Different View on Thai Film Censorship

วันนี้จัดงาน BTD3 ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษ สนุกดีตามปกติ รอคนอื่นรายงานละกันเพื่อความเป็นกลาง

กลับมาบ้านเจอบล็อกของสุนิตย์ (อีกแล้ว) ก็เป็นมุมมองที่น่าสนใจดี

ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมาเห็นคน quote ประโยคของเป็นเอกกันหลายคน (ขอยกตัวอย่าง ไม่ได้ว่าปกป้องเน่อ) ผมอ่านแล้วก็แอบขัดใจ เพราะเคยไปฟังคนวงการหนังพูดคุยกันตอนกรณีแสงศตวรรษที่ House แล้วรู้สึกว่าทุกคนมาด้วยความแค้นต่อกองเซ็นเซอร์ มาช่วยกันระบายในทำนองว่า "ล้มเลิกมันไปซะ" แค่นั้น ไม่ได้เสนอทางออกอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเท่าไร อันนี้ออกตัวว่าอาจเป็น bad impression ของผมคนเดียวก็ได้นะ

คนจากฝ่ายหนังมักพูดกันเรื่อง "จัดเรต" แต่แทบไม่เห็นคนพูดเลยว่า "จัดเรต" แล้ว ควบคุมอายุคนดูที่เข้าโรงกันอย่างไร? มันเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ในการสร้างระบบจัดเรตให้เวิร์ค ใครรู้จักก็วานฝากไปถาม Free Thai Cinema Movement ละกันน่อ

Submitted bywäton Sun, 08/26/2007 - 07:02

โรงหนังของไทยสามารถค้นกระเป๋า หยิบกล้องของลูกค้าออกมาดูได้ว่า แอบบถ่ายหนังไปหรือเปล่า... แต่นั่นมันคือส่วนหนึ่งของ การรักษาผลประโยชน์ของโรงหนัง ซึ่งอันนี้ถ้าอาศัยแค่จิตสำนึก คงยังไม่พอ ของไทยมันต้องมีพนักงานตรวจสอบและปรับ เป็นกฏหมายแบบปรับโรงหนังเลยนะ ซึ่งก็คงทำได้กว้างๆ อย่าง pg กับ r เพราะอายุต่างกันค่อนข้างเห็นได้ชัด ถ้าปรับหนักๆคิดเป็นหัวเลย หัวละหมื่นอะไรแบบนี้ ทีนี้มันก็จะไปกระทบผลประโยชน์ของโรงหนัง ซึ่งดูท่าจะยาก

อันต่อมาคือกฏการเซ็นเซอร์ของไทยประหลาดมาก ไม่สามารถใช้สามัญสำนึกธรรมดาทำความเข้าใจได้ เคยได้ยินบางข้อ แต่ถ้าทำรวมเล่ม พิมพ์ออกมาแจกจ่ายประชาชน น่าจะดี... อยากอ่านว่ามันมีรายละเอียดกี่ข้อ อะไรบ้าง เพราะตอนนี้ รู้สึกมันมีส่วนที่ตัดตามใจฉันด้วย หรือใครมีรู้ว่ามีแบบ pdf ที่ไหน วานบอกที แล้วกฏเหล่านี้ใช้ควบคุมกับหนังทุกเรื่องที่ฉายในไทยหรือเปล่า หรือว่าเฉพาะหนังไทย

เข้าใจว่าเซ็นเซอร์เพราะไม่สามารถควบคุมระดับผู้ชมได้ ซึ่งดูจากสภาวะของโรงหนังตอนนี้ ก็คงต้องมีเซ็นเซอร์ต่อไป

