Creative Commons ทางรอดของยุคลิขสิทธิ์?

Column

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจสูงมากๆ
สิ่งที่ต้องระวังอย่างยิ่งเลยคือเรื่องลิขสิทธิ์ครับ
ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ซึ่งใจความสำคัญเหมือนกันทั่วโลกคือ
เมื่อไรก็ตามที่การสร้างสรรค์ผลงานเกิดขึ้น
ลิขสิทธิ์จะตกเป็นของผู้สร้างทันทีโดยอัตโนมัติ
ไม่ต้องทำเรื่องขอจดทะเบียนแต่อย่างใด (คนละเรื่องกับเครื่องหมายการค้าจดทะเบียน
หรือ Trademark ที่เราเห็นตัวย่อว่า TM นะครับ อันนั้นต้องขอจดทะเบียน)
ผู้ใดก็ตามที่จะนำผลงานเหล่านั้นไปใช้ไม่ว่ากรณีใดๆ
ย่อมต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของก่อน
มิฉะนั้นก็มีสิทธิจะโดนฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายได้

ในบ้านเราช่วงหลังนี้ก็มีความตื่นตัวกันทางลิขสิทธิ์เพิ่มขึ้นมาก
ผมว่าสาเหตุที่สำคัญก็มาจากค่ายเพลงหลายค่ายได้เข้มงวดเรื่องลิขสิทธิ์ของเพลงที่ถูกนำไปใช้
ไม่ว่าจะเป็นตู้คาราโอเกะ หรือว่าการดาวน์โหลดริงโทนของโทรศัพท์มือถือ
ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง
ผู้ประกอบการคาราโอเกะหรือริงโทนอาจจะโอดครวญว่าโหดเกินไป
แต่ถ้าว่ากันตามกฎหมายโดยตรงแล้ว ผู้สร้างผลงานย่อมมีสิทธิในตัวงานทุกประการ

แนวโน้มในเรื่องลิขสิทธิ์ (และสิทธิบัตร ที่ผมจะเขียนถึงในอนาคต)
จะเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ ครับ ต่อไปนี้ไม่ว่าบริษัทจะทำอะไรก็ตาม
ก็ต้องระวังตัวเป็นอย่างยิ่ง แม้แต่รูปแบบฟอนท์ที่ใช้ในโฆษณา
ถ้าไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ก็มีกรณีที่โดนฟ้องร้องจากเจ้าของมาแล้ว

จากความเข้มงวดเหล่านี้ ก็มีคนบางกลุ่มที่ใจดีมากๆ
แจกจ่ายผลงานของตัวเองให้กับคนอื่นฟรีๆ โดยนำไปใช้ทำอะไรก็ได้ ใช้ในเชิงการค้าก็ได้
เรียกว่าใจป้ำยินยอมให้ผลงานของตัวเองเป็นของมนุษยชาติ
สัญญาการใช้งานแบบนี้มีชื่อเรียกว่า Public Domain

ดังนั้นตอนนี้เรามีรูปแบบของสัญญาลิขสิทธิ์อยู่สองประเภทตรงกันข้ามกัน คือ

  • Copy Right หรือ "All" Right Reserved ซึ่งหมายถึงลิขสิทธิ์ทุกอย่าง (All)
    เป็นของเจ้าของผลงาน ตามกฎหมายลิขสิทธิ์
  • Public Domain หรือ "No" Right Reserved หมายถึงตัวงานที่อยู่ใต้สัญญา Public
    Domain ไม่มีเจ้าของ ใครก็ตามสามารถนำไปใช้ยังไงก็ได้ ตัวอย่างของ Public Domain
    ที่ผมเคยเขียนถึงไปแล้ว คือไฟล์เพลงรูปแบบ Ogg Vorbis ที่ออกมาแข่งกับ MP3

อย่างไรก็ตามสัญญาสองแบบนี้ มีแนวโน้มต่างกันโดยสิ้นเชิง อยู่สุดโต่งคนละทาง
เพราะยังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังต้องการเป็นเจ้าของในตัวชิ้นงานอยู่
แต่ยินดีอนุญาตให้นำไปใช้ได้เลย ถ้าผู้นำไปใช้ปฏิบัติตามเงื่อนไขบางอย่าง เช่น
ไม่นำไปใช้ในเชิงการค้า หรือนำไปใช้แต่ต้องให้เครดิตเจ้าของด้วย

