Kapook.com ความสำเร็จของอีคอมเมิร์ซแบบไทยๆ

Keyword
Column

Kapook.com
ความสำเร็จของอีคอมเมิร์ซแบบไทยๆ

ถ้ามองย้อนไปสมัยอินเทอร์เน็ตเพิ่งบูมใหม่ๆ ต้นแบบของเว็บยุคดอตคอมคือ Yahoo! ซึ่งส่งผลให้วัยรุ่นอเมริกันจำนวนมากกลายเป็นเศรษฐีในชั่วพริบตา ร้านหนังสือยักษ์ใหญ่มีประวัติยาวนานอย่าง Barnes&Noble ก็ยังพ่ายแพ้ให้กับร้านหนังสือออนไลน์ที่ไม่มีใครเคยได้ยินชื่ออย่าง Amazon อีคอมเมิร์ซกลายเป็นคำศักดิ์สิทธิ์ และกระแสดอตคอมคงยังแรงต่อไปถ้าฟองสบู่ของมันไม่แตกดังโพละเสียก่อนเมื่อไม่กี่ปีให้หลัง

นั่นเป็นสถานการณ์ที่อเมริกา แต่ในบ้านเราก็ไม่ต่างกันนัก กระแสดอตคอมเมืองไทยเริ่มบูมขึ้นเมื่อนายสนุก เจ้าของเว็บ Sanook.com ได้ขายกิจการให้กับบริษัทเอ็มเว็บจากอาฟริกาใต้ด้วยมูลค่ามหาศาล และกลายเป็นตัวอย่างของวัยรุ่นไทยหลายๆ คนที่จะได้เงินอย่างเป็นกอบเป็นกำแบบนั้นบ้าง เสียแต่ว่าฟองสบู่ที่เมืองนอกแตกเสียก่อน และบ้านเราซึ่งง่อนแง่นอยู่แล้วก็ล้มตามมาในไม่ช้า

จากนั้นทุกคนต้องหันกลับมามองรากเหง้าของธุรกิจในยุคดอตคอมกันใหม่ จากที่หวังว่าทำอย่างไรก็ได้ให้เว็บคนเข้าเยอะๆ แล้วโฆษณาจะตามมาเองก็ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เมื่อทุกอย่างในอินเทอร์เน็ตเป็นโฆษณา โฆษณาออนไลน์จึงเป็นที่รังเกียจของคนใช้เว็บ บริษัทต่างๆ เองก็ยังยึดติดกับสื่อเก่าอย่างเช่นทีวีหรือนิตยสารมากกว่าจะทุ่มเทให้การโฆษณาออนไลน์อย่างเดียว หลายเว็บหันมาขายสินค้าและบริการออนไลน์ ซึ่งก็ต้องประสบกับปัญหาลองผิดลองถูกอีกมากมาย

นั่นเป็นปัญหาของเมืองนอกเค้าครับ ในบ้านเรานอกจากปัญหารูปแบบรายได้เหมือนเค้า ปัญหาอีกอย่างที่บ้านเค้าไม่ใช่ประเด็นแต่บ้านเราเป็นเรื่องใหญ่คือวิธีจ่ายเงิน ในขณะที่ประชาชนสหรัฐกับบัตรเครดิตเป็นของธรรมดา บ้านเราจำนวนบัตรเครดิตเพิ่งเพิ่มแบบก้าวกระโดดในปี 2003-2004 นี้เอง แถมวัยรุ่นซึ่งเป็นประชากรกลุ่มใหญ่บนอินเทอร์เน็ตบ้านเราก็ไม่มีบัตรเครดิตกันเพราะอายุไม่ถึง ส่วนคนวัยทำงานที่มีกลับมองว่าการจ่ายเงินออนไลน์เป็นเรื่องที่ไม่ปลอดภัยเสียอย่างนั้น เลือกได้ไม่จ่ายดีกว่า

