องมี "อำนาจ" นั้นในมือเสียเอง

อ่านไม่รู้เรื่อง อธิบายใหม่!

มนุษย์ทุกคนมีผลประโยชน์ของตัวเอง และคนที่ใกล้เคียงกัน ย่อมมีผลประโยชน์คล้ายคลึงกัน เช่น

  • คนแถวหมู่บ้านผมย่อมอยากได้ถนนหน้าหมู่บ้านดีๆ
  • บริษัทก่อสร้าง อยากได้งานสร้างถนนสม่ำเสมอ
  • บริษัทโทรคมนาคม อยากได้ใบอนุญาต 3G ในราคาถูกที่สุดเท่าที่เป็นไปได้
  • หมอ อยากให้โรงพยาบาลของตนได้งบประมาณสาธารณสุขมากพอกับคนไข้
  • ทหาร อยากให้เจ้านายของตัวเองได้เป็น ผบ. ทบ.

แน่นอนว่า งบประมาณสร้างถนน งบสาธารณสุข ความถี่ 3G และเก้าอี้ ผบ.ทบ. มีจำกัด ใครจะเป็นคนได้มันไป?

คำตอบคือ ทุกฝ่ายก็ต้อง "ช่วงชิง" เอา "อำนาจในการกำหนด" ทรัพยากรที่ตัวเองอยากได้มา ด้วยวิธีการต่างๆ

วิธีการมีมากมาย ตัวอย่างเช่น

  • ยัดเงินใต้โต๊ะให้นายกเทศมนตรีสร้างถนนให้หน้าหมู่บ้าน
  • จีบลูกสาวนายกแล้วข่มขู่ว่าจะพาหนีถ้านายกไม่ทำตามคำเรียกร้อง
  • กล่าวหาว่าบริษัทโทรคมนาคมอื่นๆ เป็นบริษัทของต่างชาติ
  • ส่งคนของตัวเองไปเป็นรัฐมนตรีคมนาคม จะได้กำหนดจุดสร้างถนนได้
  • รัฐประหารรัฐบาลที่ไม่ยอมแต่งตั้ง ผบ. ทบ. ทิ้งไปซะ
  • เอาม็อบมาปิดสนามบิน
  • เอาม็อบมาปิดราชประสงค์
  • ฯลฯ

วิธีการที่ว่ามา ฟังดูสกปรก รับไม่ได้ ผิดศีลธรรม ฯลฯ ใช่ไหมครับ?

ตามหลักการประชาธิปไตย

ได้กำหนดวิธีการช่วงชิงทรัพยากรไว้ว่า

  • ยื่นข้อเสนอ (ที่ไม่รู้ว่า "ดี" หรือไม่ เพราะมัน bias ต่อผู้เสนอแน่ๆ) ของกลุ่มของคุณมา
  • ถ้าคนส่วนมากเห็นด้วย ก็ทำตามนั้น

ถ้าทุกคนในประเทศไทยมี iPad ต่อ 3G สัญญาณดีไม่ดับ

  • ยื่นข้อเสนอ (โลกในมุมที่คุณอยากให้เป็น) ขึ้นมาบนหน้าจอ iPad ของทุกคน
  • เวลา 15.00 กดโหวตพร้อมกัน ถ้าเกินครึ่ง เอาตามนั้น

ปัญหาคือ iPad ยังไม่มีขายในไทย ดังนั้นตอนนี้เราต้อง

  • ส่ง "ผู้แทน" ของ "กลุ่มผลประโยชน์" ของพวกคุณมา
  • "กลุ่มผลประโยชน์" ไหน มี "ผู้แทน" สูงสุด ให้สิทธิ์กลุ่มนั้นเป็นผู้ดำเนินการ จะไปสั่งการใครด้วยวิธีไหนก็อีกเรื่องนึง แล้วแต่เห็นสมควร

