Vertical Integration

อ่านบทความ [Japan’s super-advanced mobile web: Too unique to serve as a global blueprint?](http://www.techcrunch.com/2008/08/09/japan%e2%80%99s-super-advanced-mobile-web-too-unique-to-serve-as-a-global-blueprint/) ใน TechCrunch แล้วน่าสนใจ คนเขียนอธิบายปรากฎการณ์ว่าทำไมอินเทอร์เน็ตบนมือถือถึงไปรุ่งในญี่ปุ่น ในขณะที่ประเทศอื่นยังแป๊กๆ ทั้งที่เทคโนโลยีเว็บใน i-Mode มันก็กิ๊กก๊อกพอกับ WAP นั่นล่ะ ทำไม NTT ทำได้? คนเขียนยกเหตุผลมาหลายอัน แต่อันที่ติดใจคือ walled garden หรือระบบมือถือในญี่ปุ่นเป็นระบบปิด NTT ก็มีระบบของตัวเอง ใช้ร่วมกับ KDDI ไม่ได้ ส่วน Softbank หรือ Vodafone เก่านี่ไม่แน่ใจว่าเป็น GSM-based หรือเปล่า คือนอกจากให้บริการ voice transmission กับระบบ billing เหมือนโอเปอเรเตอร์ปกติแล้ว โอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมันยัง * สั่งบริษัทผู้ผลิตเครื่องได้ตามใจชอบ (เช่น มือถือทุกรุ่นที่ใช้กับ FOMA ก็มียี่ห้อเดียวคือ FOMA แค่ว่าบริษัทไหนเป็นผู้ผลิตเครื่องให้เท่านั้น) * ออกแบบโปรโตคอลเว็บเองตามใจชอบ สถานการณ์เลยต่างออกไปจากมือถือประเทศอื่นๆ ที่โอเปอเรอเตอร์ต้องตามใจโนเกีย ส่วนมาตรฐานการส่งข้อมูล ก็ต้องทำตาม GSM Association อะไรพวกนี้ ทำให้โอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมีอิทธิพลสูงกว่า ยิ่งใหญ่กว่า ควบคุมส่วนประกอบต่างๆ ใน ecosystem ของมือถือได้เกือบหมด (ยกเว้น content ซึ่งก็ใช้กลไกตลาดมาบีบ) เรียกได้ว่าโอเปอเรเตอร์ญี่ปุ่นมีลักษณะเป็น vertical integration สูงมาก เรากำลังเห็นการผลิตซ้ำกระบวนการ vertical integration แบบเดียวกัน ในโลกมือถือของฟากตะวันตกจากแอปเปิล ซึ่งคุมทุกอย่างตั้งกะฮาร์ดแวร์ (iPhone) ซอฟต์แวร์ (Mobile OS X กับ iTunes ซึ่งกลายเป็นร้านขายของไปแล้ว) และโครงสร้างพื้นฐานในการทำการค้า (iTunes Music และ App Store) ซึ่งดูไปได้สวยในปัจจุบัน ถ้าเอาเฉพาะแค่นี้มาวัด เราสามารถสรุปได้ว่าบนสังเวียนมือถือ ระหว่างแนวทาง open system ปะทะกับ vertical integration ฝ่ายหลังชนะใสได้หรือเปล่า? ถ้าได้ ทำไม? เหตุผลที่ผมเดาเอามั่วๆ ขี้นมาเองคือ ในตลาดที่มีองค์ประกอบซับซ้อนมากอย่างมือถือ สุดท้ายแล้วมันจะไปตัดสินกันที่ประสบการณ์ที่ผู้บริโภคได้รับหรือเปล่า? คือถ้าเป็น vertical integration ที่คุมทุกอย่างเองในมือ ก็จะสามารถสร้าง seamless experience ให้กับลูกค้าได้มากกว่า เพราะถ้าพิจารณาให้ถึงที่สุดแล้ว ลูกค้าไม่ได้ต้องการ Nokia N95 ลงแผนที่ Garmin แต่ต้องการขับรถไปถึงที่หมายไม่ให้หลงต่างหาก ผมยังมีคำถามในเชิง approach ที่ต้องหาคำตอบต่อไปอีก ได้แก่ * กระบวนการสร้างบริษัทที่เป็น vertical integration ทำได้อย่างไร เราสามารถผลิตซ้ำความสำเร็จของ DoCoMo หรือแอปเปิลได้ยากง่ายขนาดไหน * เปรียบเทียบจุดอ่อนจุดแข็งของ vertical integration รุ่นปัจจุบัน กับพวกที่เจ๊งๆ ไปก่อนหน้าอย่าง IBM ยุคนู้นว่ามีอะไรที่ต่างไป ลำพังแค่ disruptive ของ network technology มีผลให้มันต่างออกไปขนาดนั้นเลยเหรอ * ระบบ vertical integration มีกระบวนการ fallback ป้องกันความล้มเหลวจากการตัดสินใจผิดพลาดอย่างไร เพราะสาย open system นั้นยังมีสิ่งที่เรียกว่า design by committee ช่วยอุ้มไว้อยู่ในกรณีที่ออกเทคโนโลยีอะไรผิดพลาด แต่ในกรณีของ vertical ถ้า NTT เกิดเก็งเทคโนโลยีผิดไปสักครั้งขึ้นมา (และลงทุนไปสัก 5 แสนล้านแล้ว) จะถึงกับเสียบริษัทเลยหรือเปล่า?
Submitted byLewCPEon Mon, 08/11/2008 - 10:53

