ประสบการณ์การรับปริญญาของข้าพเจ้า

มาเชียงใหม่ครับ งานรับปริญญาของ มช. เผอิญน้องรับปีนี้

อยู่ว่างก็บำเพ็ญประโยชน์เป็นช่างกล้องจำเป็นให้น้อง เดินตามถ่ายไปเรื่อย ดูบัณฑิตจบใหม่ถ่ายรูปกันก็สนุกดี

คนเคยรับปริญญาคงรู้ดีว่ามันจะมีอารมณ์+วัฒนธรรมแบบ "รับปริญญา" คือผมนึกคำที่ดีกว่านี้ไม่ออก แต่ถ้าเคยผ่านมาน่าจะพอนึกออก มั้งนะ เช่น เพื่อนฝูงที่แยกหายกันไปปีนึงกลับมาเจอกัน, ระลึกความหลังตามสถานที่จุดต่างๆ ที่ไม่ใช่จุดสำคัญแต่เราผ่านมันทุกวัน, มาแอคท่าทำอะไรร่วมกันเป็นครั้งสุดท้าย (เพราะยากมากที่จะได้กลับมาทำกันอีกแบบครบๆ)

คิดไปคิดมาก็นึกถึงสมัยของตัวเอง ขอมาบันทึกไว้เป็นที่ระลึก ของขวัญรับปริญญาที่ได้รับแล้วประทับใจมากที่สุด

มาจากเพื่อนโจ้ กวินเจตน์ (หมอนี่ปรากฎกายใน รถไฟฟ้ามาหานะเธอ ด้วยหนึ่งฉาก) เดินมาหาแล้วควักทิชชู่มาให้ 1 ซองเป็นของขวัญวันรับปริญญา พร้อมกับพูดว่า

"บัณฑิตผู้ชาย 90% ไม่มีใครพกทิชชู่ แต่มันจำเป็นต้องใช้"

แล้วก็ได้ใช้จริงๆ ประทับใจมาก

ของขวัญรับปริญญาที่ให้แล้ว คิดว่าคนรับประทับใจมากที่สุด

ไม่ได้ตั้งใจด้วยซ้ำ

เรื่องเกิดขึ้นที่ มธ. ท่าพระจันทร์ เพื่อน O. มาเข้าหอประชุมกับรูมเมทที่รับปีเดียวกัน เนื่องจากกลัวคนเยอะ เลยให้ญาติพี่น้องมาถ่ายรูปกันวันซ้อมให้หมด แล้ววันจริง นั่งแท็กซี่กันมาเองสองคน กะว่าสบายแน่ รับเสร็จก็กลับ

ปรากฎว่า O. เป็นคนป๊อป มีสาวๆ และรุ่นน้องมาแสดงความยินดีด้วยเป็นจำนวนมาก และหลายคนไม่พลาดที่จะเอาของขวัญติดไม้ติดมือมาด้วย

ดอกไม้ ตุ๊กตา แบบที่หาซื้อได้ตามหน้ามหาวิทยาลัย ยังพอทำเนา แต่ที่เกินคาด คือมีของขวัญหวังดี หวังให้บัณฑิตมีสุขภาพดี (แบบฮาๆ) มันคือ นมตราหมี 1 กระเช้า

ฮาครับ แต่วินาทีนั้น ผมเห็นบัณฑิตสองคนหน้าซีด ในใจมันคงคิดว่า "กูมีกันสองคน จะเอาของพวกนี้ไปไว้ที่ไหน" ผมเลยพูดขึ้นว่า

"เดี๋ยวกูแบกกลับไปให้ มึงไม่ต้องเป็นห่วง"

จากนั้นผมและทีมงานจำนวนหนึ่งก็แบกนมตราหมี 1 กระเช้าพร้อมตุ๊กตาอื่นๆ อีกจำนวนหนึ่ง เดินข้ามสนามหลวง (หนักโคตร) กลับไปยังคอนโดของเพื่อนอีกคนหนึ่งแบบทุลักทุเล แต่บัณฑิตมาขอบคุณอย่างยิ่งใหญ่ในตอนหลังว่า "ถ้าไม่มีมึง กูไม่รู้จะทำยังไงแล้ว T_T"

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า ไปแสดงความยินดีเฉยๆ ก็พอ ไม่ต้องเอาอะไรไปให้หรอก อยู่เฉยๆ ดีกว่าเพิ่มภาระให้