Sony Bravia EX500 32" - My First 1080p Experience

เรื่อง home entertainment ถือว่าอยู่ไกลตัวผมมาก ผมไม่มีทีวีในห้องนอน และทีวีเก่าบางเครื่องยังไม่มีพอร์ต A/V เสียด้วยซ้ำ เห็นข่าว HDTV หรือเครื่องเสียงเลยเฉยๆ เสียเป็นส่วนใหญ่ แต่เรื่องมันเริ่มเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นจนได้ เพราะจู่ๆ ทีวีที่ใช้อยู่ก็หลอดภาพขาดพร้อมกับกลิ่นไหม้เล็กน้อย เป็นสัญญาณว่า "ได้ซื้อทีวีใหม่เสียที!" จากที่ไม่เคยมีความรู้เกี่ยวกับทีวี เลยต้องมาหาข้อมูลกันยกใหญ่ (ขอบคุณทุกท่านที่ช่วยให้ข้อมูลผ่าน Twitter) __Criteria เบื้องต้น__ * ซื้อ LCD TV ก็พอ ไม่สนใจ Plasma หรือ LED ไว้เครื่องหน้าค่อยว่ากัน * ขนาดที่ต้องการ ราว 32" ใกล้เคียงกับทีวีเครื่องเดิม * ความละเอียดต้องเป็น 1080p Full HD ไหนๆ ซื้อแล้วเอาให้พอกับมาตรฐานโลก อย่าเห็นแก่ของถูกซื้อความละเอียดต่ำกว่านั้น พอได้สเปกคร่าวๆ เอาข้อมูลผลิตภัณฑ์มากางดู พบว่า Samsung มันเย้ายวนใจมากในแง่ฟีเจอร์ต่อราคา แต่หลังจากอ่านรีวิวตามเว็บบอร์ดต่างๆ แล้ว ได้ข้อมูลว่า "ซื้อทีวี Samsung" ถือเป็นการลงทุนอันมีความเสี่ยงอย่างสูงยิ่ง (อาจจะไม่จริงก็ได้ แต่ผมเชื่อในระดับหนึ่ง ซึ่งอันนี้เป็นการบ้านสำคัญที่ Samsung ประเทศไทยต้องนำไปแก้อย่างเร่งด่วน) แผนนี้เลยพับไป เนื่องจากคนตัดสินใจมีหลายคน ต่างคนต่างชอบ หลังจากผ่านการถกเถียงก็ได้ข้อสรุปที่เซฟที่สุดว่า Sony เท่านั้น (บุญเก่าของ Sony Thai ช่วยให้ได้ยอดขายเพิ่มขึ้นอีก 1 เครื่อง) พอได้ยี่ห้อเรียบร้อยก็มาเลือกรุ่น ประสบการณ์การซื้อทีวีครั้งนี้ ทำให้ผมพบว่า Sony จัดรุ่นได้มั่วมากครับ รุ่นใกล้เคียงกันชนกันเองเละเทะไปหมด สรุปว่าแบบ 32" มีเข้าข่ายอยู่ 3 รุ่น * EX400 - สเปกพื้นฐานครบถ้วน * EX500 - เหมือน EX400 แต่เพิ่ม MotionFlow สำหรับแสดงภาพความเร็วสูงๆ 100 MHz ให้ชัดขึ้น เพิ่มเงินอีกราว 2 พัน * NX500 - คนละดีไซน์กัน (จอกระจก) สเปกเท่า EX400 แต่แพงกว่า EX500 อะไรเนี่ย! เผอิญว่า EX400 ของหมด เลยสรุปว่าเลือก EX500 ช่วงนี้มีโปรโมชันเพิ่มอีก 500 บาทได้เครื่องเล่นดีวีดี DVP-NS718 มาอีกตัว ซื้อในงาน Power Buy Expo ที่เซ็นทรัลลาดพร้าว ใช้บัตรเซ็นทรัลลดอีก 10% เข็นไปส่งถึงรถ จ่ายไปทั้งหมด __19,391__ เหตุผลที่เลือกเพิ่ม 500 บาท เอาเครื่องเล่นดีวีดี ก็เพราะมันเป็นเครื่องเล่นที่รองรับ HDMI และ upscale ภาพให้ขึ้นมาเป็น 1080p ได้ แถมสาย HDMI มาให้สะดวกไม่ต้องไปซื้อเอง หลังจากกลับบ้านมาต่อเรียบร้อย นั่งดู Wall-E แบบ 1080p ไปหนึ่งเรื่อง ได้ประสบการณ์และข้อคิดดังนี้ * เมืองไทยไม่มี HD content (ผมไม่ได้ติด True และไม่คิดจะติดในอนาคตอันใกล้) จอละเอียดเอามาดูหนังเท่านั้น * การดูหนังแบบจอ widescreen ทำให้รู้สึกว่าทีวีเล็กลง เพราะมีขอบบนล่าง แต่จะดูแบบเต็มจอแนวตั้งให้เต็มตา ก็เสียดายความ wide เสียอีก ลักลั่นย้อนแย้งจริงๆ * ทีวี Sony กับเครื่องเล่นดีวีดี Sony มีฟีเจอร์ Bravia Sync ใช้รีโมทกดข้ามกันได้ (เพิ่งรู้) เท่ดีแต่คงมีประโยชน์ไม่มาก * ระบบ home entertainment ในปัจจุบัน ซับซ้อนวุ่นวายเพราะมีอุปกรณ์ต่อพ่วงเยอะ ขนาดของผมมีน้อยแล้ว ยังมี 3 ชิ้นคือ เครื่องเล่นดีวีดี (ต่อ HDMI), กล่อง DTV (ต่อ A/V), PS2 (ต่อ A/V) ยุ่งยากลำบากทั้งสาย ทั้งปลั๊ก ทั้งรีโมท ตอนนี้เลยเริ่มคิดถึงโซลูชันด้าน Media Center ในอุดมคติ (โจทย์ข้อนี้ [Jon Hicks คนออกแบบโลโก้ Firefox เคยตั้งเอาไว้เช่นกัน](http://hicksdesign.co.uk/tag/mediacenter/)) ซึ่งเหลียวมองในตลาดตอนนี้ อุปกรณ์ที่ "ครบเครื่อง" ที่สุด น่าจะเป็น PS3 เช่นเดียวกับโซลูชันที่ Hicks เลือก อีกตัวที่สนใจคือ Boxee Box แต่มันยังไม่ออก criteria ของผมสำหรับ Media Center ในตอนนี้คือ * ต้องเป็น appliance ไม่ใช่การเอาคอมพิวเตอร์มาต่อเด็ดขาด * ดู YouTube แบบ standalone ได้ คือเปิดเครื่อง เปิดทีวี แล้วสามารถเข้า YouTube ได้เลย * มีความสามารถด้าน PVR อัดรายการทีวีด้วยจะดีมาก อันนี้ไม่รีบ ค่อยๆ คิดไป วงการ Media Center ยังเป็นแดนเถื่อนที่ยังไม่พัฒนาเต็มที่ อาจต้องรอดูปลายปี [Google TV Box ของ Logitech](http://www.logitech.com/en-us/1007/7140?WT.ac=gtv|7140|nav_details) ออกมา อาจเป็นทางเลือกที่ดีก็ได้