Submitted byLewCPEon Sun, 08/26/2007 - 08:11

เข้าใจว่าคนที่ไม่อยากให้จัดเรตที่สุดคือโรงหนังเอง เพราะกลุ่มคนดูหนังแบบซีเรียสว่าต้องได้ดูทุกฉากนั้นเป็นเพียงคนส่วนน้อย พวกนายทุนต้องการที่จะให้หนังที่เข้าฉายทุกเรื่องดูได้ทุกอายุ เพราะกลุ่มเด็กเป็นฐานรายได้ที่ไม่เล็กเลย

wat - ผมเคยอ่านคำให้สัมภาษณ์ของกองเซ็นเซอร์ในบางเรื่อง พบว่าทางนั้น "ตั้งใจ" อย่างชัดแจ้งที่จะสร้างสองมาตรฐานระหว่างหนังไทยและหนังฝรั่ง (ยังไม่นับว่าหนังไทยสร้างโดยใคร?) เนื่องจากเหตุผลที่ว่าวัฒนธรรมที่ต่างกัน อ่านเหตุผลแล้วงงๆ แต่คนพวกนั้นคงคิดได้แค่นั้น

Submitted byPoakpongon Sun, 08/26/2007 - 12:32

ทั้งหมดคงต้องยกเครื่องทั้งระบบ ทั้งอุตสาหกรรมหนังเลยก็ว่าได้

ตอนนี้สิ่งที่เค้าทำกัน (ผมเข้าใจเอาเองว่า) จัดการแค่เรื่องการสร้างกรอบ ห้าม/แบน เนื้อหา แต่เรื่องที่ลิ่วพูดถึงเช่น โรงที่ฉาย กลุ่มผู้ชม ฯลฯ ยังไม่ได้ขยับตัวอะไรเลย

ถ้าหนังที่ผู้สร้างอยากสร้างอะไรก็ได้ มีกฎหมาย/ข้อกำหนดชัดเจน มีโรงฉายที่พร้อมจะฉาย (อาศัยการจัดกลุ่มอายุผู้ชม) มีผู้ชมที่เข้าใจระบบกำหนดอายุ ผมว่าทุกอย่างมันจะไปได้นะ

คนที่อยากทำหนังให้ผู้ชมได้ดูมากๆ ก็จะต้องปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ของสังคม และต้องยอมรับด้วยว่าถ้าสร้างหนังแนวๆ (pg-13, r หรือ nc-17 ขึ้นไป) จะต้องผู้ชมที่น้อยลงแน่นอน เพราะมีการกำหนดอายุผู้ชม

แล้วมันจะดีขึ้นเอง :>

เราว่าข้อเสนอที่คนพูดกันทำนองว่า ให้ล้มเลิกกฎหมายไปเสีย มันมีความหมาย
คือไม่รู้อะไรทำไมเราถึงเชื่อว่า จำเป็นต้องมีกฎหมายเรื่องนั้นเรื่องนี้
ทั้งที่จริงๆ ไม่ได้จำเป็นอะไรเลย แต่ในสังคมที่นิยมกฎหมาย มันก็เป็นแบบนี้ล่ะ

กฎหมาย คงมีหน้าที่ปกป้องและควบคุม ซึ่งโดยธรรมชาติมันมีหมายความว่า ที่ใดมีกฎหมาย ที่นั่นมีการลิดรอนสิทธิ์
แต่มันก็โอเค เพราะเป็นข้อตกลงยอมรับ เพื่อแลกกับอะไรๆที่คิดว่าจะดีกว่า

ที่แย่คือ กฎหมายภาพยนตร์นี้ ไม่เคยสร้างอะไรที่ดีขึ้นมาเลย มันใช้การอะไรสรางสรรค์ไม่ได้ ส่วนร่างฉบับที่แก้ใหม่ก็ไม่มีอะไรดีขึ้น ดูจะแย่กว่าเดิม

ปัญหาก่อนหน้านี้ คือเรามีระบบเซ็นเซอร์ ที่ดูแลโดยคณะกรรมการเพียงไม่กี่คน และประสบการณ์ที่ผ่านมา ก็สะท้อนว่าคณะกรรมการเหล่านี้ ขาดความเข้าใจในสังคม วัฒนธรรม ความเป็นมนุษย์ ไม่ใจกว้าง เป็นคณะกรรมการประเภทอ่านสื่อไม่ออกเขียนสื่อไม่ได้

