มังกรจีนผงาด Lenovo ซื้อ IBM PC

Column

กรุงเทพธุรกิจ: 30 Dec 2004

ข่าวใหญ่รอบเดือนนี้คงไม่มีข่าวไหนเกินการเข้าซื้อหน่วยคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลของไอบีเอ็ม โดยบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์จากเมืองจีนที่ชื่อ Lenovo จริงๆ การซื้อนี้ประกาศเมื่อต้นเดือนครับ ผมว่าจะเขียนถึงก่อนแล้วแต่เผอิญเจอเรื่องที่ด่วนกว่าอย่างลินิกซ์ทะเล 7.0 เลยเลื่อนมาเขียนอาทิตย์นี้หวังว่าคงไม่ช้าเกินไปนัก

จะว่าไปแล้วการซื้อกิจการครั้งนี้ก็คงเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นนัก แต่เรื่องนี้กลับเป็นข่าวใหญ่ที่น่าจับตามองสุดๆ ด้วยเหตุผลหลายประการ

อันดับแรกคือนี่เป็นสัญญาณการถอนตัวออกจากธุรกิจขายปลีก (ผู้ใช้ตามบ้านหรือธุรกิจขนาดเล็ก) เครื่องคอมพิวเตอร์ของไอบีเอ็ม สิ่งสำคัญคือไอบีเอ็มเป็นผู้สร้างคำว่าพีซีขึ้นมาในโลกนี้เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เมื่อไอบีเอ็มถอนตัวจากธุรกิจพีซี ใครจะไม่สนใจล่ะ จริงมั้ยครับ

ประเด็นที่สองคือผู้ซื้อกิจการมาจากเมืองจีน บริษัท Lenovo คงไม่คุ้นหูคนไทยเท่ากับเอเซอร์หรือเอซัส แต่ในเมืองจีนแล้ว Lenovo คืออันดับหนึ่งด้วยส่วนแบ่งตลาด 27% และ 12.6% ในเอเชียแปซิฟิก (ไม่รวมญี่ปุ่น) ซึ่งเป็นอันดับหนึ่งเช่นกัน

ก่อนที่ผมจะแยกแยะผลดีผลเสียของการดีลคราวนี้ ขอเล่าถึงรายละเอียดในการดีลก่อนครับ Lenovo จะเข้าซื้อกิจการด้านพีซีของไอบีเอ็ม ซึ่งรวมแบรนด์ ThinkCenter และโน้ตบุ้ค ThinkPad ด้วย แต่ไม่รวมพวกเซิร์ฟเวอร์ต่างๆ โดยไอบีเอ็มจะได้รับเงินสด 650 ล้านเหรียญ และเป็นหุ้นอีกมูลค่า 600 ล้านเหรียญ หลังจากนี้บริษัทใหม่ที่เกิดขึ้นจะมี Stephen Ward ซึ่งปัจจุบันเป็นรองประธานและผู้จัดการส่วนพีซีของไอบีเอ็มเป็นซีอีโอ และ Yuanqing Yang รองประธานของ Lenovo เป็นประธาน โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่นิวยอร์ค กับโรงงานในสหรัฐและจีน บริษัทใหม่จะยังชื่อ Lenovo เช่นเดิม

หลังจากนี้ Lenovo จะได้สิทธิ์ขายพีซีใต้ยี่ห้อไอบีเอ็มไปอีกห้าปี ในสหรัฐจะยังทำตลาดใต้ชื่อไอบีเอ็มเพียงอย่างเดียวอยู่ แต่ในเมืองจีนจะใช้แบรนด์ไอบีเอ็มจับลูกค้าตลาดบน ในขณะที่ใช้ Lenovo จับลูกค้าตลาดล่าง ปัจจุบันไอบีเอ็มเป็นอันดับสามในโลกพีซี Lenovo อยู่ที่เก้า สองบริษัทมีส่วนแบ่งตลาดรวมกันประมาณ 7% ของตลาดโลก ตามที่หนึ่งเดลล์ (16.4%) และที่สองเอชพียุคหลังควบกิจการกับคอมแพค (13.9%) อยู่ไกลเหมือนกัน

น่าสงสัยใช่มั้ยครับ ว่าทำไมไอบีเอ็มถึงขายกิจการพีซีทิ้ง เงินที่ได้รับกลับมาเพียงพันล้านเหรียญ ก็ถือว่าไม่ได้มากมายอะไรนักกับบริษัทขนาดยักษ์แบบไอบีเอ็มอยู่แล้ว เรื่องนี้ Sam Palmisano ประธานและซีอีโอของไอบีเอ็มออกมาประกาศชัดเจนว่า

ไอบีเอ็มต้องการที่จะมุ่งไปตลาดองค์กร (Enterprise) เพียงอย่างเดียว การขายกิจการฮาร์ดแวร์ออกไปทำให้บริษัทมุ่งเป้าไปที่ตลาดองค์กรได้ดีขึ้น

แปลให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือว่ากิจการฮาร์ดแวร์กำไรต่ำลงทุกวัน รวมไปถึงการแข่งขันที่ดุเดือดจากคู่แข่งระดับบนเช่น เดลล์กับเอชพี และคู่แข่งระดับล่างจากจีนกับไต้หวัน (ว่ากันว่าถ้าจีนยิงเกาะไต้หวันจมลงไป คนเกือบทั้งโลกจะไม่มีคอมพิวเตอร์ใช้เลยล่ะ) ทำให้ไม่คุ้มที่ไอบีเอ็มจะยังคงสายธุรกิจนี้ต่อไป อีกทั้งไอบีเอ็มก็ไปได้ดีกับธุรกิจองค์กร และการบริการ (IBM Global Service นับเป็นธุรกิจที่ให้บริการและคำปรึกษาอันดับหนึ่งของโลกในขณะนี้) อยู่แล้ว

