แก๊งหูฟังขาว

Keyword
Column

ไม่ใช่แก๊งมาเฟียอย่างที่กำลังเป็นข่าวในตอนนี้นะครับ แต่ถ้าใครใช้ชีวิตอยู่ตามย่านวัยรุ่นอย่างสยาม หรือตามรถไฟฟ้า ลองมองไปรอบตัว อาจพบเห็นวัยรุ่นหรือวัยเริ่มทำงานใส่หูฟังนั่งฟังเพลงอยู่อย่างสบายใจ ถ้ามองเผินๆ มันอาจจะเป็นสมอลทอล์คของโทรศัพท์มือถือ แต่ถ้าสังเกตดีๆ หูฟังที่เค้าใส่นั่นมีสองข้างแบบซาวน์อเบาท์มากกว่า สิ่งที่ต่างออกไปคือหูฟังตามปกติมักจะสีดำ แต่หูฟังของคนพวกนี้สีขาวล้วนทั้งเส้น

สิ่งนี้เป็นปรากฎการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นที่กรุงเทพ แต่ตามเมืองใหญ่ๆ ทั่วโลกมันเกิดขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์ก ลอนดอน หรือโตเกียว ปริมาณแก๊งหูฟังสีขาวที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มันสะท้อนให้เห็นถึงยอดขายที่พุ่งกระฉูดของไอพ็อด และกำไรมหาศาลของแอปเปิล

ถ้าใครสนใจติดตามเทคโนโลยีหรือพ็อพคัลเจอร์ของบรรดาวัยรุ่น จะพบว่าบริษัทดาวรุ่งพุ่งแรงในช่วงนี้ก็คือแอปเปิล (ล่าสุดแอปเปิลขึ้นเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าอันดับหนึ่งของโลกแทนกูเกิลแล้ว) สิ่งที่พลิกฟื้นแอปเปิลจากบริษัทขายคอมพิวเตอร์เฉพาะกลุ่มมายังตลาดแมสก็คือ เครื่องเล่นเอ็มพีสามสีขาวที่ดังข้ามปี ไอพ็อด (iPod) นั่นเอง

ผมเคยเขียนถึงไอพ็อดไปแล้ว หรือไม่อย่างนั้นคอลัมน์แมคอินทอชข้างๆ ก็มีเรื่องไอพ็อดให้อ่านบ่อยๆ แต่ถ้ายังไม่เชื่อในความดังของไอพ็อด หลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้คือมันเคยลงหน้าปกของ Newsweek ลงคอลัมน์แนะนำใน TIME และประธาน MTV ภูมิภาคเอเชียมีไอพ็อดในครอบครองกว่า 50 เครื่อง

หูฟังสีขาวเข้าชุดกันของไอพ็อด กลายเป็นแฟชั่นไปในทันที การที่คุณเดินถนน ขึ้นรถไฟใต้ดิน ซื้อของตามห้างสรรพสินค้า โดยมีหูฟังสีขาวแนบอยู่กลายเป็นสัญลักษณ์ของความเท่ ทำนองที่ว่า "ข้าก็มีไอพ็อดนะเว้ย"

เทร็นด์นี้เลยถูกปฏิบัติตามโดยคู่แข่งอย่าง Creative ที่ทำเครื่องเล่นเอ็มพีสามเหมือนกัน และ PSP เครื่องเล่นเกมพกพาตัวใหม่ของโซนี่ ก็ใช้หูฟังสีขาวตามด้วย

แต่เรื่องของเทคนิควันนี้เราไม่พูดถึงครับ มาดูในแง่ของสังคมกันดีกว่า

Andrew Sullivan นักคิดนักเขียนที่เคยมีผลงานลง New York Times และ Esquire ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า "การบูมของเครื่องเล่นเอ็มพีสามใต้การนำของไอพ็อด จะส่งผลให้คนเราสนใจสิ่งรอบข้างน้อยลง" ตัวอย่างง่ายๆ ก็ในรถไฟฟ้า คนที่มีไอพ็อดก็ฟังเพลงแบบที่ตัวเองชอบอย่างสบายอารมณ์ ถ้าเกิดมีเด็กหกล้มหรือคนทำของตก โอกาสที่จะรับรู้ (จากการฟัง) ก็จะลดลงไปด้วย

นอกจากนี้ Sullivan ยังสังเกตประเด็นสำคัญไว้อีกอย่างว่า การฟังเฉพาะเพลงที่ชอบจากเครื่องเล่นของตัวเอง ยิ่งเป็นการส่งเสริมให้ทัศนคติแคบลง ไม่สนใจเรื่องราวแขนงอื่นที่ตนไม่สนใจ (ในที่นี้คือเพลงแนวที่ชอบ) ต่างจากเดิมที่เราอาจได้ยินเพลงแนวอื่นบ้างจากการฟังวิทยุ มันยิ่งน่าเป็นห่วงขึ้นไปอีกเมื่อไอพ็อดถูกขายไปแล้วกว่า 22 ล้านตัวในอเมริกาเหนือ และแนวโน้มเทคโนโลยีแขนงอื่น เช่น การรับเฉพาะข่าวหรือแนวคิดที่ตัวเองเห็นด้วยผ่านเว็บบล็อก ก็ส่งผลให้สังคมแคบลงไปอีก Sullivan ใช้คำว่า "Americans are beginning to narrowcast their own lives."

บทความนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างมากครับ คนที่เขียนตอบ Sullivan ได้ค่อนข้างดีคือ Douglas Kern แห่งเว็บไซท์ Tech Central Station ตอบว่า คนเราย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกในสิ่งที่ตัวเองชอบ ถึงแม้ว่าไม่ได้เลือกเองก็อาจจะถูกเลือกมาตั้งแต่กำเนิดตามถื่นฐานอยู่แล้ว ไอพ็อดเป็นแค่เครื่องมือที่ทำให้เรารับฟังในสิ่งที่ชอบได้ง่ายขึ้นเท่านั้น ถึงจะมีเทคโนโลยีหรือไม่มี มันก็เป็นหน้าที่ของตัวเราเองที่ควรจะรู้จักรับฟังสิ่งอื่นๆ บ้างต่างหาก

ผมยกข้อความเหล่านี้มาให้ดูเพื่อให้เห็นว่า ไอพ็อดเป็นอีกหนึ่งเทคโนโลยีที่เกิดผลกระทบค่อนข้างมากกับสังคม เช่นเดียวกับสิ่งอื่นๆ ที่ใกล้ตัวหน่อยอย่างเกมออนไลน์ หรือร้านอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ กันว่าตัวเทคโนโลยีไม่ผิด ผิดที่คนใช้ ถ้าคนใช้เองสามารถรับผิดชอบตัวเองได้แบบ Kern ว่า ปัญหาใหม่ๆ พวกนี้ในสังคมอย่างเช่นเด็กติดเกม ก็คงจะลดลงไปได้เยอะ สวัสดีครับ