มองอีกด้าน ความสำเร็จของ Twitter ส่วนหนึ่ง (ใหญ่ๆ เลย) กลับมาจากระบบเปิดที่ให้คนเข้าใช้ API ได้ หรือยิ่งกว่านั้นคือความสำเร็จของพีซีที่เคยโค่นแอปเปิลไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนก็เกิดจากระบบเปิด

เรื่องญี่ปุ่นนี่โดยส่วนตัวแล้วเชื่อว่าเกิดจากพฤติกรรมการใช้โทรศัพท์มือถือของคนบ้านเค้าเองที่ใช้เมลมากกว่าโทรอยู่ทุกวันอยู่แล้ว การพิมพ์บนโทรศัพท์เป็นเรื่องปรกติที่ "ใครๆ ก็ทำกัน"

กลับมาบ้านเราที่สามารถโทรศัพท์บนรถไฟฟ้าได้โดยไม่เสียมารยาทอะไร ประสบการณ์การสื่อสารแบบตัวอักษรบนโทรศัพท์เป็นเรื่องเลวร้ายมาก

โดยสรุปแล้วมองว่ามันไม่เกี่ยวกับ Vertical Integration เท่าใหร่ แต่มันเกี่ยวกับความคาดหวังของผู้ใช้ กับฝรั่งที่มือถือรุ่นธุรกิจยังต้องใส่คีย์บอร์ด QWERTY เข้ามาอินเทอร์เน็ตบนมือถือจะเกิดได้ต่อเมื่อมีวิธีการใส่ input ที่ "ดีพอ" เท่าที่ผู้ใช้จะคาดหวัง

iPhone เองก็ทำได้ดีพอควรจาก On Screen Keyboard แต่จำนวนฐานผู้ใช้โทรศัพท์ที่มีประสบการณ์ที่ดีกับการใช้ text บนมือถือยังอยู่ในวงจำกัด

Submitted bymarkpeakneton Mon, 08/11/2008 - 11:08

@lewcpe มันไม่น่าจะง่ายขนาดนั้นหรอกนะ

เรื่องภาษาคงเป็นส่วนหนึ่งด้วย สุเมธเคยบอกว่าพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นบนมือถือ มันพิมพ์ง่ายกว่าภาษาอังกฤษ อันนี้ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหนเพราะอ่านไม่ออกสักตัว แต่พอมันมีจุดนี้มาช่วย มันคงทำให้วัฒนธรรมการใช้เมลเป็นเรื่องที่เกิดได้ง่ายขึ้น (เพราะมันเป็นวัฒนธรรมเพิ่งสร้างทั้งนั้น)

สมมติว่าคนญี่ปุ่นไม่นิยมให้คุยในรถเป็นปกติ แต่ว่าถ้าเมลมันพิมพ์ยาก มันก็จะมีคนแอบคุยอยู่ดี