ส่งผลให้วงการภาพยนตร์ไม่โตไปไหน คนทำหนังก็ติดกับดักมากมาย

น่าคิดว่า กฎหมายฉบับเก่า ยังทำให้เราได้เห็นสิ่งที่ถูกเรียกว่า คนทำสื่อไม่รับผิดชอบต่อสังคม
แม้จะคุมเข้มงวด แต่หนังไม่เคารพคนอื่น เหยียดชาติพันธุ์ ละเมิดทางเพศคนดู ก็เกิดมาเนืองๆ

ถึงจะควบคุมแค่ไหน แต่เมื่อมันมีมาเฟียในวงการ ประชาชนก็ไมได้อะไรจากกฎหมายเลย เช่นเดียวกัน คนทำหนังอิสระก็ไม่มีที่ทางด้วย

แต่ร่างกฎหมายฉบับใหม่ ไม่ได้แก้ปัญหาจากร่างกฎหมายตัวเก่า
มีแต่การทำกระบวนการควบคุมใหม่ ไม่ได้แก้ปัญหามาเฟียในวงการ
ออกแบบมาโดยไม่มีมุมมองเพื่ออนาคตสื่อภาพยนตร์

มีระบบควบคุมสองระดับ คือ เซ็นเซอร์ด้วย เรทติ้งด้วย ...พิลึกดี

ที่มาร์กตั้งประเด็นเรื่องการควบคุมอายุคนเข้าโรง ....เรื่องนี้ลำบากแน่ นายทุนยอมยาก
แต่เราก็ไม่คิดว่านั่นเป็นเรื่องจำเป็นนะ
การจัดเรท ก็คือการติดฉลาก ว่าหนังเรื่องนี้อยู่ระดับใด แล้วขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของคนดูที่จะเลือกเอง
เช่น แทนที่จะกำหนดอายุคนดู เราชอบให้มีการจัดประเภทหนังมากกว่า เช่น หนังเรื่องนี้มีความรุนแรง เราก็คิดน่ะว่าเราพร้อมจะเข้าไปดูหรือเปล่า
...แต่ถ้าคิดว่าเป็นเรื่องควรใช้วิจารณญาณคนอื่นในการตัดสิน ก็เป็นเรื่องต้องว่ากันไป

ขอแถมอีกเรื่องคือ ไม่รู้จะพูดยังไงเมื่อมีคนพูดทำนองว่า "พวกสื่อชอบเรียกร้องแต่เสรีภาพ แต่ไม่ค่อยจะรับผิดชอบ"
เราว่าเป็นประโยคที่ไม่มีเหตุผลน่ะ คือ เสรีภาพ มันก็คือเสรีภาพ น่ะ ไมได้เกี่ยวกับคุณค่าหรือคุณภาพของสื่อ

เหมือนคนเราน่ะ จะเป็นคนดีหรือเลวร้าย แต่เขาต้องได้เรียนหนังสือ ต้องได้รับไอโอดีน (ฮา) และเมื่อถ้าเขาป่วย เขาก็ต้องได้รับการรักษา

เราคิดว่า ความเคลื่อนไหวทางกฎหมาย ไม่มีความสำคัญอะไร เท่ากับการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนต่างๆ ที่แอคทีฟ เช่น กลุ่ม free thai cinema

เมื่อสังคมติดหล่มกฎหมาย สุดท้ายกฎหมายก็ต้องออกมาอยู่ดี ..ช่างมัน.. ลุ้นความตื่นตัวในระดับปัจเจก น่าสนใจกว่ากันเยอะเลย

Submitted bymarkpeakneton Sun, 08/26/2007 - 20:45

girl friday: สงสัยอธิบายไม่ค่อยดี สื่อไม่ค่อยตรงกัน

ผมคิดว่าระบบเซ็นเซอร์ปัจจุบันห่วย ระบบใหม่ที่ภาครัฐร่างก็ยังไม่รู้ว่าจะออกมาแบบไหน สรุปว่าภาครัฐห่วยฝ่ายหนึ่ง

แต่ฝั่งคนทำหนังเองก็ไม่ได้มีพฤติกรรมที่น่าเลื่อมใสกว่ากันเท่าไร ก็แค่ออกมาโวยวายว่าภาครัฐห่วย แล้วก็ไม่เสนออะไรเพิ่มเท่าไรเลย (ที่เห็นก็บอกแค่ว่าจะจัดเรต แต่ก็ไม่มีรายละเอียดครบถ้วนแบบที่เขียนไว้ในตัวบล็อก)

