Social

The Useless Class

PlayStation VR

The meaning of life in a world without work บทความของ Yuval Noah Harari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens ลงใน The Guardian

เนื้อหาในบทความว่าด้วยเรื่องอนาคตของมนุษย์ในยุคที่ไม่ค่อยมีอะไรทำ เพราะเครื่องจักรมาทำงานแทนคุณได้ และคนกลุ่มหนึ่งจะไม่มีงานทำ ไม่ใช่ไม่มีงาน แต่เป็นเพราะปรับทักษะตัวเองให้เข้ากับงานยุคใหม่ไม่ได้ (กลายเป็นคนชั้นใหม่ที่เรียกว่า the useless class)

Digital Revolution

วันนี้มีโอกาสได้ประชุมร่วมกับ ดร.ณรงค์ชัย อัครเศรณี นักเศรษฐศาสตร์ชื่อดัง พบว่าท่านเป็น "ยอดคน" อีกท่านหนึ่งของวงการ ผ่านงานมาเยอะ แถมเป็นสายรู้จริงและที่สำคัญ "ลงมือทำจริง"

ดร.ณรงค์ชัย เป็นผู้สนใจศึกษาประวัติศาสตร์โลก และสามารถอธิบายปรากฏการณ์ของโลกในมุมที่กว้างมากๆ (supermacro) เรื่องที่คุยในวันนี้มีเยอะ แต่คีย์สำคัญที่ได้สั้นๆ

Liberal vs Conservative

เมื่อวานได้ดูรายการ Intelligence ของ Voice TV โดยบังเอิญ เค้าเชิญคนมาคุยเรื่อง "สรรพนาม" ของ "นายกปู" ที่เป็นประเด็นอยู่ช่วงหนึ่ง

ความน่าสนใจคือการเชิญ "คำ ผกา" มาในฐานะตัวแทนความคิดฝั่งเสรีนิยม (liberal) และ ศ.กิตติคุณ ดร.กาญจนา นาคสกุล ราชบัณฑิตย มาในฐานะฝ่ายอนุรักษ์นิยม (conservative)

Thailand: Outsider's Perspective by Benedict Anderson

'มองอนาคตการเมืองไทยผ่านสายตาคนนอก' โดย เบน แอนเดอร์สัน แปลปาฐกถาของเบน แอนเดอร์สัน (Benedict Anderson) นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์-สังคมศาสตร์ชื่อดัง ที่ มช. โดยภัควดี

ต้องบอกว่าเป็นบทความที่พูดถึง 'สังคมไทย' ได้แหลมคมที่สุดบทความหนึ่งเท่าที่เคยอ่านมา

แค่สองย่อหน้าแรกก็สุดยอดแล้ว

Analytic Culture via Football

เมื่อสักครู่ผมเดินไปซื้อชาเย็นจากรถเข็นข้างถนน 15 บาท ระหว่างรอคนขายชงชา ก็ได้ยินบทสนทนาระหว่างคนขายกับลูกค้าประจำที่นั่งอยู่แถวนั้น ข้อความอาจไม่ตรงนักแต่ใจความประมาณนี้

"แมนยูน่าจะป้องกันแชมป์ได้ทั้งสองอันที่เหลืออยู่"
"พรีเมียร์ลีกน่ะได้ชัวร์อยู่แล้ว แต่แชมเปี้ยนส์ลีกนี่ 50:50 นะ"
"ถ้าอาร์เซนอลไม่ยอมซื้อตัวเก่งๆ ซื้อแต่เด็ก ก็อีกนานกว่าจะกลับมายิ่งใหญ่อีก"

ฯลฯ

ผมยืนฟังเงียบๆ ไม่พูดอะไร แต่ในใจรู้สึกว่ามันเป็นการวิเคราะห์ที่เป็นเรื่องเป็นราวมาก!

