As We May Think

เคยได้ยินชื่อบทความนี้จากการคุยกับ [อ. รวิทัต](http://rawitat.com/) แต่ตอนนั้นก็ไม่ค่อยได้สนใจอะไร (ล่าสุดเห็นไปเขียนไว้ใน[บล็อกของวิชา Programming on the World Wide Web](http://www.sdc.su.ac.th/knowledge/517312/?p=8)) พอมาวันก่อน ผมเรียนวิชา Information Retrieval คาบนั้นว่าด้วยแนวคิด [hypertext](http://en.wikipedia.org/wiki/Hypertext) อาจารย์ของผมคือ Mark Sanderson ได้ยกบทความนี้ขึ้นมาพูดอีกเหมือนกัน ก็เลยคิดว่าถึงเวลาต้องอ่านเสียแล้ว '[As We May Think](http://en.wikipedia.org/wiki/As_We_May_Think)' เป็นบทความที่ถูกเขียนขึ้นมาตั้งแต่ปี 1945 (สงครามโลกครั้งที่สองกำลังจะจบ) คนเขียนคือ [Vannevar Bush](http://en.wikipedia.org/wiki/Vannevar_Bush) ซึ่งเป็นผู้บริหารทางวิทยาศาสตร์ระดับสูงในช่วงสงคราม (รวมถึงเป็นหนึ่งในคีย์แมนของ Manhattan Project ด้วย) Bush เขียนบทความนี้เพื่อกระตุ้นให้นักวิทยาศาสตร์หาที่ทางของตัวเองว่าสงครามจบแล้วจะไปทำอะไรกันต่อ ซึ่งในบทความได้มีการพยากรณ์เทคโนโลยีในอนาคตหลายอย่าง ซึ่งมาอ่านในสมัยนี้แล้วมันแม่นแบบเหลือเชื่อ สิ่งที่ Vannevar Bush ทำนายไว้ก็มีหลายอย่าง เช่น * เทคโนโลยีการเก็บข้อมูลในไมโครฟิล์ม "The Encyclopedia Britanica could be reduced to the volume of a matchbox" * ปัจจัยทางเศรษฐศาสตร์ในการผลิตเทคโนโลยี "The material for the microfilm Britanica would cost a nickel, and it could be mailed anywhere for a cent" * Speech recognition/Speech synthesis โดยพูดถึงประเด็นว่าคนต้องหัดพูดให้เข้ากับระบบวิเคราะห์เสียงด้วย * ระบบประมวลผลแบบที่เราใช้ในคอมพิวเตอร์ปัจจุบัน คือ แสกนเข้าไป ประมวลผล แล้วพิมพ์ออกมา รวมถึงความสามารถในการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่จะเพิ่มขึ้นด้วย "machines for solving differential equation" * พัฒนาการของหลอดสุญญากาศ และอนาคตของทรานซิสเตอร์ "The advanced arithmetical machines of the future will be electrical" * นอกจากพูดถึงคอมพิวเตอร์ในการคำนวณแบบ arithemetic ก็ยังพูดถึง logical operation อีกด้วย แต่นอกจากเทคโนโลยีแล้ว Vannevar Bush ยังได้มองไปถึงผลกระทบต่อการทำงานของคนในอนาคต เขาเห็นปัญหาว่าเทคโนโลยีในการป้อน ผลิต และเก็บรักษาข้อมูลจะพัฒนาการอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าเรายังมีความสามารถในการ "เสพ" ข้อมูลเท่าเดิม ก็จะเกิดอาการ [information overload](http://en.wikipedia.org/wiki/Information_overload) ได้ เขาจึงเสนอแนวคิดของสิ่งประดิษฐ์ชื่อ [Memex](http://en.wikipedia.org/wiki/Memex) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของบทความนี้ เพราะมันคือแนวคิดรากฐานของ hypertext และ WWW นั่นเอง ในความคิดของ Bush นั้น Memex มีลักษณะเป็นโต๊ะที่เก็บไมโครฟิล์มซึ่งเป็นการสแกนหนังสือลงไป