ผมว่าแบบนี้ด่าแต่รัฐก็ไม่ยุติธรรมหรอก

Submitted bycottonon Sun, 08/26/2007 - 20:54

ตามไปบล็อกนั้น เห็นบางประโยคแล้วไม่อยากอ่าน เลยไม่อ่าน ก็แค่นั้น หุหุ

สำหรับฉันแล้ว แต่ก่อนคงไม่สนใจเรื่องนี้มากนัก อิสระอะไรนักหนาที่พวกคุณอยากได้ แต่หลังจากที่โดน block โน่นนี่ก็เริ่มรำคาญ เริ่มเบื่อ เริ่มไม่เข้าใจว่า ใครมีสิทธิ์อะไรมาบอกว่าอะไรดีสำหรับเรา นอกจากเรา ฉันเลือกเองได้ว่าอยากดู อยากทำ หรือไม่อยาก ไม่อยากทำ แต่ก็โอเคนะ ว่ามันต้องจัดเรตการเข้าชม มันถึงจะเหมาะว่าคุณจะทำหนังออกมาแล้วเข้าสู่กลุ่มนั้นจริงๆ ซึ่งฉันก็คิดว่าคนที่ไม่อยากจัดเรตหนังคือ เจ้าของโรงหนังมากกว่า เพราะในแง่ธุรกิจแล้ว รายได้หลักๆอาจมาจากกลุ่มวัยรุ่นหรือวัยทำงานก็ได้ แบบเป็นสัดส่วนที่ไม่ต่างกันมากนัก

สำหรับ Free Thai Cinema ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่จะมีคนคิดไม่ตรงกับกลุ่มนี้อย่างบล็อกที่คุณว่ามา แต่ว่ามันเป็นสิทธิ์ของกลุ่มนี้เหมือนกันที่จะต่อสู้ เพราะว่าถ้าให้ยอมรับสภาพไม่ต้องทำอะไรเลย ก็บอกมาเลยดีกว่าว่าประเทศนี้มันคิออะไร เหมือนอย่างที่"เป็นเอก"ถามนั่นแหละ

หมายเหตุ ฉันก็ชอบประโยคของเป็นเอกเช่นกันค่ะ

Submitted bymarkpeakneton Sun, 08/26/2007 - 21:38

cotton: ผมว่าเป็นเรื่องปกติมากๆ ที่คนมันจะเห็นไม่ตรงกัน ถึงแม้จะสู้เรื่องเดียวกัน อยู่ข้างเดียวกัน สุดท้ายแล้วมันก็มีแค่ 2 ทางคือหา consensus หรือไม่ก็ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ (ชนิดที่ไม่ต้องฟังอีกฝ่าย) มันก็แค่นั้น

ผมเห็นว่าการต่อสู้ของกลุ่ม Free Thai Cinema Movement (รวมถึงกลุ่มอื่นๆ) เป็นสิ่งที่ควรทำ คือสู้เพื่อรักษาผลประโยชน์หรือปกป้องอุดมคติตัวเอง ผมแค่ criticize ว่าการต่อสู้ของกลุ่มนี้ยังไม่ "ถี่ถ้วนและครอบคลุม" อย่างที่ผมอยากให้เป็น (จริงๆ ก็แอบเชียร์อยู่ห่างๆ) เห็นแล้วมันขัดใจ

Submitted bysuniton Sun, 08/26/2007 - 22:25

ผมมาจากบล็อคที่ว่า

สงสัยว่าถ้าคิดว่าเสรีภาพไม่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ มันเป็นประชาธิปไตย หรือ อณาธิปไตย (anarchist) ?

