การเมืองภาคประชาชน

อ่านบล็อกเรื่อง นักศึกษาประท้วง ของนิติรัฐ (ปิยบุตร แสงกนกกุล) แล้วเกิดไอเดีย

คือช่วงสองสามปีให้หลังมานี้ความคิดผมเปลี่ยนไปมาก ปัจจัยหลักคงเป็นสถานการณ์การเมืองในบ้านเรานับแต่การเคลื่อนไหวของพันธมิตรในช่วงปลายปี 48 เป็นต้นมา แต่ก็มีปัจจัยรองๆ อีกหลายอย่างซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นประสบการณ์ส่วนตัว

สรุปใจความสั้นๆ ว่าผมเริ่มเชื่อใน "การเมืองภาคประชาชน" มาบ้างแล้ว (เพียงแต่มีเงื่อนไขอยู่บ้างว่าต้องเป็นภาคประชาชนแบบที่มันเข้าท่าหน่อยนะ) ก่อนอื่นต้อง define คำนิยามของ "การเมือง" ให้ตรงกันก่อนนะครับ ถ้าพูดว่า "การเมือง" คนส่วนใหญ่ก็มักจะคิดไปถึงการเมืองในระบอบรัฐสภาเป็นหลัก คำว่า "การเมือง" ในมโนภาพของคนไทยทั่วไป (รวมถึงผมด้วย)​ ก็จะมีคำว่า "นักการเมือง" กับ "คอรัปชั่น" พ่วงมาด้วย และปฏิกิริยาทั่วไปก็คือ อี๋ เบื่อ และไกลตัว

แต่ "การเมือง" ในบทความนี้ขอใช้นิยามของพวกนักเรียนรัฐศาสตร์ว่า "การเมือง" คือการรวมกลุ่มกันเพื่อต่อรองและช่วงชิงผลประโยชน์ จะเป็นที่ไหนก็ได้ ดังนั้นถ้าสมัยเด็กๆ ใครเคยมีประสบการณ์ว่าพี่น้องไปอ้อนพ่อแม่เพื่อขอเพิ่มค่าขนม (ซึ่งมันมากกว่าค่าขนมเรา!) นี่ก็เป็นการเมืองในนิยามนี้ หรือถ้าใครอ่านข่าวดาราตบกันแย่งผู้ชายเคสล่าสุด โปรเซสการออกข่าว แถลงข่าวบลัฟกัน ก็เป็นการเมืองเพื่อช่วงชิงผลประโยชน์​ (ในที่นี้คือผู้ชาย) เช่นกัน

ผมเชื่อว่าเราคุ้นเคยกับการเมืองหรือการต่อรองผลประโยชน์กันดีอยู่แล้ว เพียงแต่ปัญหามีอยู่ว่า เราให้ความสำคัญกับ "การเมือง" ไม่เท่ากัน โดยเฉพาะการเมืองระหว่าง "กลุ่มชนชั้น"

กลุ่มชนชั้นในที่นี้ไม่ได้หมายถึงระบอบศักดินาหรือฟิวดัลโบราณนะครับ ลองยกตัวอย่างง่ายๆ ในบริษัท เรามีชนชั้นผู้บริหาร พนักงานผู้ใหญ่ พนักงานผู้น้อยหรือเรียกให้ดูดีหน่อยก็คือพนักงานเฉยๆ และลูกจ้างระดับต่ำกว่าพนักงานผู้น้อย (เช่น แม่บ้าน ยาม)

ผมสังเกตว่าเรารู้จักการแย่งชิงผลประโยชน์ภายในคนที่ชนชั้นเดียวกันเป็นอย่างดี (กรณีตัวอย่างเข้าใจง่ายและมีอยู่ทั่วไป สาวออฟฟิศเหม็นขี้หน้ากัน ก็รวมตัวกันแบนคนที่เกลียด เช่น ไม่นั่งกินข้าวด้วยกัน นินทาใส่ร้ายลับหลัง) แต่เรากลับมีการต่อสู้ระหว่างชนชั้นน้อยมาก (เช่น ผู้บริหารประกาศลดเงินเดือนพนักงาน เราก็แค่ออกมาบ่นๆ เคืองๆ นิดหน่อย แต่ไม่ถึงขนาดสไตร์คหยุดงาน)

ผมคงไม่อภิปรายถึงสาเหตุว่าทำไมเพราะมันจะหลุดสโคป (เข้าใจว่าคงมีทั้งแนวคิดเชื่อฟังผู้ใหญ่ที่ฝังรากมานาน รวมถึงวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมปกป้องสิทธิ์ ฯลฯ) แต่เมื่อเราพิจารณาในสเกลที่ใหญ่ขึ้นกว่าภายในบริษัท พฤติกรรมนี้ก็ยังคงอยู่ และข้อเสียของพฤติกรรมการไม่ต่อสู้นี้ (ซึ่งทำให้เสียสิทธิ์และผลประโยชน์ของชนชั้น) มันยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเมื่ออยู่ในระดับชาติ ซึ่งสุดท้ายแล้วมันส่งผลถึงอนาคตของประเทศต้องชะงักชะงันกันเลยเชียว (ดูสถานการณ์ประเทศในตอนนี้ว่าเป็นอย่างไรก็รู้ๆ กันอยู่)

ผมคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นการเรียนรู้ร่วมกันของสังคม ไม่สามารถเสกขึ้นมาจากความไม่มีอะไรได้ สังคมไทยที่อ่อนน้อมถ่อมตนไม่กล้าเถียงผู้ใหญ่ (aks ผู้ที่ใหญ่กว่า) ก็ต้องค่อยๆ ฝึกฝนกันไปถึงแม้จะนานหน่อย เมื่อลองเทียบกับฝรั่งเศสตามที่บล็อกนิติรัฐเขียนถึง เค้าก็ไปไกลกว่าเรามาก และนี่อาจเป็นคำอธิบายหนึ่งว่าทำไมความก้าวหน้าของประเทศมันถึงต่างกัน ถึงแม้ว่าขนาดของประเทศจะใกล้เคียงกัน *

ผมมาเรียนที่นี่ก็เห็นความยิ่งใหญ่ของสหภาพนิสิตที่หาเงินเข้าสภาพเองได้ปีละหลายสิบล้าน เมื่อเทียบกับสหภาพนิสิตกะป๊อกกะแป๊กสมัยเรียนที่เกษตรแล้ว มันต่างกันโดยสิ้นเชิง และยิ่งทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมทรัพยากรมนุษย์มันต่างกัน

กลุ่มคนที่เชี่ยวชาญเรื่องการต่อสู้เคลื่อนไหวของฝั่งประชาชนที่สุด ก็คงเป็นพวกฝ่ายซ้าย (ไม่ว่าเก่าใหม่) ซึ่งปัจจุบันกระจายตัวอยู่ทั้งในปีกพันธมิตรและไทยรักไทย ซึ่งเราเห็นผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนจาก impact ของทั้งม็อบพันธมิตรและ นปก. ที่ผ่านมา (ในขณะที่การเคลื่อนไหวของ NGO ไทยกลับไม่ค่อยเข้มแข็งและถูกเมินเสมอมา) นี่คงเป็นเพราะประสบการณ์สั่งสมของซ้ายเก่าไทยตั้งแต่สมัยปี 19 ก็ว่าได้

ผมก็เหมือนคนอื่นๆ ทั่วไปคือไม่มีประสบการณ์การเคลื่อนไหวอะไรอย่างนั้น แต่เหตุการณ์ใกล้ตัวสองอันที่เคยประสบมากับตัว ก็ทำให้มองเห็นมุมมองทั้งสองด้านต่อพลังการเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางไทย (ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เช่นเดียวกับคนอ่านบล็อกอันนี้ส่วนใหญ่)

เหตุการณ์แรกคือ รมว. ไอซีทีออกมาโจมตีโอเพนซอร์ส ซึ่งกลุ่มผู้ใช้ผู้พัฒนาในประเทศไทยสามารถรวมตัวกันลงชื่อในจดหมายเปิดผนึก ได้มากกว่า 800 คนด้วยเวลาเพียงไม่กี่วัน ผมยอมรับตรงๆ ว่าตัวเลขนี้เกินกว่าที่คาดหมายมาก และนี่ทำให้ผมมองเห็นศักยภาพของการเคลื่อนไหวระหว่างกลุ่มผลประโยชน์ใกล้ตัวได้ชัดเจนขึ้นมาก

เหตุการณ์ที่สองให้ผลในมุมกลับ พ.ร.บ. ความผิดทางคอมพิวเตอร์ พ.ศ.​ 2550 มีผลกระทบต่อผู้ใช้คอมพิวเตอร์ทุกคนในประเทศ ร่างฉบับแรกๆ ของ พ.ร.บ. นั้นโหดร้ายทารุณจนไม่สามารถรับได้ ผมพยายามผลักดันเรื่องนี้อีกครั้งผ่านทาง Blognone แต่ก็พบว่าแทบไม่มีคนสนใจ สุดท้ายผมก็ได้บทเรียนจากเรื่องนี้ว่าคนไอทีบ้านเรายังไม่เข้มแข็งมากพอ

สมัยทำงานที่ SIPA ผู้บริหารระดับสูงมีวิสัยทัศน์เท่ๆ ว่า "ภายใน 5 ปี ประเทศไทยต้องปรากฎในแผนที่อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์โลก"

ผ่านมาสองสามปี ผมไปงานระดับโลกอย่าง FOWA และพบว่าประเทศไทยไม่มีตัวตนในอุตสาหกรรมนี้ ต่อให้บวกเวลาอีกสองสามปีตาม roadmap ก็คงไม่ได้ช่วยอะไร มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้าแต่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง

ทุกครั้งที่เกิดปัญหา เรามักโทษการศึกษาหรือไม่ก็รัฐ (การศึกษาห่วย, นักการเมืองสนใจแต่ผลประโยชน์)​ แต่กลุ่มพวกเราเองก็อ่อนแอ ไม่เคยรวมตัวกันต่อสู้ช่วงชิงผลประโยชน์ของเราเองมาได้ สุดท้ายก็ต้องโดนเค้าเอาเปรียบอยู่ร่ำไร

อย่างที่เขียนไปในตอนต้นแล้วว่า ผมเริ่มเห็นศักยภาพของการเมืองภาคประชาชน แต่สำหรับการผลักดันให้การเมืองภาคประชาชนเติบโตและเติบใหญ่ (อย่างน้อยๆ ก็เอาในอุตสาหกรรมไอทีพอ) นี่ผมยังไม่เห็นหนทาง

หวังว่าปีหน้าคงจะฉลาดกว่านี้

Keyword
Submitted byกานต์on Mon, 11/19/2007 - 13:43

เขียนดีมาก แต่การที่คนอ่าน/comment น้อยแสดงว่าชนชั้นกลางเมืองไทยนี่...

ปล. วันก่อนคุยกับธนาพล ว่าพคท. หมดบทบาทไปแล้ว ความขัดแย้งหลักตอนนี้คือ ทรท. (ทักษิณ / พปช.) กับ ...

ปปล. เซ็นเซอร์เยอะมาก เหอะๆ

Submitted byวีon Mon, 11/19/2007 - 13:43

เขียนได้โดนใจมากครับ

Submitted byปิยบุตรon Tue, 11/20/2007 - 12:16

บ้านเราต้องนิยามคำว่า "การเมือง" ออกไปให้กว้างกว่านี้ อย่าหมายรวมเฉพาะพวกในสภา ลงสมัครรับเลือกตั้งเท่านั้น

และต้องไม่ลดคุณค่าคำว่า "การเมือง" ให้เป็นเรื่องชั่วร้าย สกปรก ไม่ควรแปดเปื้อน (สำนวนไทย มุขตลกหลายๆมุข สะท้อนให้เห็นเลยว่า การเมืองเป็นของไม่ดี)

ซึ่งผมคิดว่า พวก "ข้างบนๆ" ทั้งหลาย พยายามสร้างวาทกรรมประเภทนี้ แล้วทำตนเองให้สูงส่ง บริสุทธิ์ คอยเข้ามาจัดการปัญหาให้

ผมเห็นว่า ทุกพื้นที่ มีการเมืองเสมอ ถ้าการเมืองหมายถึง การต่อสู้แย่งชิงผลประโยชน์ (ของมีจำกัด คนมีไม่จำกัด จึงแย่งกัน)

ผมจึงชอบบรรยากาศที่ยุโรปมากๆ

มันต่อรองกันด้วยผลประโยชน์ ซึ่งเปิดพื้นที่กว้างจริงๆ แล้วสุดท้าย มันก็หาทางออกของมันได้ แน่นอน ไม่สวยหรูมากนัก เสียต้นทุนไปมากอยู่ แต่ก็เป็นทางลงที่สวยงาม ดีกว่าให้ "ผู้มีบารมี" มาสั่ง

แล้วการประท้วง ก็มีกติกาของมันอยู่นะ

ผมเขียนงานไปล่าสุด เรื่องนัดหยุดงาน ไม่ใช่เขานัดหยุดได้ตามอำเภอใจ

ล่าสุด วันนี้ นัดหยุดทั่วประเทศเลย ตอนแรกเรื่องจะเริ่มซาๆลง เริ่มหาทางเปิดโต๊ะเจรจาแล้ว แต่นายกฯดันปากกล้าไปหน่อย บอกว่า พวกคุณจะมาเจรจากับรัฐบาลได้อย่างไร ในเมื่อคุณยังไม่เลิกนัดหยุดงาน

คนทำงานทั้งหลาย เลยประท้วงมันต่อซะเลย

ต้องตามดูต่อว่ายังไง

แต่ ปวศ ที่ผ่านมาๆ ปี ๑๙๖๘ ประท้วงหนักมากๆ ปธน ลาออก

ล่าสุด ปี ๑๙๙๕ หนักเหมือนกัน ก็ยุบสภาไป

ครั้งนี้ ผมว่ารัฐบาลวางหมากฉลาด เสนอโมเดลที่สุดโต่งที่สุด เพราะรู้คนต่อต้านแน่ แล้วรัฐบาลค่อยยอมถอยลงมาระดับนึง ดีกว่าเสนอโมเดลกลางๆไป แต่คนก็ค้านอยู่ดี

ก็เป็นกลยุทธของรัฐบาลเหมือนกัน ประท้วงหนักครั้งนี้ ผมเด่ว่าน่าจะจบภายในสิ้นเดือน เพราะ...

ทุกคนต้องแยกย้ายไปวันหยุดคริสต์มาส ปีใหม่แล้ว