Inception

ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา งานยุ่งมาก+ปัจจัยอื่นๆ สรุปว่าไม่ได้ดูหนังเลย แต่กระแส Inception แรงจริงๆ บวกกับได้เสาร์-อาทิตย์ว่างเพิ่มมาอีก 8 วัน (เดิมมีแผนจะไม่ว่าง แต่ผิดแผนเลยได้วันหยุดเพิ่ม) เลยได้ฤกษ์ไปดูก่อนที่มันจะออกโรง เนื่องจากผมเข้าโรงช้าไปหน่อย + วิ่งออกไปเข้าห้องน้ำตอนกลางเรื่อง เลยอาจไม่ครบถ้วนนัก * โดยรวมให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก (แม้จะไม่แฟนตาซีเท่า) นั่นคือ เท่ แปลกใหม่ และฉลาด * ไอเดียของเรื่องคือการเล่นกับ "คอนเซปต์" อะไรสักอย่าง แล้วหาช่องโหว่หรือจุดบอดของคอนเซปต์อันนั้นๆ นี่ไม่ใช่เรื่องใหม่ ถ้าใครอ่าน JoJo หรือการ์ตูนของ Yoshihiro Togashi น่าจะคุ้นเคยดี รวมไปถึง[นิยายวิทยาศาสตร์ของอาสิมอฟ](http://www.isriya.com/tags/asimov) และ [ซีรีส์ Ender ของ Card](http://www.isriya.com/tags/ender) ด้วยเช่นกัน * แต่ "คอนเซปต์" ของ Inception คือเรื่องความฝัน ถือว่าแปลกใหม่มาก ที่สำคัญคือมัน "สมจริง" เพราะดึงเอาประสบการณ์ร่วมในการฝันของผู้ชมมาใช้ เช่น แนวคิดที่ว่าจิตใต้สำนึกของผู้ฝันจะตรวจจับสิ่งแปลกปลอม, แนวคิด free fall ซึ่งคนที่เคยฝันน่าจะเคยเจอกันหมด, ตอนปวดฉี่มักฝันถึงอะไรเปียกๆ ฯลฯ * ความสนุกของหนังอยู่ที่เราต้องตามจังหวะของหนังให้ทัน (ถ้าไม่ทันลองอ่าน [An Illustrated Guide To The 5 Levels Of Inception](http://www.cinemablend.com/new/An-Illustrated-Guide-To-The-5-Levels-Of-Inception-19643.html)) ผมทันเกือบทุกประเด็น ยกเว้นชั้นสุดท้าย ตอนดูสงสัยว่าทำไมพระเอกถึงไปยังความฝันของไซโต้ได้ พอมาอ่านเฉลยข้างต้นว่า Limbo เป็น shared state ก็ไม่มีอะไรกังขา * เคน วาตานาเบ้ เท่ดี แต่โดนยิงแล้วบทน้อยไปหน่อย จริงๆ เรื่องจะมันส์กว่านี้มาก ถ้ามีคนทรยศ (ซึ่งตามบทก็ควรเป็น ไซโต้ ไม่ก็อาเธอร์) การที่ไม่มีจุดหักมุม บวกกับไม่มีผู้ร้ายในเรื่อง (สู้กับ "วิฤต/สถานการณ์" เท่านั้น ไม่มีตัวบุคคล) มันเลยรู้สึกว่าสนุกไม่สุด น่าเสียดายเล็กน้อย แต่แค่นี้หนังก็ค่อนข้างยาวอยู่แล้ว คงไม่มีที่ว่างให้เพิ่มมากนัก * ความเจ๋งอีกอย่างของ Inception คือ CG อลังการซึ่งมาได้ถูกที่ถูกเวลา ดูไม่รกเกินความจำเป็น ตรงนี้ให้ความรู้สึกเหมือน Matrix ภาคแรก ฉากสำคัญคือ "Paris in Folding" กับฉากต่อสู้แบบไร้แรงดึงดูดนั่นแล (เสียดายว่าไม่มีช็อตที่เป็น hallmark แห่งยุคสมัย เหมือนกับฉาก bullet time) * ประเด็นเรื่อง "ความฝัน vs ความจริง" คงมีคนพูดกันไปเยอะแล้ว ที่ผมคิดว่าน่าสนใจกว่า และยังไม่ค่อยถูกพูดถึงคือประเด็นเรื่องการเหลื่อมและซ้อนทับกันของ space และ time ในความฝันแต่ละชั้น ซึ่งกรณีของ time นั้นถือเป็นพล็อตสำคัญของเรื่อง (และตัวละครในเรื่องมีการ sync time ให้ตรงกันผ่าน free fall ในความฝันแต่ละชั้น) ส่วนเรื่อง space นั้นมีบ้างในเรื่องแรงดึงดูด และสภาพอากาศ แต่ยังถือว่าไม่เยอะเท่าไร * อันสุดท้ายที่คิดว่าพูดถึงน้อยไปเช่นกัน คือเรื่องการบิดเปลี่ยนความจริงในความฝัน โดยเฉพาะเรื่อง penrose stairs ที่ถูกใช้เพียงครั้งเดียว (รวมถึง totem ด้วย วางปมเอาไว้แล้ว น่าจะใช้ได้มากกว่านี้อีกหน่อย) สรุปว่าสนุกมาก แต่วางบทได้ขนาดนี้แล้ว ควรจะสนุกกว่านี้ได้อีกเซ่!
Keyword