What Lies Beneath

อ่านบทความของโจนาธาน เฮด ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทย (ใช่ครับ คนเดียวกับที่โดนฟ้องหมิ่นฯ กับจักรภพนั่นล่ะ) คือเรื่อง No winners in Thailand's crisis ซึ่งประชาไทนำมาแปลในชื่อ ไม่มีผู้ชนะในวิกฤติประเทศไทย

ประโยคที่ผมชอบเพราะเห็นว่าสั้นและอธิบายภาพรวมของความขัดแย้งรอบนี้ได้ดีมากๆ คือ

เมื่อไปที่การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง คุณจะได้ยินเป็นเสียงเดียวกันว่า : “พวกเราเป็นประชาชนรากหญ้า, กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย, ต่อต้านชนชั้นปกครอง”

เมื่อไปที่การชุมนุมของคนเสื้อเหลือง คุณจะได้ยินเสียงที่แตกต่างว่า; “พวกเราเป็นคนมีการศึกษา, กำลังต่อสู้ขับไล่พวกนักการเมืองทุจริตที่ทำลายประชาธิปไตย”

แต่ประโยคที่ผมสนใจมากกว่า ก็คือ

ทำไมประเทศไทยที่ครั้งหนึ่งถูกมองว่าเป็นประเทศที่เป็นตัวอย่างดีเลิศของความมั่นคงและความปรองดองในสังคม ถึงได้กลายเป็นสังคมที่ถูกแบ่งเป็นขั้วเช่นนี้

เขียนใหม่เป็นภาษาบ้านๆ ของผมได้ว่า "เมื่อก่อนประเทศไทยไม่มีปัญหา ทำไมตอนนี้จึงมีปัญหา"

Balance of Regulation

อาทิตย์ที่แล้วไปนั่งฟังคุณสฤณีพูดถึง Framework of Regulation ของ Lessig ที่งานของ Thai Netizen ผมนั่งฟังก็ฟุ้งซ่านไปเรื่อยและเกิดไอเดีย จดเก็บไว้

ถ้ายังไม่รู้จัก Framework of Regulation ก็ลองอ่านบล็อกเก่าประกอบ

คือถ้าเรามองว่าการ "ควบคุม" หรือการ "จำกัดขอบเขต" ของประเด็นใดๆ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 วิธีตามที่ Lessig ว่า (เพื่อตัดประเด็นการโต้แย้งในเรื่องว่าทฤษฎีของ Lessig นั้นใช้งานได้จริงแค่ไหน ติ๊ต่างว่า Lessig ถูกไปก่อน)

และถ้าเราให้คำจำกัดความของ "สังคมที่มั่นคง" (stable) ว่าระดับโดยรวมของการควบคุม (total level of regulation) ในสังคมนั้นๆ ต้องคงที่ (คือเป็นสังคมที่อยู่ไปกันยังไงก็อยู่ไปยังงั้น ควบคุมแทรกแซงกันเท่าเดิมไม่เคยเปลี่ยน ภาษารัฐศาสตร์ใช้คำว่า status quo - "keep the things the way they presently are")

ก็น่าจะพอเสนอได้ว่า เมื่อขาหนึ่งของ regulation ทั้งสี่ (หรือจะหลายๆ ขาก็ได้) เกิดการเปลี่ยนแปลง สังคมนั้นจะต้องปรับตัวเองให้ total level of regulation กลับมาเท่าเดิม (เพื่อรักษา status quo เอาไว้)

ส่วนสีแดงนี้คือข้อเสนอแบบมั่วๆ ของผมเอง

Open Source Government

จริงๆ มันเป็น thread บน Slashdot เมื่อสามสี่วันก่อนที่ผมดองเอาไว้ยังไม่ได้อ่าน เผอิญคุณสฤณีใจตรงกันแปลจดหมายมาเป็นภาษาไทยพอดี เลยสบายไป

เรื่องมีอยู่ว่า ผู้บริหาร hedge fund คนหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากๆ เกิดอิ่มตัวและลาวงการ