แปลอีกรอบ

  • ผู้แทน = ส.ส.
  • กลุ่มผลประโยชน์ = พรรคการเมือง

นี่คือแนวทางตามระบอบประชาธิปไตยสากลในปัจจุบัน

ตอนนี้

กลุ่มทุนก่อสร้าง กลุ่มทุนธนาคาร กลุ่มทุนโทรคมนาคม กลุ่มทุนสื่อมวลชน เรียนรู้เรื่องนี้มานานแล้ว

ดังจะเห็นได้จาก

  • รัฐมนตรีนามสกุลศิลปอาชา ลิปตพัลลภ ชาญวีรกูล
  • นายกรัฐมนตรีนามสกุลชินวัตร และวงศ์สวัสดิ์
  • รัฐมนตรีนามสกุล มาลีนนท์

กลุ่มทุนเก่า เศรษฐีดั้งเดิม ผู้ดีเก่า เรียนรู้เรื่องนี้มานานยิ่งกว่า

ดังจะเห็นได้จาก

  • นายกรัฐมนตรีนามสกุล เวชชาชีวะ
  • รัฐมนตรีนามสกุล จาติกวณิช สภาวสุ เทวกุล สารสิน

กลุ่มทุนท้องถิ่น ผู้มีอิทธิพลตามจังหวัดในภูมิภาค ก็เรียนรู้เรื่องนี้เช่นกัน

ดังจะเห็นได้จาก

  • รัฐมนตรีนามสกุล ขจรประสาท เทียนทอง เทือกสุบรรณ
  • รัฐมนตรีและประธานสภานามสกุล ชิดชอบ

ฯลฯ

กลุ่มผลประโยชน์ข้างต้นที่ยกมา เล็งเห็นความสำคัญของการพิทักษ์ผลประโยชน์ของกลุ่มตัวเอง จึงส่งตัวแทนเข้ามาปกป้อง โดยใช้กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา (ซึ่งประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน)

ผลที่ได้ก็ออกมาดีนะครับ ถ้าดูจากผลประโยชน์ที่กลุ่มต่างๆ เหล่านี้ได้รับ ก็ไม่น้อยเลยล่ะ ซึ่งมันก็ไม่ผิดอะไรนี่ที่กลุ่มเหล่านี้ได้มันไป เพราะเขาเข้ามาเพื่อปกป้องและช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเอง

ตอนนี้กลุ่มใหม่ๆ หลายกลุ่มเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้แล้ว ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือกลุ่มผู้จัดการ ที่เริ่มเข้ามาช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเอง (หลังจากโดนเบี้ยวมาหลายรอบ) ด้วยการตั้งพรรคการเมืองใหม่ พวกเขาเรียนรู้ว่า ตามระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องมีผู้แทนของตัวเอง เข้าไปช่วงชิงผลประโยชน์ในรัฐสภาและรัฐบาล มีแค่มวลชนนอกสภาอย่างเดียวไม่พอ ต้องแปรเปลี่ยนมวลชนให้เป็นผู้แทน (ผ่านการโหวต) ด้วยอีกต่อหนึ่ง

หลายกลุ่มเริ่มเรียนรู้เรื่องนี้ ทำไมกลุ่มอื่นๆ ไม่เข้าไปช่วงชิงผลประโยชน์ของตัวเองกันบ้างละครับ