ตกใจ ตกใจ

สงสัยว่าประเทศนี้ยกเลิกกฏหมายทุกฉบับ แล้วให้คนอยูกันเองตามลักษณะปัจเจกชนที่บรรลุแล้วก็ดี มีแต่เสรีภาพ และไม่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเอง เป็นคนละเรื่อง.... แยกกันเลย มันดีๆ

ผมรู้สึกว่าพวกนี้อันตราย... รู้สึกเอาเองนะ

Submitted byfatroon Mon, 08/27/2007 - 00:41

ส่วนตัวนะ ผมคิดว่าหนังที่นำเสนอเรื่องแย่ๆ คนดูจะตัดสินได้เอง จะมีแค่ส่วนน้อยที่อินไปกับบทบาทนั้นจนเลียนพฤติกรรม นั้นหมายถึงเราพยายามควบคุมคนส่วนใหญ่จากพฤติกรรมของคนส่วนน้อย ซึ่งมันไม่ถูก

จริงอยู่ที่อิทธิพลของหนังมันยิ่งใหญ่มาก มันคือการสะกดจิตเราให้อยุ่ภวังค์แบบหนึ่ง ผลกระทบของมันสามารถสร้างความรุนแรงได้เสมอ เช่นการนำเสนอเรื่องการเมือง propaganda ซึ่งน่าจะเรียกได้ว่าเป็นประเด็นแรกที่ทำให้เกิดการเซ็นเซอร์ในวงการหนังก็ว่าได้ การเซ็นเซอร์เลยกระตุ้นการต่อต้านได้มาก ผมเข้าใจความรู้สึกเป็นเอกนะ และผู้กำกับไทยอีกหลายคนที่หลุดคำพูดแรงๆ ออกมา เพราะวงการนี้โดนบีบตลอด (อย่าสับสนกับวงการละครนะครับ) เช่นครั้งนึงผู้ใหญ่ในวธ. เคยเสนอกฎบ้าๆ เกี่ยวกับหนังที่มีการใช้ปืน ให้ยิงได้ไม่เกิน 3 นัด เจอเข้างี้ก็แทบจะไม่ต้องคุยกันแล้ว กระบวนคิดมันคนละโลกเลย มาเจอเรื่อง Double in Double Standard อีก ไม่รู้จะตลกยังไงออก

ส่วนคนทำหนังที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มันก็มีอยู่จริง ไม่ได้ปกป้องนะครับ แต่ถ้ามันขายไม่ได้ มันก็คงไม่มีใครสร้าง ทำหนังเรื่องนึงไม่ใช่ถูกๆ ผมเชื่อว่าตลาดจะกำหนดรูปแบบของหนังได้เอง รัฐสามารถยืนคุมหรือสนับนุนอยู่ห่างๆ ได้ เช่นหนังที่สร้างสรรค์สังคมได้่รับการสนับสนุนการเงิน หรือแม้กระทั้งการเช่าใช้สถานที่สาธารณะ (เกินครึ่งต้องมีโอกาสได้ขอ) นี่ไม่ได้หมายความว่าให้เรา้ทิ้งการตรวจสอบนะครับ การเซ็นเซอร์ยังคงจำเป็นแต่จะอยู่ในรูปของการจัดเรทที่เป็นธรรม การหั่นฉากขอให้เป็นตัวเลือกสุดท้ายที่ต้องผ่านคณะกรรมการที่เหมาะสม แค่นี้คนทำหนังก็พอใจแล้ว

เรื่องคุมเรทคนเข้าชม อันนี้ดูจะนอกเหนือหน้าที่คนทำหนังล่ะ แต่ถ้าจะให้เสนอ ผับห้ามเด็กเข้าอย่างไร โรงหนังก็ทำอย่างนั้นล่ะครับ

ปล. Captcha หายไปแฮะ

Submitted bybact'on Mon, 08/27/2007 - 00:55

สารคดี ฉบับปกอียิปต์ มีอธิบายเรื่องนี้ละเอียดยิบ
พร้อมทัศนะของทั้งสองด้าน

สิ่งที่ขัดใจที่สุด ที่ผมคิดว่าไม่มีใครยอมรับได้คือ
แม้จะมีการจัดเรตแล้ว (ซึ่งคณะกรรมการนั้นก็เปิดให้มีการดึงมาจากทุกฝ่าย)
แต่ตัวองค์กรที่รับผิดชอบ (ซึ่งจะขึ้นกับกระทรวงวัฒนธรรม) ก็ยังคงมีสิทธิ์ขาดทุกอย่างในการเซ็นเซอร์/แบนอยู่ดี

คำถามก็คือ แล้วงั้นจะจัดเรตกันให้เสียเวลาไปทำไม

มันก็เข้าทำนอง ร่างรธน.มาดิบดี บอกว่ามีทุกฝ่ายมาร่วมนะ
จัดลงประชามติแล้วนะ รับแล้วนะ
เลือกตั้งแล้วนะ ตามระบอบประชาธิปไตยแล้วนะ

แต่ทุกอย่างสามารถถูกระงับได้ จากประธานรักษาความมั่นคงภายใน ???