ไอบีเอ็มมีแนวโน้มจะทิ้งธุรกิจฮาร์ดแวร์มานานแล้วครับ เรื่องนี้เลยไม่น่าตกใจอะไรนัก ลู เกิร์ตสเนอร์ ซีอีโอคนก่อนผู้พลิกชีวิตไอบีเอ็มกลับมาอีกครั้งเป็นคนชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของธุรกิจการบริการ (อ่านเรื่องเต็มๆ ได้จากหนังสือใครว่าช้างเต้นระบำไม่ได้ ซึ่งมีฉบับภาษาไทย) และแซม พาลมิสาโนซึ่งเป็นลูกศิษย์ของเกิร์ตสเนอร์ ก็ไม่ได้ทิ้งแนวทางนี้ ไอบีเอ็มได้ขายโรงงานในสหรัฐให้กับบริษัท Sanmina-SCI และขายกิจการฮาร์ดดิสก์ให้กับฮิตาชิไปก่อนแล้ว

เมื่อไอบีเอ็มได้ตัดกิจการที่ทำกำไรไม่มากนักออกไป และได้มุ่งสู่แนวทางธุรกิจที่ตัวเองถนัด แล้วฝั่ง Lenovo ได้อะไรบ้าง ได้เยอะครับ ถึง Lenovo จะเป็นเจ้าตลาดในเมืองจีนก็ตาม แต่ตอนนี้กำลังถูกเดลล์รุกอย่างหนักด้วยความเป็นแบรนด์ระดับโลก สถานการณ์นี้ก็ไม่ต่างกับบ้านเรามากนัก ที่ว่าแบรนด์นอกค่อนข้างได้รับความน่าเชื่อถือมากกว่า) การซื้อกิจการคราวนี้เป็นการซื้อธุรกิจที่มียอดขายมากกว่าตัวเองถึงสี่เท่า สิ่งที่ Lenovo จะได้นอกเหนือไปจากโรงงาน และกำลังคนจากไอบีเอ็มแล้ว ยังเป็นช่องทางการทำตลาดพีซีนอกเมืองจีน และแบรนด์ไอบีเอ็มที่เรียกได้ว่าแข็งมากๆ อีกต่างหาก ผมคิดว่างานนี้มีแต่ได้กับได้ครับ เพียงแต่ Lenovo น่าจะได้เยอะกว่าไอบีเอ็มหน่อย

ไอบีเอ็มออกมาประกาศว่าการดีลจะสิ้นสุดประมาณปลายปีหน้า 2005 นับจากนี้ไปงานหนักก็คงอยู่กับผู้บริหารของทั้งสองฝ่ายที่จะทำให้การควบกิจการออกมาราบรื่นที่สุด ถึงไอบีเอ็มออกมายีนยันว่าจะขาย ThinkPad ต่อไป และลูกค้าที่ซื้อ ThinkPad จากการผลิตของ Lenovo ก็จะยังได้รับการบริการจากไอบีเอ็ม (ฝ่ายบริการ) เช่นเดิม แต่ในด้านจิตใจก็ยังมีผลอยู่ดี ผมคิดว่าเจ้าของโน้ตบุ้คไอบีเอ็มตอนนี้คงโดนล้อพอสมควรว่าไอบีเอ็มโดนซื้อไปแล้ว เช่นเดียวกับพนักงานของไอบีเอ็มในสหรัฐที่เกิดความไม่แน่ใจ และกลัวที่อาจต้องย้ายไปทำงานในเมืองจีนเช่นกัน

เมื่อบริษัทที่เกี่ยวของได้รับผลประโยชน์ไปทั้งคู่ และลูกค้าที่ยังต้องรอความเคลื่อนไหวต่อไป ช่วงเวลาหนึ่งปีก่อนการควบกิจการจะเรียบร้อยนี้เป็นโอกาสทองของคู่แข่งทั้งหลายเลยครับ เดลล์และเอชพีต้องช่วงชิงโอกาสอันได้เปรียบ ที่ลูกค้าไอบีเอ็มเดิมเกิดความไม่แน่ใจในความสามารถของ Lenovo ดึงลูกค้ามาให้มากที่สุด เช่นเดียวกันกับอันดับต่ำกว่าอย่างเอเซอร์ (อันดับห้า) จากไต้หวัน

ลูกค้าอย่างเราๆ ก็คงต้องติดตามกันไปอย่างใกล้ชิด ผมแนะนำว่าถ้ากำลังคิดจะซื้อโน้ตบุ้คไอบีเอ็มหรือบริษัทไหนจะเหมาพีซีจากไอบีเอ็มยกล็อทก็ซื้อไปเถอะครับ ช่วงเวลาปีสองปีนี้ไอบีเอ็มคงไม่กล้าเปลี่ยนแปลงอะไรมากนักอยู่แล้ว แต่หลังจากนั้นช่วงที่ยี่ห้อ Lenovo จะเริ่มบุกเข้าสู่ตลาดโลก เราคงต้องดูพฤติกรรมและแนวทางก่อน แล้วค่อยมาว่ากันอีกครั้งครับ