เมื่อรูปแบบที่ลอกฝรั่งมากลับใช้ในบ้านเราไม่ได้ผลเพราะสาเหตุที่ว่ามานี้ เจ้าของเว็บชาวไทยก็ต้องดิ้นรนปรับเปลี่ยนกลยุทธให้เหมาะกับคนไทยเพื่อเอาชีวิตรอดกันใหญ่ และหนึ่งในการปรับเปลี่ยนที่ประสบผลสำเร็จนั้น ก็คือ Kapook.com นั่นเอง

Kapook เลือกที่จะจับกลุ่มเป้าหมายเพียงกลุ่มใหญ่กลุ่มเดียวคือวัยรุ่นไปเลย ตัดลูกค้าผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าจ่ายเงินทิ้งไป เมื่อเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ก็ทุ่มพัฒนาทุกอย่างให้ตรงกับที่วัยรุ่นต้องการ จากที่เคยเป็นเว็บท่าสมัยดอตคอมเมืองไทยบูม Kapook ก็กลายพันธุ์เป็นแหล่งชุมนุมของวัยรุ่นออนไลน์

กิจกรรมหลายๆ อย่างบนเว็บที่ Kapook เลือกมา เช่น ฟังเพลงออนไลน์ โหวตรูป กระทู้สนทนา ต่างเป็นที่โดนใจ และส่งผลให้ Kapook ก้าวขึ้นเป็นเว็บที่คนเข้าเยอะที่สุดของเมืองไทย สลับอันดับหนึ่งสองกับ Sanook.com อยู่เป็นระยะ

ต้นตอของความสำเร็จของ Kapook ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนไกลครับ คือ คุณปรเมศวร์ มินศิริ หรือนายสนุกเจ้าเก่า ที่ระยะหลังออกจากเอ็มเว็บมาทำธุรกิจของตัวเอง และเริ่มต้นใหม่โดยการปั้น Kapook เว็บที่ยังไม่ดังในสมัยนั้น ให้ขึ้นมาแข่งกับ Sanook เว็บเก่าของตัวเอง

นอกจากเรื่องความสำเร็จในด้านยอดผู้ชมแล้ว กำแพงอีกอันที่ Kapook ทลายลงมาได้คือการจ่ายเงินเพื่อบริการออนไลน์ เมื่อการจ่ายค่าบริการด้วย SMS มาบูมในช่วงนี้พอดี และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านโทรศัพท์มือถือโตเต็มที่ Kapook จึงไม่พลาดโอกาสนี้ สร้างรายได้จากเนื้อหาที่มีอยู่แล้ว ตัวอย่างที่เป็นกรณีศึกษาคือการให้ส่ง SMS แลกกับรหัสผ่านในการเข้าดูรูปนางแบบวัยรุ่น ที่ไม่ถึงกับเป็นดาราแต่ค่อนข้างจะมีชื่อเสียงอยู่บ้าง งานนี้ฮิตถล่มทลายเลยครับ

ยิ่งไปกว่านั้น Kapook ยังก้าวข้ามจากโลกออนไลน์มาสู่โลกออฟไลน์ บรรดารูปถ่ายและนางแบบที่มีอยู่ในสังกัด ก็นำมาออกนิตยสารของตัวเองกันดีกว่า นิตยสารเล่มบางๆ ไม่มีนักเขียนชื่อดัง และคอลัมน์ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก มีแต่ภาพถ่ายนางแบบเป็นจุดขาย คุณอาจจะไม่เคยเห็นตามแผงหนังสือก็ได้นะครับ เพราะว่ามันขายดีมากจนหมดแล้วยังไงล่ะ

ที่ผมยกตัวอย่างมาทั้งหมดอยากให้เป็นข้อคิดของเจ้าของเว็บไทย ว่าโอกาสยังมีอยู่เสมอ ขอเพียงจับจุดให้ถูก และทำให้โดนเท่านั้นเองล่ะครับ