ก็แล้วจะทำพิธี ร่าง ลงประชามติ เลือกตั้ง กันไปทำไม ?

Submitted bybact'on Mon, 08/27/2007 - 01:04

ล่าสุด "ข่าวสด" ลงข่าวเด็กแฝดสี่
มีรูปลงหน้าหนึ่ง
เซ็นเซอร์ ทำโมเสกที่อวัยวะเพศของเด็กทารก

จากภาพนี้ ผมยืนยันกับตัวเองได้ชัดเจน ว่าสังคมเราป่วยแล้ว
(อวัยวะเพศของเด็กทารก จะทำให้คนปกติที่ไหนมีความรู้สึกทางเพศ ?)

กลายเป็นว่า เซ็นเซอร์เป็นพิธีกรรม เพื่อบอกว่าฉันเป็นคนมีศีลธรรม **กว่าเธอ**

กฎหมายที่รับรองและสนับสนุนพิธีกรรมเหล่านี้ รังแต่จะทำให้สังคมป่วยหนัก
(โอ้ นี่ไง พิธีกรรมของฉันถูกต้องตามกฎหมาย เธอไม่ทำ เธอผิดกฎหมายนะ เธอเป็นคนไม่ดี **ไม่ดีเท่าฉัน**)

Submitted bybact'on Mon, 08/27/2007 - 01:19

คนทำหนังขายหนัง แน่นอน ก็มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำ คือ หนัง
ส่วนประชาชนที่มีลูกหลาน ก็ต้องรับผิดชอบกับสิ่งที่ตัวเองทำเช่นกัน คือ ลูก

ไม่ควรมีใครคาดหวังจะให้รัฐจะเลี้ยงลูกให้
ถ้าจะทำแบบนั้น ก็เดินเอาลูกไปทิ้งไว้หน้าสถานเด็กกำพร้า

Submitted bymarkpeakneton Mon, 08/27/2007 - 06:56

fatro:

>เรื่องคุมเรทคนเข้าชม อันนี้ดูจะนอกเหนือหน้าที่คนทำหนังล่ะ

ประโยคนี้คือหัวใจของประเด็นที่ผมจะสื่อเลยครับ คนทำหนังมองว่าตัวเองแค่ "ทำ" ไม่ได้มองว่ากระบวนการทั้งหมดต้องเกิดทั้งอุตสาหกรรมไปพร้อมๆ กัน

ในฐานะที่คนทำหนัง สตูอิโอหนัง ย่อมใกล้ชิดกับโรงหนัง (เผลอๆ บางค่ายเป็นเจ้าของโรงเอง) มากกว่าคนดู ทำไมไม่มีการพูดเลยว่าเราจะล็อบบี้/กดดัน/เจรจา กับโรงหนังอย่างไร

ผมเห็นทุกคนพูดถึงกันแต่รัฐ (กฎเกณฑ์ห่วย) กับคนทำ (เราจะจัดการกันเอง) แต่ไม่มีใครพูดถึงฝ่ายที่เหลือใน cycle เช่น โรงหนัง สายหนัง ฯลฯ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ทำก็ไม่เกิดผล แต่ฝ่ายคนทำหนังมักจะอ้างแค่ว่า ไม่ใช่เรื่องของฉัน ผมว่ามันงี่เง่ามาก

ส่วนเรื่องอื่นก็เห็นด้วยทั้งหมด

Submitted bysuniton Mon, 08/27/2007 - 07:17

Fatro

"ส่วนตัวนะ ผมคิดว่าหนังที่นำเสนอเรื่องแย่ๆ คนดูจะตัดสินได้เอง จะมีแค่ส่วนน้อยที่อินไปกับบทบาทนั้นจนเลียนพฤติกรรม นั้นหมายถึงเราพยายามควบคุมคนส่วนใหญ่จากพฤติกรรมของคนส่วนน้อย ซึ่งมันไม่ถูก"

