Google Chrome for Domination

ประเด็นเริ่มจากการคุยกับคุณ @chanwit ใน IM กลางดึก (เพราะ timezone ตรงกันอยู่แค่สองคน ต้องคุยกันเองทุกคืน ไม่มีทางเลือก :P) น่าสนใจดี เลยเอามาขยายต่อเป็นบล็อก เรื่องสุดฮ็อตคืนนี้ ถ้าไม่นับ นปก. บุก พธม. ซึ่งจำกัดเฉพาะในไทยแล้ว คงไม่มีอะไรเกิน Google Chrome ประเด็นทางเทคนิคผมเขียนใน [Blognone](http://www.blognone.com/node/8824) ไปหมดแล้ว อันที่ลงในบล็อกจะพูดเฉพาะแรงจูงใจของกูเกิล ว่าทำไมถึงทำเบราว์เซอร์ เหตุผลนี้เป็นเหตุผลเดียวกับว่า ทำไมกูเกิลทำ Android ทำไมไมโครซอฟท์ไม่สนับสนุน ODF และทำไมแอปเปิลถึงบังคับให้ทุกอย่างต้องผ่าน iTunes คำตอบตรงไปตรงมามาก บริษัทในโลกทุนนิยมต้องการ max profit และ max profit มาได้จากเงื่อนไขเดียว __การผูกขาด__ การผูกขาดทำให้กำหนดราคาขายได้อย่างอิสระ (margin ไม่ลดจากสงครามราคา) การเล่นในเกมที่ตัวเองเป็นผู้เขียนกฎเอง มันสบายกว่าเล่นในเกมของคนอื่นๆ เป็นไหนๆ การผูกขาดเองก็มีได้หลายแบบ ทั้งที่ถูก/ไม่ถูกกฎหมาย และ evil/ไม่ evil ในทางศีลธรรม ตัวอย่างการผูกขาดที่ชัดเจนที่สุดที่ผมนึกออก คือกิจการขายเหล้าขาวของตระกูลสิริวัฒนภักดี ซึ่งใช้กลไกทางกฎหมาย (สัมปทาน) เป็นเครื่องมือ (ส่วนจะมีกลไกอื่นๆ หรือไม่อันนี้ผมไม่ทราบ) ตัวอย่างอีกอันที่ดีไม่แพ้กัน คือ ชินคอร์ปซึ่งค้นพบว่ากิจการโทรคมนาคม มีปัจจัยเสี่ยงสูง (เช่น กทช. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ หักหลัง) ดังนั้นเข้ามาคุมเกมเอง โดยการกำหนดนโยบายรัฐผ่านการเป็นรัฐบาลดีกว่า สำหรับบริษัทเทคโนโลยี การผูกขาดด้วยกฎหมายนั้นเป็นไปได้ยาก (แต่ก็เป็นไปได้บ้าง เช่น สงคราม patent ที่เราเห็นกันอยู่)​ ส่วนการผูกขาดด้วยกลไกราคานั้นเคยใช้ได้ในยุคก่อนโอเพนซอร์สและอินเทอร์เน็ต แต่ปัจจุบันล้าสมัยไปแล้ว บริษัทเหล่านี้จึงหันมาใช้กลไกต่อไป นั่นคือ อำนาจการควบคุมทิศทางของเทคโนโลยี ซึ่งจะมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันในทางอ้อม ข่าว [ECMAScript 4.0 ยกเลิก อนาคตของ ActionScript จะเป็นอย่างไร?](http://www.blognone.com/node/8656) เป็นตัวอย่างที่ดีมากของกรณีนี้ Adobe พยายามจะคุมเกมโดยผลัก ActionScript 3 ให้เป็นมาตรฐาน ECMAScript 4 ซึ่งถ้าทำสำเร็จ ไมโครซอฟท์และผู้เล่นรายอื่นๆ จะเข้ามาอยู่ในเกมของ Adobe คือใช้ภาษา ECMAScript 4 เป็นภาษาสคริปต์หลัก ซึ่ง Adobe มีเอนจินใช้เรียบร้อยแล้วใน Flex 3 แต่ไมโครซอฟท์ต้องเริ่มเขียนเอนจินกันใหม่หมด กว่าจะเสร็จ Adobe ก็กินเรียบไปแล้ว การควบคุมทิศทางของเทคโนโลยี อาจจะอยู่ในรูปของการควบคุมมาตรฐาน (เช่น กรณี OpenXML) หรือจะเป็นอำนาจในการควบคุม implementation ของโปรแกรมก็ได้เช่นกัน Delicious มีคนใช้มากประมาณหนึ่ง แต่ก็ไม่เติบโตเท่าใดนัก เหตุผลนึงเป็นเพราะ Delicious ไม่ถูกรวมเข้าไปในเบราว์เซอร์อย่าง Firefox หรือ Safari แบบดีฟอลต์ (ปลั๊กอินไม่นับ เพราะมีค่าใช้จ่ายในการติดตั้งของผู้ใช้ ถือเป็น