  • กลุ่มตำรวจ อยากได้นโยบายให้รถตำรวจฟรีพร้อมน้ำมันตลอดชีพ ก็ตั้งพรรคตำรวจ
  • กลุ่มครู อยากให้งบครูเพิ่มขึ้น นักเรียนต่อห้องลดลง ปิดเทอมยาวหน่อย ก็ตั้งพรรคครู
  • กลุ่มหมอ อยากให้รัฐดำเนินนโยบายตามใจหมอ งบมากพอกับปริมาณคนไข้ ก็ตั้งพรรคหมอ
  • กลุ่มทหาร อยากให้รัฐดูแลทหารดีๆ สร้างความเจริญให้กับเขตทหารเยอะหน่อย ก็สนับสนุนพรรคเอาใจทหาร (ซึ่งก็คือพรรคประชากรไทยของคุณสมัคร ซึ่งเป็น ส.ส. เขตทหาร)
  • กลุ่มคนริมแม่น้ำโขง อยากสร้าง/ไม่อยากให้สร้างเขื่อนริมแม่น้ำโขง ก็สนับสนุนพรรคริมโขง (ซึ่งก็คือพรรคความหวังใหม่ อีสานเขียว)
  • กลุ่มคนสุพรรณ อยากให้สร้างถนนดีๆ สร้างสวนสาธารณะ ขอความเจริญในพื้นที่ ก็สนับสนุนพรรคสุพรรณ (ซึ่งก็คือพรรคชาติไทย ในส่วนของคุณบรรหาร)
  • กลุ่มคนโคราช อยากได้จังหวัดมีมหาวิทยาลัยมาเปิด ก็สนับสนุนพรรคโคราช (ซึ่งก็คือพรรคชาติพัฒนา ในยุคของชาติชาย)
  • กลุ่มคนรักสิ่งแวดล้อม อยากให้มีนโยบายรักษาสิ่งแวดล้อมมากๆ ก็ตั้งพรรคสิ่งแวดล้อม (ซึ่งก็คือพรรคกรีนในหลายประเทศ)
  • กลุ่มผู้ใช้แรงงาน อยากให้มีนโยบายสวัสดิการแรงงาน ขึ้นค่าแรง ก็ตั้งพรรคแรงงาน (ซึ่งก็คือพรรคแรงงานของอังกฤษ)
  • กลุ่มคนจีน อยากให้คนจีนเรียนฟรี รักษาฟรี วันตรุษจีนเป็นวันหยุดราชการ ก็ตั้งพรรคคนจีน (ซึ่งมีในมาเลเซีย)
  • กลุ่มคนโหลดบิต ไม่อยากให้ปิด The Pirate Bay ก็ตั้งพรรค Pirate Party (ซึ่งมีอยู่จริงและได้ที่นั่งในสภายุโรปถึงสองเสียง)

ปิดท้าย

ผิดหวังที่นโยบายรัฐไม่เป็นไปตามความต้องการ ไม่ใช่ว่าความคิดของคุณจะถูกเสมอไปนี่นา (แม้ว่าคุณจะอ้างวิชาชีพก็ตาม) คนอื่นไม่ได้คิดเหมือนคุณทุกคนเสียหน่อย คุณอาจคิดแบบนี้คนเดียวในโลกก็ได้

ผิดหวังแล้วนั่งบ่น นั่งด่า มันก็สะใจดี หายเครียดบ้าง แต่ในระยะยาวก็ไม่ช่วยอะไรหรอกครับ เสียทรัพยากรด้วย

ลุกขึ้นมาเปลี่ยนนโยบายที่เราไม่ชอบ ด้วยมือของเราเองกันดีกว่า ไม่ต้องง้อใคร ไม่ต้องกลัวใครเบี้ยว การันตีว่าสิ่งที่เราฝันมันจะเกิดขึ้น ด้วยมือของเราเอง

การเปลี่ยนสิ่งที่ไม่ชอบรอบๆ ตัวเรา บางครั้งอาจแก้ได้ไม่ยากนัก ด้วยการลุกขึ้นมาทำมันเสียเองในแบบที่เราอยากให้มันเป็น

แต่การเปลี่ยนนโยบายระดับประเทศ ตามหลักประชาธิปไตยสากล มันมีกระบวนการของมันอยู่ นั่นคือ ส่งตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ของเรา เข้าไปต่อสู้ช่วงชิงมันมา ในเวทีของรัฐสภา (กฎหมาย) และรัฐบาล (นโยบายและการดำเนินงาน)

ขอให้ความฝันของทุกท่านจงสำเร็จลุล่วง ตามวิถีของประชาธิปไตยเทอญ