นี่จึงเป็นรูปแบบของสัญญาที่เรียกว่า Creative Commons

ในเวบไซต์ของ Creative Commons (www.creativecommons.org) เปรียบไว้ว่า Creative
Commons หรือ CC มีแนวคิดเดียวกับซอฟต์แวร์โอเพ่นซอร์ส
เพียงแต่ไม่ได้เจาะจงใช้กับซอฟต์แวร์ แต่ใช้กับงานสร้างสรรค์อื่นๆ เช่น ภาพ เพลง
ภาพเคลื่อนไหว งานเขียน เป็นต้น Creative Commons เป็นแนวคิดที่อยู่ตรงกลางระหว่าง
Copy Right กับ Public Domain เรียกง่ายๆ ว่าเป็น "Some" Right Reserved ก็ได้

สำหรับท่านที่สนใจจะให้ผลงานของตัวเองมีสัญญาการใช้งานเป็นแบบ Creative Commons
ก็มีขั้นตอนง่ายๆ ดังนี้ครับ อันดับแรกเข้าไปที่เวบไซต์ www.creativecommons.org
แล้วเลือกตรงที่เขียนว่า Publish จากนั้น ก็ตอบคำถามนิดหน่อยที่เกี่ยวข้อง เช่น
อยู่ในประเทศที่มีกฎหมายลิขสิทธิ์พิเศษหรือไม่ (ประเทศไทยตอบเป็น Generic)
อนุญาตให้คนอื่นนำไปใช้ในทางการค้าหรือไม่ และชนิดของผลงานว่าเป็นแบบไหน (เช่น ภาพ
เสียง ข้อความ เป็นต้น) จากนั้นเราก็จะได้สัญญาชนิดที่เหมาะสมกับงานของเรามา
ซึ่งสามารถนำไปรวมในผลงานได้เลย หรือถ้าผลงานอยู่บนเวบไซต์ ก็มีไอคอนของ Creative
Commons ให้นำไปแปะบนเวบไซต์พร้อมกับลิงค์มายังหน้าสัญญาได้เช่นกัน

รูปแบบสัญญาของ Creative Commons มี 11 แบบครับ เกิดจากการผสมกันของคุณสมบัติ 4
แบบ (ไปผสมกันเอาเองนะครับ) ดังต่อไปนี้ครับ

  • Attribution คือ อนุญาตให้นำผลงานไปใช้ได้ ถ้าอ้างอิงที่มา
  • Noncommercial คือ ไม่อนุญาตให้นำไปใช้ในเชิงการค้า
  • No Derivative Works คือ ต้องนำผลงานไปใช้ตรงๆ ทั้งชิ้น ห้ามไม่ให้ดัดแปลง
    หรือตัดบางส่วน
  • Share Alike คือ หลังจากนำไปใช้แล้ว
    ผลงานนั้นต้องมีสัญญาแบบเดียวกันกับผลงานเดิมด้วย

ยกตัวอย่างนะครับ สมมติผมต้องการให้คอลัมน์ของผมที่คุณกำลังอ่านอยู่นี้
ใครก็ได้สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ขอแค่ให้เครดิตว่าผมเป็นคนเขียน และอ้างทั้งบทความ
เพื่อกันการแปลความหมายผิดจากการตัดข้อความบางส่วน ผมก็เลือกรูปแบบเป็น Attribution
ผสมกับ No Derivative Works เป็นต้น

ผลดีของ Creative Commons คือการสร้างคลังข้อมูลที่ปลอดภัยในด้านลิขสิทธิ์
เพราะว่าเป็นผลงานที่เจ้าของยินดีให้ใช้ และมีลิขสิทธิ์ชัดเจน
ปัจจุบันผลงานที่มีสัญญาแบบ Creative Commons เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จน Yahoo!
เห็นความสำคัญ เพิ่มบริการค้นหาผลงานแบบนี้ลงในหน้าเวบของ Yahoo! แล้ว
ผมคิดว่าถ้าคุณเคยมีผลงานเก็บไว้ ไม่ใช่ความลับอะไร ไม่หวง และไม่รู้จะเก็บไว้ทำไม
การนำมาทำเป็น Creative Commons ก็น่าจะเป็นผลดีต่อส่วนรวม เผื่อมีคนอื่นๆ
ที่กำลังอยากได้ผลงานของคุณไปใช้ต่อ

ดีไม่ดีอาจจะดังได้ด้วยสัญญาแบบ Attribution ก็เป็นได้นะครับ

เพิ่มเติม: CC อีกเวอร์ชัน เขียนโดยคุณ Kitty