cost of participation) ลองคิดดูว่าถ้ากด Add Bookmark ใน Firefox แล้วเข้า Delicious ทันที จำนวนคนใช้ Delicious จะเพิ่มมาอีกแค่ไหน ยุคปี 90s ปลายๆ เราจึงเห็นไมโครซอฟท์ควบคุมเว็บ โดยการผนวก IE เข้าไปกับวินโดวส์ ผูกขาดไม่ให้ Netscape มาแย่งอำนาจการชี้ชะตาเว็บไปได้ ซึ่งก็สำเร็จอย่างงดงาม พอขึ้นยุค 2000s จอมผูกขาดรายใหม่แต่หน้าเดิมคือแอปเปิล พี่แกเล่นผูกขาดแทบทุกอย่างตั้งกะฮาร์ดแวร์ (iPod) ซอฟต์แวร์ (iTunes) บริการ (iTunes Store/App Store) ชนิดว่าไม่ให้คนอื่นแทรกเข้ามาได้ (ที่ผมเห็นแทรกได้ มีแต่ตลาด accessory ของ iPod ซึ่งเอาจริงแล้วแอปเปิลก็ผูกขาด certification รวมถึงสเปกของพอร์ต หรือขนาดช่องเสียบของ Dock) ผมเคยเขียนกรณีผูกขาดตั้งแต่ตัวจรดเท้า (vertical integration) ของ NTT ไว้ในบล็อกเก่า [Vertical Integration](http://www.isriya.com/node/2094/vertical-integration) และตั้งคำถามถึงปัจจัยที่ทำให้ vertical integration สำเร็จไว้บ้าง (ซึ่งมาถึงตอนนี้ก็ยังตอบไม่ได้) สำหรับกูเกิล ช่องทางรายได้หลักของกูเกิลคือโฆษณาออนไลน์ ยิ่งคนเข้าหน้าที่มีโฆษณาของกูเกิลเยอะ โอกาสที่กูเกิลจะกินหัวคิวจากค่าโฆษณาจึงเยอะตามไปด้วย เราจึงเห็นสารพัดโครงการเรียกแขกออกมาจากกูเกิล ไม่ว่าจะเป็น Android, ช่องค้นหาของกูเกิลใน Firefox, Google Custom Search Engine, การลงทุนใน Search Engine เฉพาะทางอื่นๆ เช่น Book Search, Gmail, Gdocs ฯลฯ เป้าหมายของโครงการเหล่านี้มีอย่างเดียว คือทำยังไงก็ได้ให้โฆษณาของกูเกิล ผ่านตาประชาชีให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ (เพื่อเพิ่มโอกาสในการคลิก) ไม่ว่าจะมาจากผลิตภัณฑ์ของตัวเอง หรือพาร์ทเนอร์ (เช่น Firefox หรือ AdSense) การพาร์ทเนอร์มีข้อดีคือ leverage แรงงานคนอื่น ไม่ต้องลงทุนเองมาก แบ่งปันผลประโยชน์กันไป แต่ข้อเสียก็คือควบคุมปัจจัยไม่ได้ดั่งใจนึกนัก Firefox อาจยอมให้กูเกิลเป็น default engine โดยแลกกับเงินจำนวนหนึ่ง (ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับรายรับจากโฆษณาของกูเกิล) แต่ถ้าถามว่า Firefox จะพัฒนาให้เปิด Gmail ได้เร็วขึ้นไหม คนของ Mozilla อาจตอบว่าถ้าทำได้ก็คงดีนะ แต่ไม่ใช่เรื่องเร่งรีบ (แต่ในสายตาของกูเกิล สำคัญโคตรๆ) ไม่ต้องพูดถึงว่า Firefox จะรวมเอา Google Gears เข้าไปให้ด้วยในตัวไหม หรือถ้า Yahoo! เสนอเงินให้เยอะกว่า ผลจะเป็นยังไง เมื่อกูเกิลมองว่า เรื่อง JavaScript ใน Gmail กับ Google Gears เป็นเรื่องสำคัญ แต่ Firefox ไม่สนใจ Safari ไม่เหลียวแล ทางเลือกอื่นจึงไม่มี นอกจากลงมาเล่นในเกมนี้เอง เช่นเดียวกับ Android Chrome, Gears และ Android คือความพยายามในการผูกขาดของกูเกิล โดยลงมากำหนดปัจจัยในเกมเอง ฟังดูแล้วมันอาจ evil ขัดกับสโลแกน don't be evil และขัดใจแฟนๆ กูเกิลหลายท่าน (ขออภัยมา ณ ที่นี้) ตัวผมนั้นไม่มีปัญหากับ evil เพราะนี่คือ __ธุรกิจ__
Submitted byOakymanon Tue, 09/02/2008 - 10:19