ประเด็นเรื่อง vertical integration ที่เสนอก็คือ ถ้า NTT สามารถควบคุม device ได้หมด การ deploy เทคโนโลยีก็จะทำได้ง่ายขึ้นมาก ไม่ต้องมาปวดหัวเหมือนฝรั่งเอา Java ไปรันบนคนละเครื่องก็เจ๊ง อะไรแบบนี้ cost to market มันก็ต่ำลง ทำให้เทคโนโลยีใดๆ แพร่หลายได้เร็ว

ถ้าเทคโนโลยีถึงจุดจำกัด ก็แก้ง่ายๆ แค่ NTT ออก protocol extension แล้วก็ออก handset ชุดใหม่ที่รองรับก็จบ ไม่ต้องไปตีกันตายเหมือน WiMAX หรือ WiFi-n ที่บัดนี้ยังไม่คลอดเสียที

ผมคิดว่า vertical integration กับ open system มันแข่งขันบนวัฒนธรรมอะไรมากกว่า อย่างที่ ชัยชนะของ open system หลักๆคือ PC vs Mac ในยุคนั้น ซึ่งที่ Mac แพ้ในคราวนั้นน่าจะความสามารถในการแข่งขันยุคนั้น ในขณะที่ปัจจุบัน ยุคสมัยเปลี่ยนไป
vertical integration กับ open system ถ้ามีน่าตักพอๆ กัน ผมว่ายังไงเสีย vertical integration น่าจะชนะอยู่ดี

Submitted bymrtomyumon Mon, 08/11/2008 - 21:23

ที่พอรู้มาอันหนึ่งก็คือญี่ปุ่นมีคนมารุมทำคอนเท้นท์เยอะครับ นอกเหนือจากเรื่อง Vertical Integration แล้ว เข้าใจว่าระบบส่วนแบ่งรายได้จาก Content ของที่โน้นจูงใจกว่าของบ้านเรามาก(จำไม่ได้แล้วว่ากี่เปอร์เซนต์) ทำให้มีผู้เข้าไปลงทุนพัฒนาบริการหลากหลายกว่า แข่งกันพัฒนาบริการใหม่ๆ กระทั่งที่เคยเห็นในนิตยสารญี่ปุ่นก็อย่างบริการหาคู่เป็นต้น ตัวอย่างบ้านเราที่แข่งกันเลียนแบบเยอะๆก็พวกโหลดวอลเปเปอร์หวิว กับริงโทนทั้งหลายนั่นละ

Submitted byOakymanon Fri, 08/22/2008 - 12:33

@mk เคสญี่ปุ่น คิดว่าเป็นวัฒนธรรม

"เรื่องภาษาคงเป็นส่วนหนึ่งด้วย สุเมธเคยบอกว่าพิมพ์ภาษาญี่ปุ่นบนมือถือ มันพิมพ์ง่ายกว่าภาษาอังกฤษ"

คิดว่าไม่จริง ภาษาอังกฤษกับ T9 ก็พิมพ์ได้ง่ายจริงๆ
ภาษาญี่ปุ่น จะ map ตัว a i u e o กับ ปุ่ม 2 ka ki ku ke ko กับ ปุ่ม 3
ประมาณนี้ไปเรื่อยๆ ถ้าจะพิมพ์ e ko ก็ต้องกดปุ่ม 2 4 ครั้ง ปุ่ม 3 5 ครั้ง
แล้วก็กดซักปุ่มเพื่อแปลงเป็นคันจิ
ไม่น่าจะเรียกว่าพิมพ์ง่ายกว่าภาษาอังกฤษซักเท่าไหร่นะ

"สมมติว่าคนญี่ปุ่นไม่นิยมให้คุยในรถเป็นปกติ แต่ว่าถ้าเมลมันพิมพ์ยาก มันก็จะมีคนแอบคุยอยู่ดี"

เมลพิมพ์ยาก สำหรับผู้ใหญ่ แต่ไม่ยากสำหรับวัยรุ่น
คนแอบคุย แทบไม่มีให้เห็น เพราะวัฒนธรรมเค้าเป็นแบบ "อย่าทำตัวให้เด่นจะเป็นภัย"