1. เด็กๆมักจะไม่ได้มีภูมิอย่างที่คุณมี ผลการสำรวจทั้งของ Poll ต่างๆ และการสำรวจทางจิตวิทยาพบว่าพฤติกรรมการเลียนแบบของเด็กต่อสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทีวี หนัง และการ์ตูน มีผลอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมเด็ก อันนี้เป็น fact ที่เป็นจริงทั่วโลก ไม่งั้นเรื่อง rating ใดๆก็คงไม่เกิดขึ้นทั่วโลกซึ่งแน่นอน การจัดเรทติ้งย่อมจะสามารถแก้ปัญหานี้ได้

2. อย่าลืมว่าประชาธิปไตยไม่ใช่เผด็จการของคนส่วนใหญ่ แต่ต้องปกป้องสิทธิพื้นฐานของคนส่วนน้อยที่ป้องกันตัวเองไม่ได้ด้วย

"ส่วนคนทำหนังที่ไม่รับผิดชอบต่อสังคม มันก็มีอยู่จริง ไม่ได้ปกป้องนะครับ แต่ถ้ามันขายไม่ได้ มันก็คงไม่มีใครสร้าง ทำหนังเรื่องนึงไม่ใช่ถูกๆ"

คุณได้ดูสภาวะของหนังไทยยุคหลังๆนี้ไหม หนังดีขายไม่ค่อยได้ หนังเลว โดยเฉพาะที่มีเพศ ภาษา ความรุนแรงที่ไม่เหมาะมากๆ กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สรุปได้ว่าในตลาดตอนนี้หลังเลวขายได้ และย่อมจะเป็น incentive ให้ตลาดผลิตหนังเลวออกมาซึ่งจะ crowd out หนังดี ซึ่งย่อมจะนำไปสู่พฤติกรรมทางวัฒนธรรมที่แย่ลงของสังคม เช่นปรากฏการณ์ตลกคาเฟ่ครองวัฒนธรรมไทย

"ผมเชื่อว่าตลาดจะกำหนดรูปแบบของหนังได้เอง "

ใช่ แต่ตลาดเป็น amoral คืออะไรขายได้ ก็จะส่งเสริมตามแรงจูงใจทางการเงิน หากหนังเลวร้ายเติบโตไร้การดูแล ประชาชนส่วนใหญ่ชอบ ตลาดก็จะไปทางนั้น เหมือนๆกับนโยบายประชานิยมของทักษิณที่ครอบครอง market share ของตลาดทางการเมืองของไทยอยู่ตอนนี้ และยั่งยืนได้ด้วยความหลงติดมัวเมาของประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ

Submitted byfatroon Tue, 08/28/2007 - 03:25

mk : เห็นด้วยครับ ถ้าให้เสนอแนวทางคงไม่มีใครเกี่ยง แต่แนวทางที่เสนอไป มันจะเป็นไปได้ไหมอันนี้ไม่รู้ ส่วนการจะเห็นคนทำหนังล็อบบี้โรงหนังนี่คงจะยากมากๆ เพราะตอนนี้ก็ต้องง้อไม่รู้จะง้อยังไง แล้วเขาก็ไม่สนสักเท่าไหร่ ภาครัฐเลยจำเป็นมากๆ ถ้าอยากจะรักษาวงการภาพยนต์ไทยไว้ แต่นี่ดูเหมือนภาครัฐไม่ช่วยแล้วยังซ้ำเติมอีก

sunit

1. หลักๆ แล้วผมเ็ห็นด้วยครับคุณสุนิตย์ คนทำหนังและละคร ไม่ค่อยมี Responsibility โดยเฉพาะกับเด็ก ผมเองก็หงุดหงิดและปิดหรือเปลี่ยนช่องทุกครั้ง แต่ในหนังมันต่างกันนิดนึงคือคุณต้องเข้าไปซื้อตั๋ว ซึ่งเด็ก(อย่างน้อยก็ก่อนมัธยม) ไม่สามารถทำเองได้ ถึงมาเป็น Media ชนิดอื่นก็ต้องได้มาผ่านผู้ใหญ่อีกทีอยู่ดี ฉะนั้นมันเป็นภาระหน้าที่ของผู้ปกครอง ไม่ใช่หน้าที่รัฐต้องมาคุมเราทุกคนเหมือนเด็กอนุบาล ในฐานะคนดูเรามีสิทธิ์เลือก มิใช่จำกัด choice ให้เลือกเหมือนรธน.