อย่างน้อยมันก็ Open Source นะ

แต่ผมมีปัญหากับ Evil แบบข้างล่างอยู่เหมือนกันนะ (คิดว่าคุณคนชายขอบก็น่าจะด้วย)

"ตัวอย่างอีกอันที่ดีไม่แพ้กัน คือ ชินคอร์ปซึ่งค้นพบว่ากิจการโทรคมนาคม มีปัจจัยเสี่ยงสูง (เช่น กทช. หรือหน่วยงานรัฐอื่นๆ หักหลัง) ดังนั้นเข้ามาคุมเกมเอง โดยการกำหนดนโยบายรัฐผ่านการเป็นรัฐบาลดีกว่า"

Submitted bymarkpeakneton Tue, 09/02/2008 - 14:14

@oakyman

เห็นไม่ตรงกัน ก็โหวต โหวตแพ้ก็ควรยอมรับ?

Submitted bychampon Tue, 09/02/2008 - 19:41

ไม่คิดว่าเป็นปัญหาเหมือนกันครับ ถ้าสิ่งที่ออกมาไม่ได้กำหนดมาตรฐานงี่เง่าๆ ของตัวเอง เหมือนบางเจ้า :-)

Submitted bykohsijaon Tue, 09/02/2008 - 23:14

ผมก็ว่าไม่มีปัญหา ทำมาเถอะ
ถ้ามันดีจริง เดี๋ยวก็มีของ compatible ออกมากล้อมแกล้มได้
เหมือน Ubuntu ถึงไม่ได้ใช้ง่ายนัก แต่ก็นับว่าใช้แทนกันได้

Submitted byOakymanon Wed, 09/03/2008 - 01:41

ตอนนั้นไม่ยอมรับ
ตอนนี้คงต้องเริ่มยอมรับบ้างแล้ว
เมื่อไม่มีเหตุผลที่จะยกมาหักล้างได้
(ขอเกาะคุณคนชายขอบไปเรื่อยๆ ก่อน)

Submitted byPacharaon Thu, 09/04/2008 - 22:14

คนเขียนใจแคบจัง - -''
เราเป็น User ได้ประโยชน์เต็มๆ มิใช่เหรอ ?
What are you worry about ?

Submitted byPacharaon Fri, 09/05/2008 - 00:14

Test

Submitted bySevenon Fri, 09/05/2008 - 19:43

++