และเรียกมาดูบนจอได้เมื่อใส่โค้ดของฟิล์มชิ้นนั้น อันนี้ฟังดูธรรมดา แต่แนวคิดสำคัญของ Memex คือถ้าเจ้าของ (หรือผู้อ่าน) เห็นว่าบทความสองชิ้นมีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันละกัน เขาสามารถสร้าง "trail" (ภาษาปัจจุบันก็คือ link) ระหว่างกันไว้ได้ trail มีได้ไม่จำกัด และสามารถเก็บไว้เผื่อดูซ้ำในอนาคต Bush มองว่า Memex จะส่งผลให้ใครก็ตามสามารถสร้างสารานุกรมส่วนตัวขึ้นมาได้ โดยอาศัย trail ระหว่างเอกสาร หนังสือ บทความต่างๆ ในคอลเลคชั่น ซึ่งเราจะเรียกว่านี่เป็นแนวคิดตั้งต้นของ Wikipedia ก็พอได้เหมือนกันนะ Wholly new forms of encyclopedias will appear, ready-made with a mesh of associative trails running through them นอกจากนี้ Bush ยังพยากรณ์ถึงอาชีพใหม่คือ trail blazer (ผู้เชี่ยวชาญในการเชื่อมโยง trail) ซึ่งปัจจุบันเราสามารถมองเป็นได้ทั้งนักจัดการความรู้มืออาชีพ (information profession) หรือคนธรรมดาที่เข้าไปแก้ไข Wikipedia ก็ได้ เทคโนโลยีสุดท้ายที่ Bush พยากรณ์ไว้คือแนวคิดการส่งต่อสัญญาณไฟฟ้าระหว่างภายใน-ภายนอกร่างกาย คือในสมองคนเราก็สั่งการด้วยกระแสไฟฟ้าอยู่แล้ว และการส่งข้อมูลในปัจจุบันก็เป็นกระแสไฟฟ้าเช่นกัน (ไม่ว่ามีสายหรือไร้สาย) ทำไมกระแสไฟฟ้าในสมองถึงต้องแปลงมาเป็นพลังงานกลที่มือและเท้าก่อน เพื่อจะสั่งการอีกชั้นหนึ่งด้วย ทำไมเราไม่สามารถทำให้กระแสไฟฟ้านี้ต่อเนื่องกันไป ไม่ต้องแปลงไปแปลงกลับล่ะ? #### วิจารณ์ บอกตามตรงว่าตอนอ่านแล้วผมค่อนข้างจะ stunning มาก ถึงแม้ว่าวิธีการเขียนของ Bush จะยังอ้างอิงวิธีการทำงานแบบปี 1945 อยู่ (เช่น เก็บข้อมูลลงไมโครฟิล์ม, ภายภาพด้วยการ projection, สั่งงานอุปกรณ์ด้วยการดันคันโยก) แต่ถ้าเราถอดรายละเอียด physical พวกนี้ออกไป เหลือแค่ logical ว่าเทคโนโลยีในอนาคตทำอะไรได้บ้าง (what) ไม่ใช่ทำงานอย่างไร (how) มันน่าตะลึงมากเพราะทุกอย่างที่ทำนายไม่ล้าสมัยไปแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม อาจารย์ผมตั้งข้อสังเกตในคลาสไว้ว่าถึงแม้ Memex จะเสนอแนวคิดของ hypertext แต่ไม่เหมือนกับ WWW นัก มันคล้ายกับเครื่องจดโน้ตส่วนตัว (personal annotation tool) มากกว่า ซึ่งฟังแล้วก็เห็นด้วย บทความนี้แนะนำให้อ่านเป็นอย่างยิ่ง (ตัวบทความเอาได้จากลิงก์ข้างต้น) อาจจะยาวเล็กน้อย (pdf 19 หน้า) และใช้ศัพท์ค่อนข้างยาก แต่คุ้มค่าควรอ่านมากครับ ป.ล. มีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนที่ได้รับอิทธิพลจากบทความนี้ และนำแนวคิด hypertext ไปพัฒนาต่อ ที่สำคัญคือ [Ted Nelson](http://en.wikipedia.org/wiki/Ted_Nelson) ซึ่งเสนอแนวคิด [Project Xanadu](http://en.wikipedia.org/wiki/Project_Xanadu) ในปี 1960 รวมถึงเขียนบทความชื่อ "As We Will Think" ตอบในปี 1973 ด้วย (ผมยังหาตัวบทความชิ้นนี้ไม่ได้)
Keyword