3. และ 4. มิน่าล่ะ ผมทำ Political Compass ถึงได้ขวาจัง :)

"คุณได้ดูสภาวะของหนังไทยยุคหลังๆนี้ไหม หนังดีขายไม่ค่อยได้ หนังเลว โดยเฉพาะที่มีเพศ ภาษา ความรุนแรงที่ไม่เหมาะมากๆ กลับขายดีเป็นเทน้ำเทท่า"

หนังส่วนใหญ่ที่ผ่านกระบวนการไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จนออกมาเป็นหนังโรงได้ แทบจะไม่มีเลยครับที่แก่นมันจะไม่เลือกสอนในทางที่ดี มันอาจถูกบิดเบือนไปบ้างจากคำสบถด่าหยาบคาย การเหยียดเพศ ความรุนแรง ที่ถ้าคนดูผ่านๆ อาจสะดุ้ง แต่แก่น (Theme) อมตะ "คนดีย่อมได้ดี" มันยังคงอยู่และน่าจะคงอยู่ตลอดไป หนังที่สุดโต่งเกิน กลไกสังคมจะจัดการเอง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่จะให้มีใครมาตัดสินใจแทน ว่าคุณดูนี่ได้ คุณดูนี่ไม่ได้ มันเผด็จการคนส่วนใหญ่เพื่อคนส่วนน้อยเิกิ๊น

ขอบคุณที่ติติงครับ

Submitted bybact'on Tue, 08/28/2007 - 16:15

(แปะกันข้ามไปมา สามบล็อก สนุก)
----

เรื่องกรองคนเข้าโรง

คนหนึ่งในกลุ่ม Free Thai Cinema Movement ผู้ชาย พูดในงานสัมมนาที่นิเทศจุฬา
ผมจำไม่ได้แล้วว่าชื่ออะไร

ตอบว่า เรื่องนี้ก็เหมือนกรองคนเข้าผับ กรองคนซื้อเหล้าบุหรี่เซเว่น

ซึ่งผมเห็นด้วย

ผมคิดว่าคนไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้ เรื่องกรองคนเข้าโรง เพราะว่าคำตอบมันชัดเจนมากอยู่แล้ว

นอกจากเรื่องในโรง
ก็เป็นเรื่องหนังในแผ่น ก็น่าจะเหมือนกับการซื้อเหล้าบุหรี่ คือตรวจบัตรตอนซื้อ
(แต่ถ้าคิดไปอีก ก็จะมีเรื่อง ฝากคนอื่นซื้อ แต่นั่นมันก็คิดกันไปได้เรื่อย ๆ ไม่จบ)

แล้วก็มีเรื่อง หนังที่ฉายทางทีวี
ซึ่งเค้าก็จะใช้ระบบช่วงเวลา ซึ่งทางทีวีก็กำลังทำอยู่

ทั้งหมดนี้จะเห็นว่า มันเป็นระบบที่ต้องช่วยกันทั้งสองฝ่าย
ถ้าพูดถึงจะดูแลเยาวชน
คือฝ่ายทำหนังฝ่ายตรวจหนัง ก็ทำเรตไป
ส่วน พ่อแม่ก็ต้องร่วมมือด้วย ถ้าอยู่บ้านเดียวกัน หนังเขาก็ฉายตอนดึกแล้ว แล้วลูกจะดูอีก แล้วพ่อแม่ไม่ห้ามหรือห้ามไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าจะให้รัฐไปร้องเพลงกล่อมนอนลูกที่บ้านเลยรึเปล่า - -"